
Radiohead อยู่ท่ามกลางวงดนตรีจากเกาะอังกฤษมากมายที่สร้างชื่อขึ้นมาในช่วงที่วงการเพลง “บริตป๊อป” กำลังได้รับความนิยมถึงขีดสุดในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 โดย Pablo Honey และ The Bends อัลบั้มสองชุดแรกของวงได้รับอิทธิพลมาจากดนตรี “กรันจ์ร็อก” ฝั่งอเมริกามาเล็กน้อย
แต่สิ่งที่ทำให้งานเพลงของ Radiohead โดดเด่นไปจากวงบริตป๊อปร่วมรุ่นทุกวงก็คือการสร้างซาวด์ของตัวเองขึ้นมา ผ่านเสียงกีตาร์ที่ทั้งอ่อนหวานและเกรี้ยวกราดของ จอนนี กรีนวูด, เสียงร้องที่เศร้าบาดลึกจนบางครั้งเหมือนจะร่ำไห้ได้ของ ทอม ยอร์ก
และเนื้อหาของบทเพลงที่แฝงนัยยะสำคัญทางการเมืองไปจนถึงการตีความในเรื่องที่ยากจะหาคำตอบที่ชัดเจนในเชิงอภิปรัชญา
OK Computer งานเพลงลำดับที่ 3 ของวงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดตลอดกาล นี่คืองานเพลงแนวโปรเกรสซีฟร็อก และเป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่เนื้อหาของบทเพลงโดยรวมตั้งคำถามถึงสังคมบริโภคนิยม, อำนาจฝ่ายขวาที่ล้นเกินจนทำให้เสรีภาพของมนุษย์ถูกสั่นคลอนที่ส่งผลต่อสภาวะทางจิตใจของมนุษย์ที่ถูกสังคมอนุรักษนิยมกัดกร่อนจนต้องโดดเดี่ยวตัวเอง
ทั้งหมดนี้นำไปสู่ความเสื่อมถอยทั้งในด้านจิตใจไปจนถึงสภาพสังคมสมัยใหม่ที่เปิดทางให้เทคโนโลยีเข้ามาครอบงำวิถีชีวิตมนุษย์ทั้งในฐานะปัจเจกและสังคมโดยรวม
ทุกวันนี้มีการตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้วเป็นเทคโนโลยีที่รับใช้มนุษย์หรือว่ามนุษย์กำลังรับใช้เทคโนโลยีอยู่กันแน่ เห็นได้ชัดจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่นับวันจะฉลาดขึ้นและสามารถทำในสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้
ซึ่ง OK Computer ได้คาดการณ์วิถีชีวิตมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างถูกต้องล่วงหน้านานเกือบ 30 ปี และเมื่อ 2 ทศวรรษก่อนทางวงก็เคยปล่อยอัลบั้มที่น่าทึ่งออกมาชุดหนึ่ง
งานเพลงชุดนั้นมีชื่อว่า Hail to the Thief
อัลบั้มชุดนี้ออกมาตามหลัง Kid A (2000) และ Amnesiac (2001) ซึ่งเป็นงานเพลงอาร์ตร็อกและร็อกทดลองระดับขึ้นหิ้งทั้งคู่ Hail to the Thief วางจำหน่ายในวันที่ 9 มิถุนายนปี 2003 ซึ่งก็ทำให้อัลบั้มชุดนี้เพิ่งจะมีอายุครบ 20 ปีได้ไม่นาน
แต่ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาอัลบั้มลำดับที่ 6 ของวงชุดนี้ถูกแฟนๆ มองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่นักวิจารณ์เพลง, นักดนตรี ไปจนถึงแฟนเพลงเฉพาะกลุ่มมองว่านี่คือหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดของวงด้วยซ้ำไป
เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้ Hail to the Thief กลายเป็นแกะดำท่ามกลางอัลบั้ม 5 ชุดก่อนหน้านี้ก็คือแฟนๆ รวมถึงนักวิจารณ์ยังไม่รู้ว่าทั้งดนตรีและเนื้อหาของแต่ละเพลงในอัลบั้มมีความเชื่อมโยงไปยัง In Rainbows อัลบั้มชุดที่ 6 ที่วางจำหน่ายในอีก 4 ปีให้หลัง
และถ้าวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีกเนื้อหาสาระของ Hail to the Thief ยังมีความเชื่อมโยงไปยังอัลบั้ม Kid A และ Amnesiac ด้วย
อัลบั้มชุดที่ 6 ของ Radiohead มีความเป็นงานเพลงร็อกทดลองและอิเล็กทรอนิกส์ร็อกอยู่สูง ซึ่งทางวงตั้งใจนำซาวด์จาก Kid A มาผสมผสานกับดนตรีอาร์ตร็อกและโฟล์กป๊อป
นอกจากนี้ บางเพลงจากอัลบั้มชุดนี้อย่าง 2+2=5 ก็ยังมีกลิ่นอายของดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากอัลบั้ม The Bends ด้วย

