ส่องไฮไลต์ “การเมือง” ก่อนยุบสภา
พร้อมยุบสภาก่อน 31 มกราคม 69
แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันในการแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ว่า จะยุบสภาภายในวันที่ 31 มกราคม 2569
ครบกำหนด 4 เดือนหลังการแถลงนโยบายรัฐบาลตามที่ให้สัญญาไว้กับพรรคประชาชน
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านพ้น กำหนดการยุบสภา ไม่ได้เป็นวันที่ 31 มกราคม 2569 อีกแล้ว
เมื่อนายอนุทินส่งสัญญาณในฐานะนายกรัฐมนตรี
ในงานสัมมนาประชาชาติธุรกิจ Prachachat Outlook : Thailand 2026 ที่ รร.สยามเคมปินสกี้ นายอนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ Change for the Future เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ถึงสถานการณ์การเมือง

“อีกไม่นานก็ยุบสภาแล้ว จะคืนอำนาจให้กับประชาชน ตอนนี้ตัวเลือกไม่เยอะ ขอให้ดูว่าพรรคไหนที่มีการเมืองที่ดี มีความรู้ มีความกล้า และบารมีที่จะแสวงหาความร่วมมือ ปีหน้าอย่างไรก็ต้องเลือกตั้งเพราะสภาพการเมืองที่ดำรงมาจนถึงจุดนี้ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าไปต่อไม่ได้ เพราะรัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะอภิปรายไปก็แพ้
“ผมก็บอกว่า 31 มกราคม 2569 จะยุบสภา แต่ถ้ารอไม่ไหวก็ไม่มีปัญหา จะให้ยุบสภาวันที่ 12 ธันวาคม 2568 วันเปิดสภามาก็พร้อมยุบ แต่จะมีอะไรที่มันทำแล้วไม่เสร็จหลายอย่างท่านก็ต้องไปเบลมคนนั้น จะมาโทษผมไม่ได้ ถ้าบอกว่าให้อภิปรายแล้วให้โหวตต่อให้โหวตอภิปรายห่วยขนาดไหนก็แพ้ และต่อให้อภิปรายดีขนาดไหนหรือตอบโต้ชี้แจงดีขนาดไหนก็แพ้ เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยมันไม่ใช่วิน-วิน”นายกฯกล่าว
บทความ : เล่าสู่กันฟัง โดย “หนุ่มเมืองจันท์”
ชูคุณสมบัติ รบ. -บ้านใหญ่แห่ซบ
นายอนุทิน ยังบอกไว้ในงานสัมมนาครั้งนั้นถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย
“ขอให้ดูว่าพรรคไหนที่มีการเมืองที่ดีแล้วต้องมีการปฏิบัติที่ดีด้วย และต้องดูด้วยว่ามีความรู้มากพอที่จะปฏิบัติ และความกล้าพอที่จะทำหรือไม่ มีความเก่งพอ และบารมีที่จะแสวงหาความร่วมมือหรือไม่ ซึ่งคิดว่าผมมีพอสมควร และเรื่องเหล่านี้ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะปีหน้าอย่างไรก็ต้องเลือกตั้ง เพราะสภาพการเมืองที่ดำรงมาจนถึงจุดนี้ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าไปต่อไม่ได้ เพราะรัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะอภิปรายไปก็แพ้”
ดูเหมือนความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ไม่ได้มีแค่คำพูดของนายอนุทินเท่านั้น แต่ระยะหลังยังพบว่า มีนักการเมืองย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยมากมาย แม้แต่ ส.ส.ที่สังกัดพรรคอื่นก็ออกมาแสดงตัวว่าจะขออยู่ใต้ชายคา “ภูมิใจไทย” ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

โดยเฉพาะ’บ้านใหญ่’ หลายจังหวัดได้เข้าซบ “ภูมิใจไทย”
ล่าสุด คือ บ้านใหญ่สุพรรณและชลบุรี ที่บุคคลระดับหัวหน้าพรรค อย่าง เสี่ยท็อป–นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) รวมไปถึงสมาชิก ชทพ. และ กลุ่มของ เสี่ยแป๊ะ-นายสนธยา คุณปลื้ม และ กลุ่มการเมืองระยองนำโดย เสี่ยตี๋-นายปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง ได้เข้ามาแสดงตัวหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 พรรค ภท. เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568
ความเคลื่อนไหวคราวนี้ย่อมทำให้นายอนุทินพึงพอใจ
“ทุกกลุ่มได้หารือทำความเข้าใจ นโยบาย และแนวทางของพรรค ทั้งหมด มีเป้าหมาย จุดประสงค์ เจตนารมณ์เดียวกัน เพื่อรับใช้ประชาชนและสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศ เมื่อมีการยุบสภา ท่านทั้งหลายจะร่วมกันทำงานด้วยกันเพื่อรับใช้บ้านเมือง พี่น้องประชาชนในนามพรรคภูมิใจไทย” นายอนุทินบอกไว้
