ภาพ : AP
ต่างประเทศ
จุดยืนและท่าทีต่อภูมิภาคเอเชียในยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของทรัมป์
ดีเรค กรอสแมน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประจำมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เขียนบทความแสดงความคิดเห็นว่าด้วย “ยุทธศาสตร์ความมั่นคง” ของสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อต้นเดือนธันวาคมนี้เอาไว้ในนิกเกอิ เอเชีย เมื่อ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือข้อคิดเห็นว่าด้วยทัศนะและท่าที “ใหม่” ต่อบรรดาชาติในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้แผนความมั่นคงใหม่นี้
กรอสแมนเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตถึง “ความต่าง” ระหว่างนโยบายการต่างประเทศภายใต้ “ทรัมป์ 2.0” กับเมื่อครั้งโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกเอาไว้ว่าใหญ่หลวงมาก เพราะปัจจุบันนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาขึ้นอยู่กับตัวทรัมป์เพียงลำพัง ทุกอย่างดำเนินไปภายใต้ความคิดและบุคลิกภาพของทรัมป์เท่านั้น
เนื่องจากบรรดา “ผู้ใหญ่” ในแวดวงที่เคยมีบทบาทในยุคทรัมป์ 1.0 ไม่ว่าจะเป็นจิม แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหมในครั้งนั้น หรือคนอย่าง เอช. อาร์. แมคมาสเตอร์ ที่เคยเป็นที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ล้วนหดหายไปจากรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐอเมริกา
ถูกแทนที่ด้วยบรรดา “ลูกขุนพลอยพยัก” ประเภท “ถูกครับพี่ ดีครับท่าน” ทั้งหลายของทรัมป์เท่านั้นเอง
ด้วยเหตุนี้ กรอสแมนถึงได้บอกว่า โลกทัศน์ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกา จึงสามารถสรุปได้โดยง่ายเพียงแค่ว่า บรรดาประเทศทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรูล้วน “สลับสับเปลี่ยน” กันได้ ตราบเท่าที่สหรัฐอเมริกายังคงได้ผลประโยชน์
แน่นอนจีนยังคงถูกถือเป็นหนึ่งใน “ภัยคุกคาม” แต่ไม่รุนแรงและแข็งกร้าวเหมือนที่ผ่านมา จากการขัดเกลาของสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังที่ตั้งเป้าจะรักษา “แรงเหวี่ยงเชิงบวก” ที่ทรัมป์ “เชื่อเอาเอง” ว่าเขาสร้างขึ้นไว้ในการพบกับสี จิ้นผิง ผู้นำจีนในเวทีเอเปคเมื่อเดือนตุลาคม
ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ใหม่ จีนจึงไม่ใช่ “คู่ต่อกร” เพื่อช่วงชิงความเป็นมหาอำนาจอย่างเต็มที่เหมือนเมื่อครั้งกระโน้น ยุทธศาสตร์ใหม่ของทรัมป์มุ่งเน้นไปที่การปกป้องขอบเขตอำนาจ อิทธิพลของตะวันตกมากกว่าอย่างอื่น
ซึ่งส่งผลให้ภูมิภาค “อินโด-แปซิฟิก” ไม่ใช่พื้นที่ที่มีความสำคัญสูงสุดเป็นลำดับแรกอีกต่อไป
เป้าหมายสำคัญของทรัมป์ต่อจีนเป็นเพียงแค่ “ขออย่ามาวุ่นวาย” ในลานหลังบ้านฉันก็แล้วกัน เท่านั้นพอ
ผลลัพธ์ก็คือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับทรัมป์แล้ว มีนัยสำคัญที่ต้องใส่ใจเพียงแค่ในฐานะที่เป็น “เครื่องมือ” ชิ้นหนึ่งเท่านั้น
เป็นเพียงเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับใช้กับจีนเพื่อช่วยให้ เส้นทางเดินเรือในทะเลจีนใต้ยังคงเปิดกว้าง
ช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานต่างๆ ยังคงไหลลื่น