Radiohead เป็นวงที่แปลกอยู่แล้ว ซึ่ง Hail to the Thief เป็นอัลบั้มที่ยิ่งตอกย้ำความแปลกและไม่เข้าพวกของวงให้ทวีคูณมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนพันธุ์แท้ของวงรักอัลบั้มชุดนี้มากเป็นพิเศษ
ในเพลง Sit Down, Stand Up ทอม ยอร์ก เปล่งเสียงร้องคำว่า The rain drops ถึง 46 ครั้งติดต่อกันท่ามกลางความสับสนอลหม่านของดนตรีในแนว Intelligent Dance Music (IDM) และอัลเทอร์เนทีฟร็อก
ในเพลง Where I End and You Begin ทอม ยอร์ก ร้องคำว่า I will eat you alive ถึง 15 ครั้ง นอกจากนี้ นักร้องนำที่มีภาพลักษณ์ที่มีความเฉพาะตัวที่สุดคนหนึ่งแห่งวงการเพลงอาร์ตร็อกร่วมสมัยคนนี้ก็ยังโชว์ลีลาการแร็พเกี่ยวกับหมาป่าผู้ชั่วร้ายในเพลง A Wolf At the Door อีกด้วย
Radiohead มักจะประกาศอยู่เสมอว่าพวกเขาไม่มีอะไรต้องกลัวที่จะสร้างสรรค์ทิศทางดนตรีแบบใหม่ๆที่อาจจะไม่เคยมีใครทำมาก่อน
ในบางครั้งทางวงแทบจะสร้างทฤษฎีดนตรีของตัวเองขึ้นมาเลยเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ทั้งท้าทายและกล้าหาญมากทีเดียว
ในส่วนของชื่ออัลบั้ม คำว่า Thief ที่แปลว่าขโมยอ้างอิงไปยังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสุดอื้อฉาวในปี 2000 เพราะถือเป็นครั้งแรกที่ศาลสูงต้องเข้ามาตัดสินผลการเลือกตั้งเนื่องจาก อัล กอร์ จากพรรคเดโมแครตเชื่อว่าการนับคะแนนใน 4 เขตของรัฐฟลอริดาเป็นไปอย่างไม่โปร่งใสซึ่งทำให้ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช จากพรรครีพับลิกันชนะไปด้วยคะแนนที่มากกว่าแค่ 537 เสียง
อัล กอร์ ยื่นฟ้องต่อศาลฟลอริดาให้มีการนับคะแนนใหม่ แต่บุชสู้กลับด้วยการยื่นฟ้องต่อศาลสูงสุดของทางรัฐบาลกลาง
ท้ายที่สุดแล้วบุชก็เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งและได้เป็นผู้นำสหรัฐท่ามกลางความคลางแคลงใจของคนทั่วโลก
ซึ่ง ทอม ยอร์ก นำคำว่า thief มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่ออัลบั้มมาจากการฟังข่าวจากสถานีวิทยุ BBC ที่เรียกบุชว่า “ขโมย” คะแนนโหวตจากชาวอเมริกันจำนวนมากไปอย่างหน้าไม่อาย
ทอม ยอร์ก เคยให้สัมภาษณ์กับทางนิตยสาร Rolling Stone ว่า “เช้าวันหนึ่งในขณะที่กำลังทำอาหารเช้ากับลูกชาย อยู่ๆ ผมก็นึกถึงนิยายการเมืองของ จอร์จ ออร์เวลล์ มันเป็นแนวคิดที่ว่านักการเมืองและรัฐบาลมักใช้ถ้อยคำที่นุ่มนวลสละสลวยให้เราได้ฟัง ทั้งๆ ที่ระบอบการปกครองไม่ได้เป็นในแนวทางเสรีนิยมหรือว่าเข้าข้างประชาชนเลย ซึ่งผมนำแนวคิดนี้มาใช้เป็นคอนเซ็ปต์ของอัลบั้ม Hail to the Thief ทั้งชุด มันเป็นความซับซ้อนทางอารมณ์ที่ผมมีต่ออำนาจที่ถูกรัฐขโมยไปจากประชาชน ซึ่งผมต้องการที่จะขโมยมันกลับคืนมา” 2+2=5 เป็นเพลงที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจนที่สุด นี่คือคำกล่าวที่มีมาตั้งแต่สมัยโจเซฟ สตาลิน ปกครองสหภาพโซเวียตที่บอกว่า “สองบวกสองก็เท่ากับห้าได้ ถ้าหากเป็นปณิธานของท่านผู้นำ” และจอร์จ ออร์เวลล์ ได้นำสมการคณิตศาสตร์ที่ผิดเพี้ยนนี้มาใช้เปรียบเปรยผ่านวรรณกรรมคลาสสิคเรื่อง 1984
Hail to the Thief เป็นงานเพลงที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์สูงมาก ซึ่งมันถูกถ่ายทอดออกมาผ่านซาวด์ดนตรีที่ทั้งสับสนอลหม่านและเป็นระเบียบแบบแผนได้อย่างน่าทึ่ง นี่คืองานเพลงที่ทลายกำแพงแนวเพลง (Genre) ลงได้อย่างราบคาบและในขณะเดียวกันก็ได้เพิ่มขอบเขตในการสร้างสไตล์ดนตรีในทิศทางใหม่ๆ ให้ศิลปินรุ่นหลังๆ ได้ศึกษาและเดินรอยตาม
คงไม่ผิดนักถ้าหากจะบอกว่าการทำเพลงนอกกรอบไม่ได้เป็นปรัชญาของวง Radiohead เสียด้วยซ้ำ เพราะทางวงจะทำเพลงนอกกรอบได้อย่างไรถ้าหากว่ามันไม่มีกรอบอยู่แล้วตั้งแต่แรก
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