บทความ : โอกาสสร้าง ‘ตำนานภูมิใจไทย’
แคนดิเดตนายกภูมิใจไทย
ก่อนหน้านั้น นายอนุทิน ยังได้แสดงความพร้อมในการเลือกตั้ง โดยเปิดใจถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ภท.ว่า มี 3 คน ประกอบด้วย นายอนุทิน ,นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ โดยทั้ง 3 รายชื่อจะต้องถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย
แต่การประชุมพรรคเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ก็ยังไม่มีบทสรุปในเรื่องดังกล่าว แต่ตัวยืนแคนดิเดตนายกฯของ ภท. หนีไม่พ้น นายอนุทิน
อย่างไรก็ตาม หลังจับมือ พรรค ปชน.หนุน นายอนุทิน ขึ้นนายกฯแล้ว รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยลุยทำแต้ม ชูนโยบายต่างๆ อาทิ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่โดนใจชาวบ้าน เรียกแต้มต่อไปเต็มๆ
ทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปด้วยดี กระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝัน รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยต้องเผชิญหน้ากับ ‘มหาอุทกภัยภาคใต้’
มหาอุทกภัยครั้งนี้ได้คร่าชีวิตชาวใต้ไปกว่าร้อยคน ทรัพย์สินเสียหาย บ้านเรือนถูกท่วมสูง ชาวบ้านอพยพไม่ทัน กระบวนการรับมือกับภัยพิบัติถูกตำหนิอย่างแรง
กระทั่งมองกันว่า เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นหมัดน็อกรัฐบาล ทำให้ความนิยมเสื่อมลง ทุกอย่างต้องเร่งแก้สถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ที่กลายเป็นเมืองบาดาล
มีคนมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ อาจทำให้ ‘ภูมิใจไทย’ อาจเสียเป้าหมายจากที่เล็งไว้ว่าจะได้ ส.ส.ในครั้งหน้า 100 ที่นั่ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกระแสกลับมองว่า แม้มหาอุทกภัยหาดใหญ่จะสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล แต่สำหรับพื้นที่อื่นที่ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยลงช่วยเหลือ กลับมีเสียงตอบรับดี
และเมื่อเวลาผ่านพ้นไปถึงการเลือกตั้งก็ไม่แน่ว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้มากดังที่คาดการณ์ หรือว่าน้อยเกินคาด

“เท้ง”รับช่วงพรรค นำสู้ศึกเลือกตั้ง
หากนับอายุของพรรค”สีส้ม” ตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ เรื่อยมาถึงพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน พบว่ามีอายุประมาณ 7 ปีเท่านั้น
ถือเป็นพรรคที่ใช้เวลาสั้น แต่ผลการเลือกตั้งออกมาว่าได้ ส.ส.รวมกัน 232 คน
แม้ในจำนวนนี้จะมีผู้สมัครที่ได้เป็น ส.ส.ซ้ำอยู่ด้วย แต่ก็ถือว่าเป็นพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมาก
ที่ผ่านมาพรรคการเมือง”สีส้ม”นี้ ในสมัยที่ใช้ชื่อ “ก้าวไกล” เคยจวนเจียนจะได้เป็นรัฐบาล และแคนดิเดตนายกฯของพรรคก็จวนเจียนจะได้เป็นนายกฯ
แต่สุดท้าย ต้องเผชิญหน้ากับ “ใบอนุญาตใบที่ 2” ทำให้พรรคก้าวไกลไปไม่ถึงฝัน และหนักไปกว่านั้นคือพรรคก้าวไกลถูกร้อง กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรค
ทำให้พรรคสีส้มดำเนินการ “แบ่งเซลล์” หรือ “ไมโทซิส” ประกาศยิ่งยุบกลับยิ่งโต เซลล์ที่ถูกยุบไม่ได้แตกเป็นเสี่ยง หากแต่กลับไปอยู่รวมกัน ก่อกำเนิดเป็นพรรคการเมืองใหม่ ชื่อ พรรคประชาชน ทันที
“พรรคประชาชน” ที่สลัดชื่อเดิมคือ “พรรคถิ่นกาขาวชาววิไล” ทิ้ง เกิดขึ้นมาพร้อมกับการรองรับ ส.ส.จากพรรคก้าวไกล จำนวน 143 คน
กลายเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ปัจจุบันมี เท้ง-นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้า
การเลือกตั้งในปี 69 พรรคประชาชนประกาศความพร้อมเช่นกัน
พร้อมส่งผู้สมัครชิงชัยในการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ

ปชน.ชูแนวทาง รัฐบาลประชาชน
