จากสวายอันแดตถึง พิเชษฐ กลั่นชื่น ว่าด้วย ‘รามเกียรติ์-เรียมเกร์’ : ไทย-เขมรศึกษา (2) | อภิญญา ตะวันออก

อัญเจียแขฺมร์ | อภิญญา ตะวันออก
จากสวายอันแดตถึง พิเชษฐ กลั่นชื่น
ว่าด้วย ‘รามเกียรติ์-เรียมเกร์’
: ไทย-เขมรศึกษา (2)
กล่าวว่า พิเชษฐ กลั่นชื่น น่าจะเป็นโมเดลหรือนวัตกรรมชิ้นใหม่ในการชันสูตร “รามเกียรติ์” ไทย ต่อความเป็นสัญลักษณ์ในชนชั้นนำไปสู่ความเป็นพื้นบ้านแบบรามเกียรติ์ไทยในอดีตที่เขาเชื่อว่าเคยมี
และปรากฏการณ์นั้นก็พบแล้วตอนนี้ แต่เป็นที่กัมพูชา คือละครเรียมเกร์ฉบับ “ตาสอย” ที่ถือเป็นตัวแทนรามเกียรติ์ฉบับชาวบ้านหรือพื้นเมืองของทางเขมร
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า “รามเกียรติ์” 2 ขนบนั้น
ไทยมีประวัติยั่งยืนยาวมาว่าเป็นการแสดงของชนชั้นสูง
ส่วนทางเขมรนั้นก็คงถือขนบนี้ ดังมีร่องรอยปรากฏการแต่งโขนในการแสดงชุดนาฏลีลาที่ไปแสดงที่กรุงปารีสสมัยพระบาทสีสุวัตถิ์ต้นรัชกาลต่อจากพระบาทนโรดม ที่ได้ชื่อว่าเน้นไปทางละครใน
แต่นาฏลักษณ์ระบำโขนนี้ ยังไม่แน่ใจว่าทำไมจึงไปตกอยู่ในมือของชาวบ้าน โดยเฉพาะคณะละครโขลตาสอยที่หลงเหลือมาเป็นคณะสุดท้าย นับเป็นเรื่องพิเศษพิสดารที่ควรนำมาวิจัยโดยร่วมกับนักโขนไทยอย่างพิเชษฐ กลั่นชื่น ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักระบำโขนยุคใหม่ ที่มีความเป็นปัจเจกและขบถอันต่างจากนักโขนยุคอดีต
อันเหมาะแก่การ “ชันสูตร”
อนึ่ง โลกเนียะ สำหรับชื่อตาสอยนี้ ฉันใคร่เรียนว่า ตามต้นฉบับเขมรแล้วคำว่า ???? (ตาสย) ที่ตรงกับอักษรสูงของไทย แต่ทางเขมรไม่มีวรรณยุกต์กำกับใดๆ โทนเสียงจึงออกไปทาง “ตาซอย” มากกว่า แต่เพื่อคงต้นฉบับภาษา ฉันจึงเขียนว่า “ตาสอย”
เช่นเดียวกับมะม่วงสวาย (อ่านว่า สะวาย/สฺวาย) และอื่นๆ อาทิ โขล, เรียมเกร์ เป็นต้น

ภาพ : ArtBangkok
สู่ขิต-นิมิตชาติ
สําหรับข้ออนุมาน/สันนิษฐาน ต่อการให้คุณค่าละครโขลเรียมเกร์กัมพูชานั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องขนบนิยมบูชาที่โยงกับคติความรักชาติ
อันต่างจากคติฝ่ายไทยในยุคหลังที่ปฏิเสธแนวคิดอนุรักษ์อันเป็นขนบดั้งเดิมที่ยึดโยงมายาวนานจนเกือบเป็นรากวัฒนธรรม ที่กำลังถูกท้าทาย
ดังนี้ จะเห็นว่า การให้คุณค่าเรียมเกร์ของกัมพูชา จึงรวมไว้ด้วยความเป็นชาติอีกด้วย
ขณะที่การจำกัดความของไทยกลับขยายเป็น 2 ขั้ว และ 1 ในนั้นคือ จำกัดเฉพาะแง่งามของความร่วมสมัยในศิลปะเท่านั้น
และดูเหมือนว่าการแสวงหาขนบเสรีเชิงปัจเจกของหมู่ชนชาวสหัสวรรษจะโน้มนำให้เป็นไปในมติเช่นนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะศาสตร์ศิลปะและวัฒนธรรมที่เคยดำเนินมาอย่างเคร่งครัดและรับใช้อำนาจรัฐมายาวนาน
ด้วยเหตุนี้ ผ่านไปกึ่ง 2 ทศวรรษ เรียมเกร์ฉบับตาสอยแห่งกัมพูชาจึงถูกลืม
ซ้ำกลายเป็นอื่นคือเรียมเกร์ฉบับใหม่ที่รัฐภิบาลเขมรให้การฟื้นฟูอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อละครโขลเรียมเกร์แขมร์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มีการประดิษฐ์ปรุงแต่งต่อไปจนเกิดเป็นเรียมเกร์ฉบับใหม่ที่ต่างไปจากฉบับเดิมแบบพื้นบ้านอย่างไม่เหลือมูลใดๆ
และมีแนวโน้มจะไปเหมือนคล้ายกับรามเกียรติ์ของไทย ตั้งแต่การปรุงแต่งท่ารำ/กบัจต่างๆ การออกแบบหัวโขนและเครื่องทรงอลังการ อย่างนี้เป็นต้น
จึงกลายเป็นเรื่องประชันขันแข่งของ 2 ประเทศที่มุ่งเน้นไปทางการอวดอ้างความวิจิตรพิสดารและใครกันที่เป็นต้นฉบับเดิม-ออริจินอล
แลเพื่ออวดอ้างความเป็นหนึ่งนั้น ละครโขน/โขล ไทย-เขมร นับวันยิ่งกลายเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางวัฒนธรรมอย่างมิต้องสงสัย ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้ “รามเกียรติ์-เรียมเกร์” 2 ฉบับ ไทย-แขมร์ กลายเป็นนาฏกรรมเชิงอำนาจทางมายาคติต่อความเป็นรัฐและชาตินิยมยิ่งขึ้นไปอีก

