bg-single

สงครามยูเครน 2023 รบยาว รบหนัก หยุดรบ?

06.03.2023

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

 

สงครามยูเครน 2023

รบยาว รบหนัก หยุดรบ?

 

“สาระสำคัญของสงครามคือ การทำลายขวัญกำลังใจและความมุ่งมั่นในการรบของผู้บังคับบัญชาฝ่ายตรงข้าม ด้วยการสร้างสถานการณ์ทางยุทธการ หรือทางยุทธศาสตร์ที่คาดไม่ถึง และไม่เป็นคุณกับฝ่ายเขา ไม่ใช่การฆ่าทหารข้าศึก หรือการทำลายยุทโธปกรณ์ของข้าศึก”

Colonel William S. Lind (1997)

 

สงครามยูเครนเดินทางมาครบ 1 ปีแล้ว แต่สงครามยังดำเนินต่อไป ดังนั้น บทความนี้จะทดลองคาดคะเนถึง “จุดสิ้นสุด” ของสงครามในอนาคต ซึ่งอาจปรากฏด้วยสถานการณ์จำลองใน 5 รูปแบบ

ดังนี้

 

1) ชัยชนะของยูเครนและกลับสู่สถานะเดิมปี 1991

วันนี้ปรากฏชัดเจนแล้วว่า การใช้กำลังบังคับเพื่อให้ยูเครนกลับไปอยู่ใน “โลกของรัสเซีย” (Russian World หรือ Russkiy Mir) เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ การยันการรุกทางทหารของรัสเซีย และรัฐยูเครนไม่ล่มสลายไปด้วยการยึดครองของรัสเซีย ก็ถือว่ายูเครนชนะแล้วในระดับหนึ่ง

แต่ถ้าจะต้องได้รับ “ชัยชนะอย่างสมบูรณ์” ด้วยการเอาดินแดนที่รัสเซียยึดครองในไครเมียและดอนบาสกลับคืนมาทั้งหมดแล้ว ชัยชนะในนิยามเช่นนี้ดูจะเป็นไปไม่ได้ง่าย

และในระยะสั้น การจะผลักดันให้กองทัพรัสเซียต้องถอยออกจากยูเครนทั้งหมด ก็อาจจะเป็นไปได้ยาก

แต่กระนั้น หลังจากชัยชนะของการรุกกลับที่เคอร์ซอนในช่วงปลายปี 2022 แล้ว ชาวยูเครนมีความหวังอย่างมากที่จะเอาดินแดนที่รัสเซียผนวกไปกลับคืนมาทั้งหมด โดยเฉพาะไครเมีย (พื้นที่นี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมากกับรัสเซีย เพราะเป็นที่ตั้งของกองเรือทะเลดำ)

ดังนั้น ความต้องการของชาวยูเครนและฝ่ายตะวันตกจึงได้แก่การพาประเทศกลับสู่ “สถานะเดิม” (status quo) ซึ่งก็คือการกลับสู่สถานะเส้นเขตแดนเดิมของปี 1991 ตามความตกลงบูดาเปสต์ ซึ่งเคยได้การรับรองจากรัสเซียมาแล้วในครั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่ประธานาธิบดีปูตินยังอยู่ในอำนาจ พร้อมกับการขับเคลื่อนกระแสชาตินิยมต่อต้านตะวันตกและต่อต้านรัฐบาลยูเครน โอกาสที่รัสเซียจะ “ยอมแพ้” โดยการยุติทัศนะ “ขยายจักรวรรดิ” ด้วยการยึดครองดินแดนของยูเครนคงเป็นเรื่องยาก

พร้อมกันนี้ รัสเซียเองยังมีอาวุธหนักอยู่ในคลังแสงอีกเป็นจำนวนมาก อันมีนัยว่ารัสเซียยังสามารถรบได้ในระยะยาว

 

2) ปลดปล่อยดอนบาสได้ แต่ยึดไครเมียคืนไม่ได้

สถานการณ์ในตัวแบบนี้มีความเป็นไปได้อยู่บ้าง อันเป็นผลจากความสำเร็จของการรุกกลับที่เคอร์ซอน ฉะนั้น จึงเป็นความหวังว่า เมื่อยูเครนได้รับความช่วยเหลือทางทหารจำนวนมากจากทางฝ่ายตะวันตกแล้ว น่าจะสามารถเปิดการรุกกลับทางแนวรบด้านตะวันออก และทำให้ยูเครนสามารถเอาพื้นที่ดอนบาสส่วนใหญ่กลับคืนมา

ซึ่งหากกองทัพยูเครนสามารถปลดปล่อยพื้นที่การยึดครองได้ ก็อาจต้องถือว่า เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ (ดังที่กล่าวแล้วในข้างต้นว่า เราจะนิยามชัยชนะของยูเครนในระดับใด)

ผลลัพธ์แบบนี้ในความรู้สึกของประชาชนยูเครน คงเป็นเหมือน “ชัยชนะอย่างจำกัด” เนื่องจากดินแดนอีกส่วนคือไครเมีย ยังอยู่ภายใต้การยึดครองรัสเซีย และฝ่ายยูเครนคงไม่ยอมรับเงื่อนไขในรูปแบบเช่นนี้ โดยเฉพาะนับตั้งแต่การบุกของรัสเซียแล้ว

กระแสชาตินิยมยูเครนมีความเป็น “กระแสต่อต้านรัสเซีย” อย่างรุนแรง ซึ่งกระแสต่อต้านรัสเซียไม่ใช่เรื่องใหม่ในการเมืองยูเครน และกระแสนี้ปรากฏชัดในรูปของ “กระแสประชาธิปไตย” หรือ “กระแสยูโรไมดาน 2014”