พรรคประชาชน ภายใต้ธงนำของ นายณัฐพงษ์ รักษาฐานเสียงเดิมเอาไว้ได้ คนรุ่นใหม่และคนเมืองส่วนใหญ่ยังให้การสนับสนุน ส่วนพื้นที่ที่ไม่นิยมพรรคสีส้ม เช่น พื้นที่ภาคใต้ พรรคประชาชนก็ต้องทำใจ
บทพิสูจน์ความนิยมของพรรคประชาชนที่ยังมีแฟนคลับให้การสนับสนุนอย่างเนืองแน่คือโพล
โพลสำนักต่างๆ ออกมาทุกครั้ง พรรคประชาชนยังอยู่ต้นๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสมัยรัฐบาลเพื่อไทยหรือรัฐบาลภูมิใจไทย พรรคประชาชนก็ยังโดดอยู่แถวหน้าตลอด ด้วยจุดยืนชัดเจนไม่มีลอกไม่มีมัว ต่อต้านคอร์รัปชั่น เกลียดทุนสีเทาทุกรูปแบบ
ถึงขั้นที่เท้งบอกว่า “มีเรา ไม่มีเทา” ทำให้เอฟซีชอบใจกันยกใหญ่ที่มีพรรคการเมืองที่กล้าท้าชนกับทุนสีเทา
วันนี้พรรคประชาชนเป็นอีกพรรคที่พร้อม
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นายณัฐพงษ์ นำทีมบริหารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารมติชน
นายณัฐพงษ์ โชว์ความพร้อมของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ โดยยืนยันว่า พรรคประชาชนมีผู้สมัครที่พร้อมจะลง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการคัดเลือกว่าใครจะได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยหน้า
และที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ใช้ไฮเทคเข้าช่วยในการบริหารจัดการพรรคการเมือง ทั้งตรวจสอบการทำงานของ ส.ส. ทั้งการรวบรวมประเด็นปัญหาของชาวบ้าน สร้างเครือข่าย วิเคาะห์ข้อมูล
ประกาศขอเป็น “รัฐบาลของประชาชาชน” พร้อมตั้งเป้าหมายการเลือกตั้งสมัยหน้า
250 ส.ส. 20 ล้านเสียง
นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังตั้งใจจะเปิดชื่อบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรีของพรรคให้ประชาชนรู้ก่อนการเลือกตั้ง แม้จะไม่ระบุครบทุกกระทรวง แต่ก็ท้าทายพรรคการเมืองอื่น ๆ ในการเปิดตัวรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดต่อไป
หลังจากที่เดือนตุลาคมผ่านไป วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาชนได้เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน
1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล 3.นายวีระยุทธ กาญจน์ชูศักดิ์

เพื่อไทย ชูสโลแกน “พท.จะกลับมา”
พรรคเพื่อไทยหลังต้องปรับโหมดจากแกนนำรัฐบาล มาเป็น ‘ฝ่ายค้าน’ ต้องปรับโฉมเดินหน้ากอบกู้ ‘ศรัทธา’ และยังเชื่อมั่นว่าประชาชน คนเสื้อแดง ยังให้การสนับสนุน ไม่ปันใจให้พรรคอื่น ถึงแม้ช่วงเป็นรัฐบาล จะทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
นโยบายแจกเงินดิจิทัล (Digital Wallet Policy) หรือนโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ที่เป็น ‘ธง’ นโยบายหลักในการหาเสียง ‘เพื่อไทย’
แต่เอาเข้าจริงก็แจกไม่ทั่วถึง แจกได้แค่กลุ่มเดียว คือ ‘กลุ่มเปราะบาง’ ทำให้โดนถล่มว่า ดีแต่พูดแต่ทำไม่ได้
ยิ่้งเมื่อ โดนคดี ‘อังเคิลฮุนเซน’ ทำให้ถูกสังคมซัดจนเซ
กระทั่ง อิ๊งค์–น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องถูกสั่งให้พ้นเก้าอี้นายกฯ ทำให้ ‘เพื่อไทย’ต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน
ขณะที่ นายทักษิณ ชินวัตร ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทยต้องคำพิพากษาคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ ต้องกลับเข้าสู่เรือนจำเป็นเวลา 1 ปี
ห้วงเวลานั้น สมาชิกพรรคเพื่อไทยขวัญเสีย เริ่มมี ส.ส.บางส่วนขยับตัว เตรียมย้ายออกจากพรรคเพื่อไปหาที่อยู่ใหม่
ไม่นานนักพรรคเพื่อไทยชูสโลแกนปลุกขวัญกำลังใจพลพรรค ประกาศ “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย” เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 โชว์ความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้ง พร้อมกับทยอยเปิดตัวผู้เสนอตัวเป็นผู้สมัคร ส.ส.
