เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุรรณ
การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ “เลือกตั้งใหญ่” ครั้งใหม่ในเร็ววันนี้
“ระบบบ้านใหญ่” มีความสำคัญยิ่งในการกำหนดผู้เข้าไปควบคุมโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบไว้เพื่อ “แช่แข็งประเทศ” ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
สำนึกการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” เพื่ออำนวยต่อการรับใช้ และส่งเสริม “โครงสร้างที่เจตนาหยุดการพัฒนาประเทศ”
เสียงของ “ผู้เชียวชาญการวิเคราะห์การเมืองการปกครอง” ต่างตกผนึกความเห็นอย่างชัดเจนว่า
“บ้านใหญ่” ที่รับรู้กันดีว่าเกิดจากการเป็น “ศูนย์รวมของพวกที่สร้างตัวเป็นผู้กว้างขวางในท้องถิ่น” สะสมบารมีจากการทำตัวเป็น “ผู้มีอิทธิพล” ยื่นการอุปถัมภ์เข้าช่วยเหลือผู้ต้องการพึ่งพา ด้วยใช้ความกล้าหาญ ไม่ว่าแสดงความเป็นนักเลงหัวไม้ หรือความพร้อมในการใช้กำลัง โดยไม่จำเป็นต้องยึดความถูกต้องดีงาม
ความเป็น “พวกเดียวกัน” สำคัญกว่าสิ่งอื่น
“ซุ้มนักเลง-แก๊งผู้กว้างขวาง-บ้านใหญ่ผู้มีบารมี” เหล่านี้ เริ่มต้นจากการเป็นหัวคะแนนให้นักการเมือง สร้างความสำคัญจนพัฒนาสู่การเป็นตระกูลการเมือง หรือถึงขั้นเป็น “ศูนย์กลางดูแล เลี้ยงดู ควบคุมนักการเมือง” เป็นเจ้าของเครือข่ายซื้อสิทธิ ขายเสียงในพื้นที่
ที่สุดเป็นศูนย์กลางกำหนดผู้ที่จะเข้าไปควบคุมอำนาจรัฐ เป็นรัฐมนตรีและตำแหน่งอื่นๆ ที่เอื้อต่อการจัดการผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณจากภาครัฐ หรือสัมปทานผูกขาด เลยถึงเป็นศูนย์รวมการพึ่งพาของบริษัทห้างร้าน ผู้รับเหมาเอกชน และคนทั่วไปที่ต้องการหากินจากเครือข่ายราชการ
“บ้านใหญ่” สร้างตัวเองให้เชี่ยวชาญในเครือข่ายแสวงประโยชน์ มากกว่าหาความรู้ สะสมความสามารถเพื่อให้ใช้ในเจตนาบริหารจัดการพัฒนาประเทศ
เมื่อพรรคการเมืองส่วนใหญ่ หรือว่าไปเกือบทั้งหมดสร้างขึ้นมาอย่าง “มักง่าย” อาศัยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับ “เครือข่ายฐานเสียงสำเร็จรูป” แบบ “บ้านใหญ่” เพื่อเป็นฐานส่งสู่การยึดกุมอำนาจรัฐ
ก่อนหน้านั้น แค่มีรัฐบาลที่ผสมระหว่าง “เครือข่ายคนของบ้านใหญ่” กับ “เทคโนแครต” ที่พรรคการเมืองดึงตัวมาช่วย ในโควตาที่ทุกฝ่ายช่วยกันดู ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ให้อยู่ในความเหมาะสม ไม่เกินไป ยังพอจะรักษาสมรรถนะในการบริหารจัดการประเทศไว้ได้ เพราะการแข่งขันของประเทศต่างๆ ในโลกยังคำนึงถึงมนุษยธรรมที่ต้องคิดในทางช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประเทศที่เจริญรุ่งเรืองแล้วมีโครงการเกื้อหนุนให้ประเทศที่ยังตามมาข้างหลังได้มีโอกาสพัฒนาไปด้วยกัน
เครือข่าย “บ้านใหญ่” ที่เข้ามามีอิทธิพลต่ออำนาจรัฐจึงไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนา หรือเป็นตัวถ่วงทำลายการบริหารจัดการประเทศให้ถดถอยมากนัก
แต่ถึงวันนี้ กูรูทั้งหลายมองเห็นและส่งเสียงดังๆ เตือนว่า “ไม่ได้แล้ว โลกเปลี่ยนไปแล้ว”
ประเทศพี่ใหญ่ที่เคยเอื้ออาทร เริ่มที่จะหาทางเอาเปรียบประเทศเล็กที่ไร้ทางสู้ ประเทศระดับเดียวกันที่เคยรวมพลังกันสู้กับประเทศที่เหนือกว่า เริ่มหันกลับแยกเขี้ยวใส่เพื่อสู้กันเอง
โลกเปลี่ยนไปแล้ว การอยู่ร่วมกันด้วยน้ำใจ สู่การแลกเปลี่ยนกันด้วยการต่อรองผลประโยชน์ที่ต้องคุ้มค่าเท่านั้น
การแข่งขันกันรุนแรงทำให้ต้องการผู้ที่เข้ามาบริหารจัดการอำนาจรัฐที่มีความรู้ความสามารถ สติ ปัญญา และประสบการณ์เพียงพอที่จะแข่งขันในความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็วในทุกด้านได้
ประเทศไทยเรานั้น ทุกคนทุกฝ่ายต่างรู้ดีว่าโครงสร้างอำนาจการเมืองการปกครองได้ทุบทำลาย “ความสามารถในการแข่งขัน” มายาวนานอย่างน้อย 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ถึงวันนี้หมดสภาพที่จะรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกมิติ
ที่ชัดเจนคือ “ภัยอาชญากรรมทุนเทาข้ามข้าม” ที่เข้ามาซื้อ “อำนาจรัฐ” และครอบงำทำลายธุรกิจสุจริตของคนในชาติในทุกขนาดกิจการ โดยมีผู้บริหารประเทศทุกระดับ โดยเฉพาะระดับสูง จนถึงสูงสุด มีข้อกล่าวหาที่ว่า “รับสินบน-ทุจริต-ขายอำนาจในหน้าที่” กันโจ๋งครึ่ม
และ “ภัยธรรมชาติ” ระดับมหาวิบัติที่สะท้อนถึงความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการว่าไม่มีอยู่ในสติปัญญาของนักการเมือง และกลไกราชการในทุกระดับ
“หายนะรุนแรงเกิดขึ้นกับประเทศในทุกมิติ”
ถึงวันนี้ “กูรู ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาอาชีพ” ถามให้กันให้ขรมด้วยเสียงเดียวว่า “จะยังปล่อยให้การเมือง” เป็นอย่างนี้หรือ
เป็นการเมืองที่ยังปล่อย “พรรคการเมือง” มักง่าย ด้วยอาศัยแจกโควตาอำนาจให้ “บ้านใหญ่” เพื่อสร้างชัยชนะในการเลือกตั้ง เข้ามาคุมอำนาจรัฐ เป็นอุปสรรคในการพัฒนา และทำลายความสามารถในการแข่งขันให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างนี้ต่อไปหรือ
ก่อนหน้านั้นมีบทสรุปว่า “ประชาชนส่วนใหญ่เลือกเองให้เป็นแบบนี้” จึงทำให้วันนี้คำถามของกูรูผู้ห่วงใยประเทศประสานเสียงกันว่า “จะอยู่กันอย่างนี้หรือ”
จึงมุ่งไปที่ความต้องการคำตอบจาก “ประชาชนทุกคน”