ภาพ : กรุงเทพธุรกิจ
โขลเรียมเกร์ฉบับล่ากัมพูชาที่มีความเหมือนละม้ายกับรามเกียรติ์โขนไทยเข้าไปมาก ถึงขั้นที่ว่าแทบจะจำแนกกันได้ยากในด้านอัตลักษณ์/นิมิตรูป นี้ได้ร้างความตกตะลึงพรึงเพริดแม้แต่คนในประเทศ รวมถึงเทคนิคใหม่ๆ อันเกิดจากเทคโนโลยีที่มานำใช้ให้พิสดารมากขึ้นไปอีก
ที่เมื่อโขนไทยนำมาใช้ ถึงกับทำให้มหาชนกัมพูชาเกิดอาการจิตตกว่าโขลเรียมเกร์ของตน กำลังตกที่นั่ง “ล้าหลัง” ดังความเห็นที่อยู่ในโซเชียล อันเผยให้เห็นว่าวาทกรรม “รามเกียรติ์-เรียมเกร์” ไทย-แขมร์ที่ไม่อาจก้าวข้ามการแข่งขันได้
นั่นเอง ที่ทำให้ฉันตระหนักว่า อะไรคือสาเหตุให้ละครโขลเรียมเกร์ฉบับปราชญ์ชาวบ้านอย่างตาผกา สอยต้องมีอันล้มหาย-ในที่สุด ถ้าไม่ใช่รัฐอำนาจและลัทธิความคลั่งชาติที่ทำลายวัฒนธรรมละมุนอันยิบย่อยที่น่าทึ่งของศตวรรษก่อนให้อ่อนแอลงไปด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นั่นคือ การล้มหายตายจากหรือขาดอรรถรสในความเป็นละครโขลพื้นบ้านแขนงนี้
ความตื่นตาตื่นใจที่เคยมีและเข้าถึงโดยง่ายจากของชาวบ้านต่อละครโขลพื้นบ้านลดลง จนอาจกล่าวว่า ทุกวันนี้ ความภูมิใจของชาวเขมรอันมีต่อรามเกียรติ์ดูจะกลายเป็นคติเดียวอันเกี่ยวกับความคลั่งชาติ จนไม่หลงเหลือพื้นที่แห่งความเป็นหน่วยชุมชนหรือคติพื้นบ้านอีกต่อไป
ดังบริบทอันมีต่อ “เรียมเกร์วัดสวายอันแดต” ต้นแบบละครโขลอันเก่าแก่ฉบับชาวบ้านของกัมพูชา
ด้วยเหตุนั้น คำว่า “สู่ขิตและวิบัติ” จึงถูกกำหนดอีกครั้ง จากศูนย์กลางอำนาจที่เป็นเหมือนศาสตร์ศิลป์ในสายพันธุ์อนุรักษ์ที่จะกำหนดและครอบงำ ทั้งกระบวนความเป็นมาในศาสตร์ศิลป์เชิงปัจเจกที่เปราะบาง ทว่า ในแง่งามของความเป็นปัจเจกเหล่านี้ โดยเฉพาะที่ประเทศไทย แม้จะโดดเดี่ยวแต่ยังหยัดยืนอยู่ได้และกลายเป็นเข้มแข็งแห่งมิติอัลเทอร์เนทีฟหรืออีกทางเลือกหนึ่ง
และเช่นนั้นเอง ที่ความเป็น “พื้นบ้าน” แง่งามเหล่านี้ ต้องกลายเป็นสิ่ง “นอกระบบ” ที่ไม่ถูกจดจำ เช่น กรณีระบำโขนคัมปนีฉบับพิเชษฐ กลั่นชื่น ของไทย ที่เห็นได้ว่าถูกปฏิเสธจากฝ่ายอนุรักษ์และสร้างวาทกรรมให้เป็น “อื่น” แทนการส่งเสริมศาสตร์แขนงนี้ให้ก้าวหน้า ทัดเทียมกับศิลปะร่วมสมัยในเวทีนานาชาติ
ขณะที่ละครโขลเรียมเกร์ฉบับตาสอย-อันมีความพื้นบ้านเก่าแก่กลับโดดเดี่ยวยิ่งกว่าในแง่ความไม่มีตัวตน โดยเฉพาะการที่ไร้การมองเห็นขื่อคาในคุณค่าเรื่องนี้ ที่ทำให้เรียมเกร์เก่าแก่ฉบับนี้ต้องถึงแก่อายุกาล (แห่งความเป็นปัจเจกนั้น)