บทความ : เคราะห์ซ้ำ ‘แม้ว’กรรมซัด ‘ชินวัตร’วิบาก ‘เพื่อไทย’
จังหวะเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ได้ปราฎตัวที่พรรคเพื่อไทย และปลุกใจสมาชิก
“วันนี้ได้กลับมามองหน้ากันด้วยใจถึงใจอีกครั้ง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมายทางการเมือง รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำไม่ได้ไปต่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเข้าสู่เรือนจำ การเลือกตั้งซ่อมเชียงรายเราชนะ แต่ที่ศรีสะเกษเราแพ้”
ถึงแม้พรรคจะเผชิญความยากลำบาก แต่ยังคงยึดมั่นในความเชื่อเดิมว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอ ทุกประสบการณ์สอนให้เราเรียนรู้ เพื่อก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งกว่าเดิม” และประกาศอย่างมั่นใจว่า “ยาแรงในวันนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรากลับไปยิ่งใหญ่เหมือนจุดเริ่มต้นของเราในยุคไทยรักไทย”
และเพื่อความรอบคอบในการเลือกตั้งครั้งหน้า น.ส.แพทองธาร ได้ขอลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อเปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่
ผลการเลือกตั้ง ‘เสี่ยหนิม’ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ มีเลขาธิการเป็น ‘เสี่ยเสริฐ’ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และมี ‘ผอ.เลือกตั้ง‘ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
ต่อมาไม่นาน ‘บ้านใหญ่อัศวเหม’ จ.สมุทรปราการได้เข้าซบ
ส่วน ‘แคนดิเดตนายกฯ’ มีกำหนดเปิดตัว 3 คนในดือนธันวาคม 2568 ขณะที่ข่าวสะพัดว่า 1 ใน 3 จะมีชื่อของ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยนายทักษิณ หรือไม่ก็ นายยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ลูกชาย เจ๊แดง นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ติดโผอยู่ด้วย
การเลือกตั้งที่จะมาถึงในครั้งนี้ เรียกได้ว่า ‘เพื่อไทย’ หลังพิงฝา ถูกปรามาสว่าอยู่ในช่วงขาลง แต่สำหรับแกนนำพรรคเพื่อไทยไม่ได้เชื่อเช่นนั้น
นายจุลพันธ์ และนายประเสริฐ มั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยยังไงก็ได้เกิน 100 ส.ส.

“อภิสิทธิ์”นั่งหัวหน้าปชป.กอบกู้พรรค
พรรคประชาธิปัตย์กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 80 ปี ในวันที่ 6 เมษายน ปีหน้า นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ “คัมแบ๊ก” กลับมากุมบังเหียนพรรคเป็นหนที่สาม ด้วยวัย 61 ปี
กลับมาครั้งนี้มุ่งหมายฟื้นฟูพรรค และเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง การถ่ายเทนักการเมืองรุ่นใหม่เพื่อต่อจิกซอว์ใหม่ ร่วมกับรุ่นลายครามที่บางคนกลับเข้าพรรคอีกครั้ง
ประชาธิปัตย์กำลังรื้อบรรยากาศเก่าๆ ของพรรคกลับมาอีกครั้ง
หน้าเสื่อเวลานี้ นายอภิสิทธิ์เร่งคัดตัวผู้สมัครเพื่อลงชิง ส.ส. พร้อมปรากฏตัวให้ความเห็นทางการเมืองมากขึ้น
หากย้อนเวลาหาอดีต สมัยที่อภิสิทธิเป็นหัวหน้าพรรค 2 ครั้งแรก “ประชาธิปัตย์” จัดว่าเป็นพรรคขนาดไซส์ XL ถึง 2XL โดยช่วงนั่งหัวหน้าพรรคครั้งแรก (2548-2554) ผลเลือกตั้งปี 50 มีสส. 165 คน จาก 480 ที่นั่งในสภา
ครั้นเป็นสมัยที่ 2 (2554-2562) จากผลเลือกตั้งปี 54 มี ส.ส.สองระบบรวม 159 คน จาก 500 ที่นั่ง
ผลเลือกตั้งปี 66 ได้มา 25 คน แต่ไม่เกี่ยวข้องกับ นายอภิสิทธิ์ ที่ลาออกจากพรรคไปหลายปีแล้ว หลังยืนยันรักษาคำพูดและจุดยืนทางการเมืองของตนเองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ปี 62 จะไม่สนับสนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สืบทอดอำนาจนายกฯ แต่พรรคมีมติที่จะขอร่วมกับพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาล
วันนี้พรรคจึงเป็นเพียงไซส์ S เปรียบเป็นคนก็มีรูปร่างผอมเพรียว ไม่บึกบึนโชว์กล้ามเป็นมัดๆ เหมือนในอดีต

หาที่ยืนในสนามเลือกตั้งปีหน้า
