เปลี่ยนเป็นอนุรักษนิยมขวาสุด ปชป. คะแนนหลุดหาย 90%
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
หลังรัฐประหาร 2557 ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครองอำนาจเกือบ 9 ปี จนถึงหลังการเลือกตั้งปี 2566 สรุปได้ว่าทุกรัฐบาลมิได้พัฒนาสร้างกระแสประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าแต่อย่างใด ทำได้แค่ประคองตัวรัฐบาลให้ผ่านไปได้ในแต่ละเดือน แต่ละปี
เพราะสิ่งที่ทุกรัฐบาลแสดงท่าทีทางการเมืองออกมา จะเป็นแนวอนุรักษนิยมเพื่อความปลอดภัยขั้นต้น แม้รู้ว่าประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่ชอบ แต่หลายพรรคการเมือง ก็แสดงการยอมสยบผ่านสื่อ บางพรรคก็ได้หน้า บางพรรคก็ไม่รอด
แต่การเป็นอนุรักษนิยม และถอยหลังไปเรื่อยๆ จะไม่เป็นผลดีในระยะยาว คงต้องดูตัวอย่างของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งวันนี้ได้พยายามจะฟื้นฟูพรรคขึ้นมาอีกครั้งภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-ชวน หลีกภัย ซึ่งก็คงอยู่ในแนวทางอนุรักษนิยม
แต่จะ…ฟื้นได้แค่ไหน ไปรอดหรือไม่ คอยดูอีกไม่ถึงปี
ปชป.จะกู้พรรคได้หรือไม่
ต้องย้อนดูบทเรียนเก่า
ปชป. มีอำนาจครั้งแรกหลังรัฐประหาร 2490
ปชป.ตั้งพรรคปี 2489 เป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษนิยม เริ่มโดยเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาเพื่อมาคานอำนาจกับรัฐบาล นายปรีดี พนมยงค์ ในขณะที่นอกสภามีอิทธิพลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปกคลุม
8 พฤศจิกายน 2490 เกิดการรัฐประหารขึ้น นายปรีดีต้องหลบหนี ออกต่างประเทศ คณะรัฐประหารได้ตั้งนายควง อภัยวงค์ ผู้นำฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งมีการเลือกตั้งใหม่ นายควงจึงเป็นนายกฯ ต่อไม่ถึงสามเดือน… 6 เมษายน 2491 ก็ถูกรัฐประหารเงียบ และจอมพลป.ก็กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง และอยู่หลายสมัย นานถึง 10 ปี
หลัง 14 ตุลาคม 2516 ปี 2518 ปชป.ชนะเลือกตั้ง ได้ ส.ส.มากที่สุด 72 คน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เป็นนายกฯ อยู่ไม่กี่วันแต่พอแถลงนโยบายก็ถูกคว่ำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้น้อง แต่นายกฯ คึกฤทธิ์ อยู่ได้ปีเดียว ต้องยุบสภา ปี 2519 มีการเลือกตั้งอีกครั้ง
ปชป.ก็ได้ ส.ส.มากที่สุด 114 คน คราวนี้ ม.ร.ว.เสนีย์ เป็นนายกฯ อยู่ได้ถึง 5 เดือน ก็มีการรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ปชป.หายไปจากการเมือง กลับมาอีกใน ปี 2523-2530 ช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ภายใต้บารมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ปชป.ชนะเลือกตั้ง
หลังพฤษภาทมิฬ 2535
จากนั้นแพ้รวด ตลอด 30 ปี
การเลือกตั้งหลังพฤษภาทมิฬใน เดือนกันยายน 2535 ปชป.ได้ ส.ส. 79 คน (22% ของ ส.ส.ในสภา) นายชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถึงปี 2538 ก็เกิดกรณีทุจริต สปก.4 – 01 ทำให้ ปชป.ต้องยุบสภา และไม่เคยชนะเลือกตั้งอีกเลย
เริ่มด้วย แพ้การเลือกตั้ง 2538 ให้กับ พรรคชาติไทย ซึ่งนำโดยนายบรรหาร ศิลปอาชา
แพ้ครั้งที่ 2 ปี 2539 ให้กับความหวังใหม่ของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
แพ้ครั้งที่ 3 ในการเลือกตั้ง 2544 ตาม รธน. 2540 เป็นการเลือกตั้งที่มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ครั้งแรก พรรคไทยรักไทยกวาด ส.ส.ไปถึง 248 เสียง ปชป.ได้ 128 เสียง (29.2%)
แพ้ครั้งที่ 4 เมื่อทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ จนครบวาระ เลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 คราวนี้ไทยรักไทยได้ ส.ส.ถึง 377 เสียง ในขณะที่ ปชป.ได้เพียง 96 เสียง (19.2%) หลังจากนั้นก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองกดดันจนนายกฯ ทักษิณต้องยุบสภา