ภาพ : optimise
ฉันคิดว่าไทยโชคดี ที่มีทรัพยากรมนุษย์ที่น่าสนใจ และ อ.พิเชษฐ กลั่นชื่น คือตัวอย่างของการสื่อสารที่น่าสนใจ โดยเขากล่าวถึงศาสตร์ระบำโขนไทยที่ถูกตีความใหม่นี้มาร่วม 10 ปีแล้ว
แต่นั่นก็เพียงพอที่จะเปิดเผยถึง ลักษณะของรัฐไทย (และกัมพูชา) ที่มีต่อรามเกียรติ์/เรียมเกร์ว่า เป็นไปในลักษณะของการครอบครองหวงแหนในความเป็นศาสตร์ศิลป์ชั้นสูงที่ไม่อาจก้าวล่วง
โดยแม้แต่ประชาชนคนหนึ่งที่สามารถใช้ร่างกายอันเปลือยเปล่าของตนบอกเล่าในศาสตร์ระบำโขนอย่างทั้งกระบวน ประหนึ่งนวัตกรรมไม่ต่างจากงานวิจัยอันเป็นเสมือนศาสตร์ศิลป์แขนงใหม่ และเป็นเหมือนนาฏศิลป์ “คู่ขนาน”
กรณี พิเชษฐ กลั่นชื่น ยังคือตัวอย่างของความน่าทึ่งตื่นตะลึงในสิ่งที่เขาศึกษา การถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และไดอะแกรม ตามท่วงท่าระบำโขน
และนี่คือวิถีของนักคิดและนักปฏิบัติที่เกิดขึ้นได้จากการ “ชันสูตร” ลงไปในตัวเอง ต่อศิลปะอันเก่าแก่ที่ถูกนำมาประยุกต์ใหม่หลังจากผ่านการวิจัย
ในที่นี้ พิเชษฐกล่าวว่า มันคือการกลับไปหารากเหง้าโดยวิธีเล่าเรื่องแบบใหม่ๆ ที่ง่ายต่อการเสพในคนยุคใหม่!
“รวมทั้งไม่ใช่เป็นแค่ความเพลิดเพลิน แต่เป็นการเปิดมุมมองต่อโขนที่เน้นความจริงอันปราศจากการปรุงแต่ง” และเช่นที่ “เรียมเกร์วัดสวายอันแดต” ของตาสอยถูกกระทำ

ภาพ : thaipbs
จากต้นทางที่เคยเป็นแอ่งเล็กๆ ของวัฒนธรรมแห่งทักษะ ปฏิภาณ และความสามารถของศาสตร์แขนงนี้ที่มีอยู่ในชาวบ้านและผู้คน ได้ถูกลบเลือนลงไปโดยตัวอย่างอัตลักษณ์เรียมเกร์กัมปูเจียฉบับตาสอยที่ไม่แต่เฉพาะบทพากย์รามเกียรติ์เท่านั้น
แต่แฝงเร้นไปด้วยการแสดงอื่นๆ ฤๅไม่ต่างจากละครบาสักที่ล้มหายตายจาก และเรียมเกร์ของตาสอยก็เช่นกัน?
ใครคือผู้กระทำ? สู่ขิตอำพรางวัฒนธรรมของคนเล็กคนน้อยเหล่านั้น?
และใครกันที่ประยุกต์มันเพื่อมุ่งรับใช้คตินิยมและความยิ่งใหญ่ของความเป็นชาติและอำนาจรัฐ? ดังที่เกิดขึ้นกับละครโขนเรียมเกร์เขมรเวลานี้
ไม่ว่าการประดิษฐ์หน้ากากหัวโขน เครื่องทรงอลังการ และอื่นๆ นานา ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งห่อหุ้มภายนอก เป็นเปลือกที่ครอบงำเอาแก่นแห่งความเป็นท้องถิ่นพื้นบ้าน (รวมทั้งความเป็นมนุษย์) ถูกขับออกไปจนหมดสิ้น
ทั้งเชิงอุดมคติและการตีความ? ต่อคุณค่านาฏศิลปะโขน/โขลนั้น
ฤๅรามเกียรติ์-เรียมเกร์ ไทย-แขมร์จะอยู่ในวังวนความหมายนี้?

เครื่องทรงโขนกัมพูชา 2022, ภาพ : academic film criticism
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
