‘สุพัฒนพงษ์’ ชี้ไทยรุกพลังงานสะอาด-รถยนต์ไฟฟ้า-เก็บCO2 ใต้พื้นดิน ลุ้นเป็นกลางทางคาร์บอนก่อน2050

26.10.22 | 15:51 น.

‘สุพัฒนพงษ์’ ชี้ไทยรุกพลังงานสะอาด-รถยนต์ไฟฟ้า-เก็บCO2 ใต้พื้นดิน ลุ้นเป็นกลางทางคาร์บอนก่อน2050

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เวลา 13.30 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ หนังสือพิมพ์มติชน จัดเสวนา หัวข้อ “Energy for Tomorrow วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023” โดย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษ “พลังงาน : วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023” ว่า ขณะนี้มีวาระที่ทั่วโลกเห็นตรงกันว่าต้องทำ คือ เรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งผู้คนทั่วโลกกำลังเจอปัญหาด้วยตนเอง อาทิ สหรัฐอเมริการที่ รัฐเท็กซัส เกิดภาวะโพลาร์ วอร์เท็กซ์ ที่อยู่ดีๆอุณหภูมิการหนาวเย็นจัด เกิดหิมะในที่ที่ไม่เคยเกิด น้ำท่วมในยุโรป หรือ คลื่นความร้อน (ฮีทเวฟ) ในเกาหลี


เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศใกล้ตัวทุกคนเข้ามาเรื่อยๆ โดยในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (คอป 26) เกิดข้อตกลงร่วมกันจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ที่มองว่าต้องเดินหน้ามุ่งไปควบคุมอุณหภูมิโลก ซึ่งทุกฝ่ายแสดงให้เห็นสนับสนุนให้เกิดการช่วยแก้ไขปัญหานี้

“มองว่าเรื่องนี้ไม่มีการแบ่งขั้ว เพราะเป็นวาระของโลก โดยรัฐบาล นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมประชุมคอป 26 ด้วย และประกาศว่าไทย ปี2050 ให้คาร์บอนเป็นกลาง ส่วน ปี2065 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ โดยไทยถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ประกาศ” นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว

Advertisement

นอกจากนี้ไทยยังมีมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า และไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ เป็นต้น สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน และการศึกษาพลังงานทางเลือกใหม่ ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนให้ไทยเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ตามเป้าหมายแล้ว ยังเป็นโอกาสของธุรกิจพลังงานแบบใหม่ด้วย รวมทั้งการสนับสนุน นโยบายการประหยัดพลังงานควบคู่ไปด้วยกัน

รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) แลกเปลี่ยนกับการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งมี เอ็มจี โตโยต้า และอีกหลายยี่ห้อ เข้าร่วมมาตรการแล้ว ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าต่อไป โดยยอดจองซื้อรถอีวีล่าสุดโตกว่า 275% เฉพาะอีวี 100% ก็มีเป็น หมื่นคันแล้ว ด้านสถานีประจุไฟฟ้าทั่วประเทศไทย ล่าสุด เมื่อ 20 กันยายน 2565 มี 869 สถานี รวม 2,572 หัวชาร์จ ซึ่งถือเป็นสัญญาณ ว่าพัฒนาการได้เกิดขึ้น รัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าในปีค.ศ. 2030 หรือ อีก 8 ปีจากนี้จะกลายเป็นยายนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังหารือเรื่องมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการผลิตแบตเตอรี่มาลงทุนในไทย เรื่องของการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ใต้พื้นพิภพ ซึ่งมีการศึกษาเบื้องต้นไทยมีพื้นที่ใต้ทะเลที่เหมาะสม ถ้าทำได้ก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ก็จะไม่มีปัญหาอีกต่อไป สามารถผลิตโดยแยกไฮโดรเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ไปใส่ในแหล่งกักเก็บใต้พิภพ อาจทำให้การพัฒนาด้านพลังงานไทยทำได้เร็วกว่าเป้าหมายว่าจะมีคาร์บอนเป็นกลาง ปี 2050 ได้ และจะกลายเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ๆในไทย