และช่วยให้สหรัฐอเมริกาสามารถเข้าถึงสินแร่สำคัญยิ่งยวด อย่างที่ต้องการเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม กรอสแมนชี้ว่า ทรัมป์ประสบความสำเร็จทางการทูตอย่างน่าทึ่งและชวนเซอร์ไพรส์ในกรณีกัมพูชา ชาติที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการและเป็น “ผู้ล่วงละเมิด” สิทธิมนุษย์ชนิด “เรื้อรัง” ไม่มีที่สิ้นสุด
ทรัมป์ไม่เพียงกลายเป็นประธานในพิธีการลงนามสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา (ซึ่งอายุสั้นอย่างยิ่ง) เท่านั้น ยังได้ความตกลงเรื่องสินแร่หายากมาจากทางการพนมเปญติดมือมาอีกด้วย
เวียดนาม กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
สัมพันธภาพกับเวียดนามแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด จากกรณีภาษี 46 เปอร์เซ็นต์ (ที่ต่อมาลดลงเหลือ 20 เปอร์เซ็นต์) ส่งผลเสียหายข้างเคียงถึงกับทำให้ทางการฮานอยหันไปก่อปฏิสัมพันธ์กับจีนจนลึกซึ้งมากขึ้นทุกที
อาทิ เข้าร่วมซ้อมรบกับจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อเดือนกรกฎาคม ทำความตกลงทางด้านเศรษฐกิจฉบับใหม่ซึ่งกันและกัน
และกลายเป็น “ชาติสังเกตการณ์” ในที่ประชุมกลุ่มประเทศที่มีท่าทีต่อสหรัฐอเมริกาไม่ดีนักอย่าง “บริคส์”
ที่น่าแปลกใจก็คือ ในแผนยุทธศาสตร์ใหม่ อินเดียยังคงถูกระบุไว้ว่าคือชาติที่เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” แต่ปฏิสัมพันธ์ในทางปฏิบัติกลับพลิกผันกลับไปกลับมาหลายครั้ง
การพบกันของทรัมป์กับนเรนทรา โมดี้ นายกรัฐมนตรีอินเดียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่วอชิงตัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น แต่แล้วก็เกิดความตึงเครียดจากปมปัญหาเรื่องการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียของอินเดีย
ต่อด้วยการออกมาปฏิเสธตรงๆ ของโมดี้ว่า คำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่าเป็นผู้ยุติสงคราม 4 วันระหว่างอินเดีย-ปากีสถานนั้นไม่เป็นความจริง
สถานการณ์ยิ่งไปกันใหญ่ เมื่อปากีสถานเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพและพยายามยกระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาขึ้นโดยอาศัยความสนใจในเรื่องสินแร่หายากและคริปโตเคอร์เรนซี ของทรัมป์เป็นปัจจัย
ทำให้โมดี้ถึงกับเข้าร่วมประชุม องค์การความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ ที่เมืองเทียนจิน พบหารือกับทั้งสี จิ้นผิง และวลาดิมีร์ ปูติน ก่อนต้อนรับปูตินอย่างโอ่อ่าที่อินเดียในเวลาต่อมา
ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง กรอสแมนตั้งข้อสังเกตว่า องค์ประกอบพื้นฐานบางอย่างกลับยังคงอยู่กับที่ การพึ่งพาพันธมิตรตามสนธิสัญญาอย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ยังคงอยู่ ทรัมป์ยังคงแสดงความกังวลต่อภัยคุกคามต่อไต้หวันและสหรัฐอเมริกายังคงใส่ใจในการเฝ้าติดตามโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออยู่ต่อไป
ปัญหาก็คือ ทุกอย่างเป็นไปในท่วงทำนองที่เป็นของทรัมป์โดยสิ้นเชิง บางเรื่องอาจชะลอช้าหรือบิดผันได้โดยพลันตามแบบฉบับและบุคลิกส่วนตัวของผู้นำอเมริกัน จนหลายคนเชื่อว่า ยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้เต้นไปตามชีพจรของทรัมป์ ไม่ใช่จากสถาบันที่เกี่ยวข้องใดๆ ปล่อยบรรดาพันธมิตรเฝ้ารอคอยความแน่นอนจากความไม่แน่นอน
ส่วนชาติที่เป็นปฏิปักษ์ก็ได้อาศัยใช้ความไม่แน่นอนที่อุดมสมบูรณ์ของทรัมป์เป็นประโยชน์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
