หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘วัฒนพงษ์’ กา...

‘วัฒนพงษ์’ กางแผนพลังงานชาติ มุ่งเชื้อเพลิงสะอาด-อีวี-ประสิทธิภาพการใช้-โครงสร้างพื้นฐาน

26.10.22 | 16:16 น.

‘วัฒนพงษ์’ กางแผนพลังงานชาติ มุ่งเชื้อเพลิงสะอาด-อีวี-ประสิทธิภาพการใช้-โครงสร้างพื้นฐาน บังคับใช้ไตรมาส 2/66

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เวลา 14.30 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ หนังสือพิมพ์มติชน จัดเสวนา หัวข้อ “Energy for Tomorrow วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023” โดย นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน บรรยายพิเศษ หัวข้อ “Road Map พลังงานไทย” ว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ประเทศไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงทิศทางพลังงานของโลกได้ ทำให้ต้องเดินตามโรดแมปของภาคพลังงานไทย ที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนทิศทางพลังงานโลก ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยภายในปี ค.ศ.2100 ทั้งโลกจะพยายามลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพยายามควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส หากเทียบเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 50 ล้านล้านตัน ที่ต้องไปถึงเป้าหมาย โดยเซ็กเตอร์พลังงานเป็นเซ็กเตอร์ที่มีความสำคัญ เพราะเป็นภาคที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 70%

นายวัฒนพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งโลกมี 5 แนวทางเพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ได้แก่ 1.การเพิ่มพลังงานหมุนเวียน อาทิ แสงอาทิตย์ ลม น้ำ ก๊าซชีวภาพ ที่ต้องเพิ่มสัดส่วนให้มากกว่าปัจจุบัน 2.การผลิตและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานฟอสซิล มาเป็นพลังงานไฟฟ้า ที่มีคาร์บอนต่ำมากขึ้น 4.ไฮโดรเจน ที่เป็นพลังงานสะอาดสูงสุด แต่ต้นทุนในตอนนี้อาจสูงอยู่ และ 5.ระบบการกักเก็บหรือใช้ประโยชน์จากคาร์บอน ซึ่งทั้งโลกมีการเขียนหรือใช้เป็นนโยบายในการเปลี่ยนผ่านประเทศในด้านพลังงาน อาทิ ยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ที่คำนึงถึง 5 แนวทางหลักนี้ โดยประเทศไทยมีการนำเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกต่อประชาคมโลก มีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ที่เรียกว่า เอ็นดีซี (Nationally Determined Contribution) ภายใน พ.ศ.2573 หรือปี ค.ศ.2030 มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก 20-25% เมื่อเทียบกับการดำเนินงานในกรณีปกติ แต่ สนพ.ได้ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายลดลงให้ได้กว่า 40% เพื่อให้ภายในปี ค.ศ.2050 จะไปถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และในปี ค.ศ.2065 เราจะก้าวไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions)

“กระทรวงพลังงาน และเซ็กเตอร์พลังงาน มีการกำหนดแผนระยะยาวในด้านพลังงาน เพื่อเดินทางไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยเซ็กเตอร์หลักๆ ที่ต้องลดการใช้คาร์บอน ได้แก่ เซ็กเตอร์พลังงาน ไฟฟ้า ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และภาคเกษตร ซึ่งภาคพลังงานจำเป็นต้องลดการปลดปล่อยคาร์บอนให้ได้มากที่สุด จากเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานสูงสุดในปี 2025 จากนั้นจะไม่สามารถปล่อยได้แล้ว เพราะต้องลดการปลดปล่อยตามเป้าหมาย ได้แก่ ปี ค.ศ.2030 อยู่ที่ 13% ปี ค.ศ.2040 อยู่ที่ 17% ปี ค.ศ.2050 อยู่ที่ 62% ซึ่งถือว่าต้องลดค่อนข้างสูงมาก โดยการจะไปสู้เป้าหมายดังกล่าวต้องใช้แนวทาง 5 ด้าน ที่จะเป็นตัวเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย” นายวัฒนพงษ์กล่าว