นายอภิสิทธิ์ในวัยแซยิดจึงมีหน้าที่ต้องกลับมาโด๊ปพรรคให้ใหญ่ขึ้นอีกครั้ง เติมลมหายใจและกู้ศรัทธา ท่ามกองเชียร์คนภาคใต้ตอบรับอย่างล้นหลาม มนต์ขลังส่วนหนึ่งวัดได้จากโพลนิด้าไปสำรวจ 14 จังหวัดภาคใต้ ช่วง 18-24 พฤศจิกายน 2568 นายอภิสิทธิ์เข้ามาที่สองที่คนใต้อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนอันดับแรกไม่มีใครเหมาะสม
นายอภิสิทธิ์ยิ้มขอบคุณเสียงหนุนนั่งนายกฯ ถ่อมตัวด้วยว่าไม่ยึดติดตัวเลข แต่ก็คงมีความปลื้มปริ่มในใจว่า ชื่อนี้ยังเป็นแม่เหล็กอย่างดี ที่ยังทำให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ในการเลือกตั้งปีหน้า
แต่เอฟซีนายอภิสิทธิ์ต้องยอมรับความจริงว่า เลือกตั้งปีหน้า หัวหน้าพรรคทำได้แค่ประคับประคองพรรคให้ดีขึ้น
นายอภิสิทธิ์เองก็ลั่นวาจาเอาไว้ว่า การเป็นหัวหน้าพรรคในวาระที่ 3 ช่วงต้นเป็นการฟื้นฟูพรรค ปัดกวาดล้างใหม่ หวังกอบกู้ศรัทธาที่ลดลงอย่างน่าใจหายกลับมา โดยมิเคยหลุดคำว่าจะนำทีมเข้าไปตั้งรัฐบาลหรือเข้าไปเป็นพรรคตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล
ถือได้ว่านายอภิสิทธิ์ยังมีแฟนคลับสนับสนุนอยู่ ยิ่งประเทศไทยกำลังตกอยู่ในกระแสชาตินิยม ปัจจัยนี้อาจหนุนเสริมให้พรรคประชาธิปัตย์กลับสู่ ส.ส.ได้มากขึ้น
แต่นายอภิสิทธิ์เองก็มีประเด็นที่ต้องเผชิญหน้า โดยเฉพาะเหตุการณ์ 99 ศพเมื่อปี 2553 และดิจิทัล ฟูดปริ๊นท์ เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่พร้อมจะปะทุขึ้นมากวนใจนายอภิสิทธิ์ได้ตลอดเวลา
บทความ : เปลี่ยนเป็นอนุรักษนิยมขวาสุด ปชป. คะแนนหลุดหาย 90% – มุกดา สุวรรณชาติ

“กล้าธรรม”พรรคตัวแปรการเมือง
พรรคกล้าธรรม(กธ.) ที่มี ‘ผู้กอง’ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธานที่ปรึกษา มี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค เป็นอีกพรรคที่อยู่ในจอเรดาร์
เป็นอีกพรรคที่อยู่ในฐานะตัวแปรทางการเมือง
ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล เคยอยู่พรรคพลังประชารัฐมาก่อน และเคยเขย่าเก้าอี้นายกฯของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาแล้ว กระทั่งภายหลังออกจากพรรคพลังประชารัฐไปพักหนึ่งแล้วกลับมาใหม่
ต่อมาเกิดความขัดแย้งกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เกี่ยวกับการปรับ ครม.ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย กระทั่งยกพวกออกจากพรรค แล้วไปสังกัดพรรคกล้าธรรม ที่นางนฤมล เป็นหัวหน้าฯ
และเมื่อการเปลี่ยนรัฐบาลจากพรรคเพื่อไทยไปเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรมถือเป็นพรรคแรก ๆ ที่กระโดดมาสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล
จุดเด่นของ ร.อ.ธรรมนัส คือ ทำงานเข้าตา “นาย” ไม่ว่าจะเป็นงานการเมือง หรืองานการบริหาร มักจะมีความคืบหน้าในการปฏิบัติ
ส่วนจุดด้อยคือ ร.อ.ธรรมนัส มักเป็นตัวเปลี่ยนเกม ดังเช่นเกมการเมืองในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ เกมการเมืองในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
ในขณะที่การเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามา พรรคกล้าธรรมเน้นเจาะพื้นที่ มี ส.ส.ในมือที่มองเห็นและมองไม่เห็นไม่น้อยกว่า 30 เก้าอี้ ทำให้ ‘กล้าธรรม’ กลายเป็นตัวแปรที่สำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล
ว่ากันว่าแนวร่วมของพรรคกล้าธรรม มีทั้ง ‘บ้านใหญ่’หลายก๊วน + ส.ส.พรรคอื่นที่ย้ายซบ
ตามคิว พรรคกล้าธรรมมีกำหนดการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครครั้งใหญ่ วันที่ 2 ธันวาคม 2569
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับมหาอุทกภัยภาคใต้ โดยที่ ร.อ.ธรรมนัส เป็นตัวหลักในการรับมือและแก้ไข เมื่อสถานการณ์รุนแรงถึงขึ้นมีผู้เสียชีวิตกว่าร้อย มีความเสียหายเป็นหมื่นล้าน เวลาที่เหลืออยู่ก่อนยุบสภา จึงเป็นเวลาที่จะต้องแก้มือ
ขณะเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัส ยังเผชิญหน้ามรสุมการเมือง เมื่อพรรคประชาชนประกาศไล่เช้าไล่เย็น
เสียงจากฟากฝั่งพรรคประชาชน อาจส่งผลกระทบต่อเป้า ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส
หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากสภาเปิดสมัยการประชุม อาจต้องประเมินพลังของพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกครั้ง
