เอกนัฏ ชี้จังหวะทองรื้อโครงสร้างพลังงานไทย เดิมพันอนาคตประเทศ เร่งเครื่องพลังงานสะอาดรับมือวิกฤตโลก
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1 – 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) กองบรรณาธิการมติชน จัดสัมมนาพิเศษในหัวข้อ ‘NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย’
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “New Energy for Thailand : เปลี่ยนผ่านพลังงานเดิมพันอนาคตไทย” เปิดเผยว่า จังหวะเวลานี้คือ โอกาสที่ดีที่สุดในการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์โลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดและการใช้พลังงานไฟฟ้า เดิมทีเป็นเพียงโจทย์สำหรับการแก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

แต่ด้วยปัจจุบันความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกทำให้เกิดโจทย์ใหม่ที่เร่งด่วนขึ้น หากประเทศไทยไม่รีบปรับตัวตั้วแต่วันนี้ จะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในอนาคตเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนจึงต้องเร่งตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ท่ามกลางวิกฤตความไม่แน่นอนของอุปทานในตลาดโลก
นายเอกนัฏ กล่าวว่า เหตุการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ที่กลั่นจากน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูปอาทิ ดีเซล และเบนซิน ยกตัวอย่าง ราคาน้ำมันดีเซลสิงคโปร์ ที่ไทยใช้เป็นจุดอ้างอิงราคาน้ำมันในประเทศนั้นมีราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์หลังเกิดสงคราม โดยก่อนหน้ามีราคาประมาณ 100 เหรียญ เพิ่มขึ้นสู่ 292 เหรียญ ซึ่งหากไทยไม่มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยบริหารราคา ราคาดีเซลหน้าสถานีบริการน้ำมันอาจสูงกว่า 70 บาทต่อลิตร สะท้อนว่าไทยไม่สามารถพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายวันได้อีกต่อไป

“ปัญหาแบบนี้ เป็นที่มาว่าประเทศไทยจะคิดแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้ารายวันว่า ราคาน้ำมันวันนี้จะเท่าไหร่ ราคาแก๊สที่นำเข้ามาเพื่อผลิตไฟฟ้าจะเท่าไหร่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เราจะเอาอนาคตของประเทศ อนาคตธุรกิจ และประชาชนไปผูกกับบ่อนำ้มันตะวันออกกลาง หรือผูกกับการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศแบบนี้ต่อไปไม่ได้ แม้อดีตจนถึงปัจจุบันไทยเราจะโชคดีที่มีโรงกลั่นเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ทั้งดีเซล เบนซิน และก๊าซหุงต้ม แต่สุดท้ายเราก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90%” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ดังนั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ จะต้องตอบโจทย์ทั้งเป้าหมาย Net Zero ความมั่นคงด้านพลังงาน และต้นทุนค่าไฟ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากกว่า 60% และหากเทคโนโลยี Carbon Capture ยังไม่สามารถรองรับได้ อาจต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดขึ้นไปถึง 80-90% ทั้งนี้ ขอเชิญชวน ให้ทุกคนมาร่วมแสดงความเห็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ แผน PDP ฉบับใหม่ ที่กระทรวงพลังงานกำลังเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP ในวันที่ 8 กันยายน 2569 นี้ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้มามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
นายเอกนัฏ กล่าวว่า อีกเรื่องที่เป็นนโยบายสำคัญ คือ รัฐบาลยังเตรียมผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นวาระสำคัญของประเทศ เพื่อใช้ทรัพยากรภาคเกษตรลดการนำเข้าน้ำมัน โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการผลิตเอทานอลจาก E10 เป็น E20 ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันดิบในการผลิตเบนซิน ขณะเดียวกันไทยสามารถผลิตเอทานอลได้ในต้นทุนต่ำกว่าน้ำมันเบนซินจากตลาดสิงคโปร์ และยังช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร ส่วนการผลิตไฟฟ้า รัฐบาลจะเร่งเพิ่มแหล่งก๊าซในอ่าวไทย แหล่งบนบก อันดามัน และเมียนมา ควบคู่กับการเพิ่มพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์ พร้อมเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA จากเดิมที่จำกัดไว้สำหรับ Data Center 2,000 เมกะวัตต์ ขณะนี้ได้ขยายให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดสามารถเข้าร่วมได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านปริมาณ

นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลยังเตรียมนำเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้มาสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ให้ประชาชน โดยตั้งเป้าขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการประชาชนจาก 500 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 1,000-3,000 เมกะวัตต์ หากติดตั้งโซลาร์ให้ประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือน หลังละ 5 กิโลวัตต์ จะมีกำลังผลิตรวมประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ ช่วยลดการพึ่งพา LNG นำเข้า และเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid รองรับพลังงานจากหลายแหล่ง ทั้งโซลาร์เซลล์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการไฟฟ้าและลดต้นทุนในระยะยาว
“การเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องลดค่าครองชีพ แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ สร้างมูลค่าและดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งต้องเร่งดำเนินการในช่วงนี้ ทั้งการจัดทำแผน PDP การปรับโครงสร้างพลังงาน การพัฒนาโครงข่าย และการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายเอกนัฏ กล่าว
- วัฒนพงษ์ เปิดทิศทาง PDP 2026 มองครบทุกด้าน พลิกระบบไฟ ดันพลังงานสะอาด-แบตเตอรี่-สมาร์ทกริด
- สุโรจน์ มองตลาด EV ไทยโตต่อเนื่อง เสนอทบทวนภาษีสรรพสามิตรถนำเข้า-เร่งขยายสถานีชาร์จ
- เอไอ ขึ้นแท่นตัวท็อป ดูดสภาพคล่องโลก สะเทือนงบเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชูน้ำมันชีวภาพเพิ่มแต้มต่อศก.
- กัลฟ์ ชี้ Data Center ไม่น่ากลัว ไทยมาช้าแต่ได้เปรียบ ดึงมูลค่าดิจิทัลกลับประเทศ หนุนศก.รับยุคเอไอ