Advertisement

นายวัฒนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้กำหนดแผนพลังงานชาติ ที่ปรับกรอบแผนใหม่ แบ่งเป็น 4 แนวทาง ได้แก่ 1.การเพิ่มการผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแหล่งใหม่อื่นๆ ให้มากกว่า 50% และผลิตพลังงานหมุนเวียนควบคู่แบตเตอรี่ เน้นในพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานจากลม 2.ยานยนต์ไฟฟ้า ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่า 30% และ 4.การปรับโครงสร้างพื้นฐานของระบบพลังงานต่างๆ ให้รองรับแนวทาง 4ดี 1อี

นายวัฒนพงษ์กล่าวว่า โรดแมปด้านพลังงานในอนาคต เรามีการปักหมุดหมาย เพราะการที่จะไปให้ถึงความเป็นกลางทางคาร์บอนในอีก 30 ปี ข้างหน้า มี 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.กำหนดพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากกว่า 30% ในปี 2030 และหลังจากปี 2030 จะต้องเพิ่มมากกว่า 50% และในปี 2050 ต้องมากกว่า 50% และควบคู่กับดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) 2.ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ปี 2030 ต้องมีการใช้เพิ่มมากกว่า 50% เพื่อให้ปี 2040 รถอีวีน่าจะมาทดแทนยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน 100% ในกลุ่มรถใหม่ 3.ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ปี 2030 จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ปี 2040 เพิ่มเป็น 35% ส่วนในระยาวปี 2050 ควรมากกว่า 40% และ 4.โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ที่จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะการเข้ามาของระบบดิจิทัลต่างๆ จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานเดิม และเพิ่มตลาดใหม่

นายวัฒนพงษ์กล่าวว่า การบริหารจัดการพลังงานแห่งอนาคต เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน มี 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่แน่นอนว่าพลังงานในอนาคตเป็นเรื่องไฟฟ้า ทำให้การลงทุนจะต้องเน้นพลังงานสะอาด นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพิ่ม 2.การปรับตลาดและโครงสร้างราคา ที่ต้องมีการแข่งขันมากขึ้น และมีความเสรีมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์พลังงานกระจายศูนย์ และ 3.การปรับปรุงกฎหมาย หรือการกำกับดูแลต่างๆ ซึ่งภาครัฐต้องส่งเสริมตลาดในการผลิตและใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำต่างๆ เพื่อให้สามารถมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น รวมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเบื้องต้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นการใช้เทคโนโลยีสมาร์ทกริด (Smart Grid) หรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่นำเทคโนโลยีหลากหลายประเภทเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้ระบบไฟฟ้าในอนาคตมีความทันสมัยมากขึ้น

“แผนพลังงานชาติ ทั้ง 5 แผนย่อยเสร็จแล้ว แผนใหญ่จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปพลังงาน และแผนสภาพัฒน์ฯ เพื่อให้ประเทศในภาพรวมมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เปลี่ยนผ่านประเทศสู่พลังงานสะอาด ซึ่งความก้าวหน้าคือ ภายในไตรมาส 4 นี้ แผนแต่ละแผนจะแล้วเสร็จ จากนั้นจะเข้าสู้ขั้นตอนรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย ทั้ง 5 แผนย่อย ก่อนจะประกอบร่างเป็นแผนพลังงานชาติ ภายในไตรมาส 1/2566 จากนั้นจะนำไปใช้ในไตรมาส 2/2566 โดยการที่ประเทศไทยโดยเฉพาะภาคพลังงาน การจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสนับสนุนทางด้านการเงิน เทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาบุคลากรด้านพลังงานเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนสำคัญในการทำให้แผนดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายต่อไป” นายวัฒนพงษ์กล่าว