บทความ : ยี้ ‘บ้านใหญ่’- ร้องหาการเมืองทันโลก

ไทยสร้างไทยชูปราบทุจริต
ด้านพรรคไทยสร้างไทยเดินหน้าแคมเปญ ” Big Cleaning ประเทศไทย ได้เวลาล้างบางคนโกง ” โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค ประกาศชัดว่าการ“สร้างการเมืองสุจริต” เป็นภารกิจหลักของพรรค
คุณหญิงสุดารัตน์เห็นว่า การทุจริตคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจแย่ คนไทยยากจนลงทุกวัน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตไม่เกิน 2% ฉุดรั้งศักยภาพประเทศ บั่นทอนคุณภาพชีวิตประชาชน ตั้งแต่ด้านการศึกษา การรับมือสังคมผู้สูงอายุ ไปจนถึงงบประมาณรัฐที่เพิ่มขึ้นทุกปีแต่กลับไม่สร้างผลลัพธ์เท่าที่ควร
ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 16 ล้านๆ เกือบเท่า GDP ของประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารไร้ประสิทธิภาพ และการคอรัปชั่นได้สร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างรุนแรง จึงขอประกาศ 3 มาตรการปราบคอร์รัปชัน
- เพิ่มโทษผู้ทุจริต สูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่โกงชาติ
- ให้อำนาจประชาชนเข้าชื่อ 50,000 ชื่อ ถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญได้ หากเอื้อประโยชน์ให้คนโกง
- ตั้ง ป.ป.ช. ภาคประชาชน เปิดทางภาคประชาสังคม และเอกชนตรวจสอบโครงการทุจริตของรัฐ และส่งฟ้องได้จริง
คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่า การทุจริตไม่ได้จำกัดเฉพาะงบประมาณ แต่ยังครอบคลุมระบบแต่งตั้งโยกย้ายที่ใช้ผลประโยชน์เป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ข้าราชการที่ดีหมดกำลังใจ ขณะเดียวกันปัญหาคอร์รัปชันยังเชื่อมโยงกับอาชญากรรมสมัยใหม่ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขบวนการสแกมเมอร์ พนันออนไลน์ ระบบส่วย และการเรียกรับผลประโยชน์ที่สร้างความเสียหายปีละหลายแสนล้านบาท
เป็นสัญญาณว่าประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะเสี่ยงคล้าย“รัฐล้มเหลว” หากไม่เร่งรื้อโครงสร้างอำนาจที่เปิดช่องให้คนเลว ทุนดำ ครอบงำอำนาจรัฐ ผ่านนักการเมืองขายชาติ

พรรครวมไทยสร้างชาติดุเดือด
สำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติ ถือเป็นอีกพรรคที่โชว์วิชั่นดุเดือด
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มีการประชุมสมาชิกพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ใช้โอกาสนี้โชว์วิชั่น
แก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศด้วยแนวทาง “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ”
เรื่องแรก พิทักษ์เอกราช
เรื่องที่สอง พิฆาตคนโกง คนชั่วเต็มแผ่นดิน ต้องฆ่าทิ้งให้หมด ปัญหายาเสพติดต้องปล่อยเกาะกลางทะเล ไม่ใช่จับแล้วปล่อย
เรื่องที่สาม ค้ำเศรษฐกิจ ต้องช่วยคนจน ให้มีเงินในกระเป๋า ทุบค่าพลังงาน ให้เหลือ 3.71 บาท ต้องสร้างสังคมคุณภาพ ต้องหนุนเกษตรทำเงิน

พรรคพลังประชารัฐจัดทัพใหม่ ดันบิ๊กป้อมจุดขาย
ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติขาด พล.อ.ประยุทธ์ เป็นม่เหล็ก แต่ดูเหมือนพรรคพลังประชารัฐยังมองเห็นความโดดเด่นของพล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พรรคพลังประชารัฐจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี และดำเนินการจัดทัพเพื่อรับการเลือกตั้ง
ประกาศให้พล.อ.ประวิตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 ของพรรค
เลือก น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่
ตรวจสอบรายชื่อตัวหลักของพรรคพลังประชารัฐยังอยู่ครบ นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค นายภัครธรณ์ เทียนไชย รองหัวหน้าพรรค นายนิพันธ์ ศิริธร รองหัวหน้าพรรค พลตำรวจโทปิยะ ต๊ะวิชัย กรรมการบริหารพรรค เป็นต้น
ส่วนคนที่เข้ามาเสริมทัพและได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ คือ นายวัน อยู่บำรุง ที่จะคุมทีมสู้ศึกเลือกตั้งสนาม กทม.