แต่การเลือกตั้งใหม่ในเดือนเมษายน 2549 ปชป.บอยคอตด้วยการไม่ส่งคนสมัครรับเลือกตั้ง (ถ้าลงแข่งก็แพ้ยับ..ครั้งนี้จึงไม่นับ)
19 กันยายน 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คมช.ก็ทำรัฐประหารตามแรงกดดันของกลุ่มอำนาจเก่า นายกฯ ทักษิณต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ พรรคไทยรักไทยถูกยุบ กรรมการพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง 111 คน แต่ก็ยังแปลงกายเป็นพรรคพลังประชาชนได้
หลังรัฐประหาร 2549
แพ้เลือกตั้ง
แต่ยังฝืนเป็นรัฐบาล
ปชป.พ่ายแพ้ครั้งที่ 5 ในการเลือกตั้งธันวาคม 2550 แม้มีกรรมการช่วย แต่พรรคพลังประชาชนซึ่งนำโดยนายสมัคร สุนทรเวช และ ส.ส.ตัวสำรอง ก็ยังชนะ ได้ ส.ส. 233 ต่อ 165 เสียง
แต่กลุ่มอำนาจเก่าไม่สนใจเสียงประชาชน แผนยึดอำนาจจึงดำเนินต่อ โดยใช้ม็อบมาไล่รัฐบาล ถึงขั้นยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน มีตุลาการภิวัฒน์ปลดนายกฯ 2 คน และยุบพรรครัฐบาลอีกครั้ง คราวนี้ ปชป.เป็นรัฐบาลได้สมใจโดยมีกลุ่มเนวินเป็นงูเห่าแยกออกมาเป็นภูมิใจไทย หนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ
การแพ้ครั้งที่ 6 ปี 2554 เมื่อนายกฯ อภิสิทธิ์ ยอมยุบสภา เลือกตั้งใหม่เดือนกรกฎาคม ก็แพ้แก่พรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนน 265 ต่อ 159 เสียง คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อไทย 15.75 ล้าน ปชป. 11.43 ล้านคะแนน ได้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นี่เป็นครั้งสุดท้ายการเมืองแบบสองขั้ว
วิเคราะห์ความเสื่อมทรุด
1.ปชป. เลือกเดินทางลัดนอกสภา เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลในปี 2552 ต่อมามีผู้ประท้วงที่ขอให้ยุบสภา ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 จึงเกิดการปราบด้วยกำลังทหารติดอาวุธ มีคนตายคนเจ็บมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นี่คือภาพที่หลอกหลอน ปชป.ไปอีกนาน และจะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของพรรค
2. พอแพ้เลือกตั้ง 2554 ก็ยังใช้แผนเดิม ส่งม็อบ กปปส. มีแกนนำซึ่งลาออกมาจาก ปชป. เปิดยุทธการ ปิดกรุงเทพฯ แม้ยุบสภาก็ไม่ยอม นำม็อบมาปิดล้อมหน่วยเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ มีตุลาการภิวัฒน์ปลดนายกฯ สุดท้ายไม่อยากเลือกตั้งใหม่ เลยต้องรัฐประหาร โดย คณะคสช. ของพลเอกประยุทธ์
ปชป.ที่แปลงกายเป็น กปปส.นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ได้อะไรเลย ถือว่าถูกหลอก เพราะคสช.ยึดอำนาจไปเป็นของตัวเองเกือบ 5 ปี และพวกที่มาเป็น กปปส.ก็แยกออกจาก พรรค ปชป.
ดูคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ของ ปชป. ปี 2550 หลังรัฐประหารได้ 12.1 ล้าน ปี 2554 ยังได้ถึง 11.4 ล้านคะแนน
3. หลังจากแปลงกายเป็น กปปส. ปี 2557 ก็พังทันที ทำให้แพ้ครั้งที่ 7 ปี 2562 ใช้ รธน.2560 และบัตรใบเดียว ปชป. ชนะแค่ 33 เขต ได้ ส.ส.แค่ 53 คน มาเป็นอันดับ 4 10.6% เพราะฝ่ายอนุรักษนิยมหันไปเลือกพรรคพลังประชารัฐ ของคสช.
อภิสิทธ์หัวหน้าพรรค ปชป. แพ้การเลือกตั้ง ลาออก นายชวน มาเป็นประธานสภา และ ปชป.ร่วมรัฐบาล กับ คสช. ตลอด 4 ปี
แพ้ครั้งที่ 8 ปี 2566 ถือว่าแพ้อย่างหมดรูป ได้ ส.ส.เขตเพียง 22 คน ได้ปาร์ตี้ลิสต์ 3 คน 925,349 คะแนน เทียบกับปี 2554 ที่ได้ 11.43 ล้าน คะแนนหายไปเกิน 90%
ในขณะที่พรรคใหม่แบบ รวมไทยสร้างชาติได้ ปาร์ตี้ลิสต์ 4.7 ล้าน แสดงว่าคะแนนของฝ่ายอนุรักษนิยมขวาสามารถโยกย้ายได้ตามกระแส และวันนี้ภูมิใจไทย หวังว่าจะได้รับใบบุญส่วนนั้น
ถึงตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าที่ผ่านมา ปชป.ทำทุกทางเพื่อเป็นรัฐบาล หรือร่วมรัฐบาล
แต่ข้อดีของการพยายามฟื้นพรรค ปชป.วันนี้ คือ ทำให้พรรคไม่จมหายไป ถ้ายังมีกองเชียร์เหลือมากพอ แต่จะให้ประคองไว้เท่าปี 2566 คงไม่ง่าย