และล่าสุด ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้ลาออกจากพรรคเพื่อไทย และประกาศว่าจะไปช่วยงานลุงป้อม ที่พรรคพลังประชารัฐ

ไทยก้าวใหม่ เปลี่ยน ปท.ด้วยธนู 4 ดอก
ขณะที่พรรคน้องใหม่ อย่างพรรคไทยก้าวใหม่ มี ดร.เอ้-นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นหัวหน้า และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรค ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 พร้อมชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก” ปฏิรูปประเทศให้ สตรอง
ธนู 4 ดอกที่พรรคไทยก้าวใหม่นำเสนอ นายสุชัชวีร์ แจกแจงให้ฟังว่า
ธนูดอกที่หนึ่ง สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษาไทย เพราะเด็กไทยทุกคน อาทิ การศึกษาฟรีจริงๆ ถึงระดับปริญญา ปลดล็อกโรงเรียนให้มีอิสระ ปลดล็อกครูจากงานธุรการ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เพิ่มความสามารถให้เด็กไทยแข่งขันได้ไม่แพ้ชาติใดในโลก และขจัดปัญหายาเสพติดในโรงเรียนและชุมชน
ธนูดอกที่สอง สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อน อาทิ ลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนให้คนไทยจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี ปฏิรูปกฎหมายเพื่อเอื้อต่องานสร้างสรรค์และงานนวัตกรรมของคนไทย
ธนูดอกที่สาม สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทย ปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข ผลักดันกฎหมายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อมีเจ้าภาพคนกลาง หยุดปัญหาภัยพิบัติสะพานพัง ตึกถล่ม ถนนยุบ คนผิดต้องรับผิดชอบ เปิดเผยโปร่งใส แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง-น้ำทะเลหนุนนอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการรวมศูนย์เทคโนโลยี รักษาแผ่นดินของชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย AIและเทคโนโลยีอวกาศและสนับสนุนการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอ
ธนูดอกที่สี่ สร้างค่านิยมใหม่ คนดีต้องมีที่ยืน เพราะคนดี สังคมดี เทคโนโลยี ลดโอกาสคอร์รัปชัน ปลูกฝังค่านิยมใหม่ด้วยการศึกษาเด็กไทยมีวินัยยึดผลประโยชน์ของชาติ ไม่โกง ไม่คอร์รัปชัน ป้องกันการคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบดิจิทัล Blockchain และ Al สร้างระบบราชการอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ทุกขั้นตอนต้องผ่านระบบออนไลน์ ปิดช่องทางทุจริตคอร์รัปชันไม่มีทิศทางไม่รู้อนาคต
บทความ : จาตุรนต์ ฉายแสง อ่านเลือกตั้ง 69 เกมแก้รัฐธรรมนูญที่ยาก
พรรคพร้อมต้องทำตามกติกา
มาถึงเวลานี้ ไม่ว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นเมื่อใด ดูเหมือนว่าพรรคการเมืองทุกพรรคมีความพร้อมแล้ว เหลือเพียงการปฏิบัติตามกฎกติกาด้วย
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดจะพึงมี โดยมีจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2568
จากการตรวจตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ได้จัดทำข้อมูลสรุปจำนวนการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ข้อมูล ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568
บทความ : โจมตีตัดกำลังก่อนยุบสภา บีบ ‘เพื่อไทย’ และ ‘พรรคประชาชน’ เป็นฝ่ายค้าน
พบว่า จากจำนวนพรรคการเมืองที่ดำเนินการอยู่ 76 พรรคการเมือง มีพรรคการเมืองที่สามารถส่งผู้สมัคร ส.ส. ได้ครบทั้ง 77 จังหวัด 400 เขตเลือกตั้ง คือ พรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรม
ส่วนพรรคภูมิใจไทยและพรรคโอกาสใหม่ ส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ 76 จังหวัด พรรคประชาธิปัตย์ 73 จังหวัด พรรคเพื่อไทย 59 จังหวัด พรรคพลังประชารัฐ 48 จังหวัด พรรคเสรีรวมไทย 36 จังหวัด พรรคประชาธิปไตยใหม่ 26 จังหวัด พรรคทางเลือกใหม่ 21 จังหวัด พรรครวมไทยสร้างชาติ 14 จังหวัด เป็นต้น
ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่พรรคการเมือง ทั้ง 76 พรรค ส่งให้สำนักงาน กกต.ตรวจสอบและบันทึกเป็นข้อมูลว่าแต่ละพรรคได้ดำเนินการเรื่องการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด เพื่อทำไพรมารีโหวต ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง
สำหรับพรรคการเมืองที่มีจำนวนส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ไม่ครบ 77 จังหวัดนั้น ช่วงเวลาที่ผ่านมาอาจดำเนินการจนครบถ้วนแล้วก็ได้
และยังมีเวลาเพียงพอที่สามารถดำเนินการได้ทัน เพราะใช้เวลาไม่นาน
กฎกติกาเรื่องนี้ ระบุให้พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ในแต่ละจังหวัด ต้องมีสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองให้ครบในแต่ละจังหวัดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 47
มาตรา 47 ระบุว่า พรรคการเมืองซึ่งประสงค์จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งในจังหวัดใด ต้องมีสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดในจังหวัดนั้น
ในกรณีที่พรรคการเมืองใดมีสาขาพรรคการเมืองมากกว่าหนึ่งสาขาหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดมากกว่าหนึ่งตัวแทนในจังหวัดใด ให้พรรคการเมืองนั้นกําหนดว่าจะให้สาขาพรรคการเมืองสาขาใดหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใดในจังหวัดนั้น เป็นสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดเพื่อดําเนินการตามมาตรา 50
ดังนั้น ระหว่างนี้ หากพรรคการเมืองใดต้องการส่งผู้สมัคร ส.ส.ให้ครบ 77 จังหวัด ต้องดำเนินการทุกอย่างให้ครบถ้วน
ดำเนินการครบถ้วนแล้วก็เดินหน้าเต็มสูบ เพื่ออาสาเป็นตัวแทนของประชาชน
ศึกไทย-กัมพูชา รอบ2 ฟื้นเรตติ้งรบ.
ขณะที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล บริหารประเทศเข้าสู่เดือนที่ 3 ในเดือนธันวาคม 2568
ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ระหว่างวันที่ 19-25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และอีก 8 จังหวัดภาคใต้
ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,093,723 ครัวเรือน 2,752,723 คน โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจใน อ.หาดใหญ่ มีความเสียหายอย่างหนัก นอกจากทรัพย์สินทั้งบ้านเรือนประชาชน ผู้ประกอบการห้างร้านต่างๆ ที่มีความหายอย่างหนักแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 145 คน
สั่นคลอนความเชื่อมั่น ลดทอนคะแนนนิยมต่อทั้งตัว นายกฯอนุทิน และรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ที่ควรจะโชว์มีฝือในการบริหารสถานการณ์วิกฤตได้ดีกว่านี้ ผ่านผลสำรวจชองนิด้าโพล ที่สะท้อนเรตติ้งในภาคใต้ลดลง
โดยรัฐบาลได้เร่งแก้มือในช่วงการฟื้นฟูและเยียวยา ด้วยการเร่งจ่ายเงินชดเชยความเสียหายให้กับประชาชน และค่าชดเชยให้กับญาติผู้เสียชีวิต รายละ 2 ล้านบาท
แต่ยังดูเหมือนหลายคนยังไม่ลืมความยากลำบาก และเมื่อผนวกกับกระแสข่าวเกี่ยวกับการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้ง 33 ที่มีข้อผิดพลาดมากมาย
กระแสที่เคยมองรัฐบาลด้วยความหวัง เริ่มกลายเป็นอื่น
กระทั่ง สถานกาณ์ชายแดนไทยกับกัมพูชา กลับมาระอุเป็นครั้งที่2 เมื่อกองทัพกัมพูชา เปิดฉากยิ่งใส่กองทัพไทย ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธันวาคม 2568 บริเวณ “ภูผาเหล็ก พลาญหินแปดก้อน” จ.ศรีสะเกษ
ส่งผลให้ทหารของกองทัพภาคที่ 2 บาดเจ็บ 2 นาย ก่อนที่กองทัพกัมพูชา จะเปิดฉากยิงใส่กองทัพไทยตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 8 ธันวาคมอีกรอบ
พร้อมกับขยายแนวปะทะตลอดพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคอีสาน และอีก 3 จังหวัดชายแดนภาคตะวันออก ต่อเนื่องมาถึงวันที่ 9 ธันวาคม ส่งผลให้มีทหารไทยเสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 29 ราย
นายอนุทิน ในฐานะนายกฯ ได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงด่วน พร้อมกับมีมติให้กองทัพปฏิบัติการทางทหารเต็มสรรพกำลังเพื่อปกป้องอธิปไตย ตามกฎบัตรและข้อกฎหมายระหว่างประเทศ
ขณะที่นายอนุทิน ออกแถลงการณ์ พร้อมสนับสนุนการทำหน้าที่ของกองทัพในทุกมิติ กระแสความนิยมในตัวรัฐบาลเริ่มกลับมาฟื้นฟู
การขับเคลื่อนของรัฐบาลได้เรียกเสียงสนับสนุนจากชาวไทยชาตินิยมเป็นอย่างมาก
ท่ามกลางกระแสเชียร์ให้รัฐบาลและกองทัพ ปิดเกมกัมพูชาให้จบเสียที
แต่สถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่า สถานการณ์จะจบได้จริงหรือไม่ และจะจบลงกันอย่างไร
ทุกอย่างย่อมมีผลต่อการเมือง และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
หากรัฐบาลจัดการได้ดี ทุกอย่างย่อมเป็นคุณกับพรรคแกนนำอย่างพรรคภูมิใจไทย แต่ถ้าสะดุดหยุดชะงักกระแสชาตินิยมที่ออกมาเชียร์ก็อาจจะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางตรงข้ามได้เช่นกัน