ในตัวแบบนี้ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในดอนบาสที่เป็นสายนิยมรัสเซีย และได้รับการติดอาวุธจากรัสเซีย คงไม่ยอมยุติบทบาท และคงดำรงปฏิบัติการทางทหารต่อไป

ผลอาจไม่แตกต่างกับสถานการณ์ที่กลุ่มนี้พยายามเข้าควบคุมพื้นที่ในปี 2014 ซึ่งรัฐบาลคีฟก็ไม่ยอม

 

3) สงครามยันกันต่อไป และรบต่อเนื่อง

ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า หลังจากการสิ้นสุดของฤดูหนาวแล้ว กองทัพรัสเซียน่าจะเปิดการรุกใหม่ เพื่อสร้างอำนาจของการควบคุมดินแดนทางด้านดอนบาส และยังเป็นสัญญาณว่าอีกด้วยว่า รัสเซีย (ประธานาธิบดีปูติน) ยังสามารถรบต่อได้

อีกทั้งคนในพื้นที่แถบนี้เองเป็นคนเชื้อสายรัสเซีย มีท่าทีสนับสนุนรัสเซีย และพื้นที่แถบนี้ยังมีรัสเซียเป็น “หลังพิง”

พร้อมกันนี้รัสเซียเองก็เสริมกำลังในพื้นที่ด้านนี้มากขึ้น การรบที่มีความรุนแรงที่เมืองบัคมุตเป็นสัญญาณของความรุนแรงของสงครามหลังฤดูหนาว

นอกจากนี้ สงครามในดอนบาสเกิดสืบเนื่องอย่างรุนแรงมาตั้งแต่ปี 2014 แม้จะมีความตกลงที่มินส์กมาแล้วถึง 2 ฉบับ เพื่อยุติปัญหาดังกล่าว สงครามดอนบาสหลังการบุกใหม่ 2022 ก็สะท้อนถึงการสู้รบอย่างหนักไม่ต่างจากเดิม

สะท้อนให้เห็น “การยัน” (stalemate) ของสงคราม ซึ่งการยันในทางทหารเช่นนี้ จะยิ่งส่งผลให้การสู้รบทอดยาวออกไป และผลลัพธ์ของการรบไม่อาจชี้ชัดได้ “ใครแพ้-ใครชนะ”

ตัวแบบเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า สงครามยูเครนจะยังไม่จบลงง่ายๆ ดังที่ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐ (JCS) กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า สงครามยูเครนจะไม่ยุติในปี 2023

หรือในอีกมุมหนึ่ง การสู้รบอาจทำให้เกิด “สงครามสนามเพลาะ” เช่นในสงครามโลกครั้งที่ 1 อันเป็นผลจากการ “ยัน” ของกำลังทั้งสองฝ่ายในสนามรบ

 

4) รัสเซียยึดได้ทั้งหมด ยูเครนแพ้สงคราม

สมมุติในอีกด้านคือ รัฐบาลตะวันตกไม่อาจแบกรับความช่วยเหลือทางทหารต่อยูเครนได้อีกต่อไป พร้อมกับกำลังทหารใหม่ของรัสเซียที่ถูกเกณฑ์ประมาณ 1.5-2 แสนนายอาจจะมีความพร้อมรบมากขึ้น และเสริมด้วยกำลังรบจากเบลารุส อาจทำให้กองทัพรัสเซียประสบชัยชนะ และสถาปนาอำนาจเหนือยูเครนได้ทั้งหมด

ซึ่งเราไม่อาจดูแคลนขีดความสามารถทางทหารของรัสเซียได้ทั้งหมด อีกทั้ง กระแสชาตินิยมรัสเซียยังมีความนิยมต่อตัวปูตินในระดับสูง และมีความเชื่อว่า ยูเครนเป็นของรัสเซีย และเชื่ออีกว่าการทำสงครามในยูเครนเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรม

อีกปัจจัยที่สำคัญคือ การผลักให้เศรษฐกิจของรัสเซียมีความเป็น “เศรษฐกิจสงคราม” (war economy) มากขึ้น เช่น การกลับมาสู่การผลิตรถถัง

ซึ่งประมาณการว่ารัสเซียสามารถผลิตรถถังแบบ T-72B3 และ T-90M ได้ราว 200-250 คัน ตลอดรวมถึงการผลิตอาวุธปล่อยแบบครูซ (cruise missile) มีจำนวนมากขึ้น

จุดอ่อนใหญ่ของรัสเซียคือ การผลิตกระสุน (ทำให้ต้องพึ่งการสั่งเครื่องกระสุนจากเกาหลีเหนือ) และผลิตระบบอาวุธสมรรถนะสูงได้ยาก เนื่องจากการแซงก์ชั่นของตะวันตก แต่ยังคงผลิตอาวุธที่ใช้เทคโนโลยีต่ำได้อย่างต่อเนื่อง

ในตัวแบบเช่นนี้ กองทัพยูเครนเองก็ประสบปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะการขาดแคลนกระสุน ยานยนต์ และยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้รับมือกับการรุกใหญ่ในอนาคต อีกทั้งอัตราการสูญเสียที่เกิดทั้งในส่วนของกำลังพล และยุทโธปกรณ์ซึ่งการสนับสนุนของตะวันตกจึงเป็นปัจจัยสำคัญ

ดังนั้น ถ้าตะวันตกลดบทบาทความช่วยเหลือลง พร้อมกับอัตราการทดแทนความสูญเสียในทางทหารไม่มากพอ และกองทัพรัสเซียสามารถเปิดการรุกใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการแก้ปัญหาที่เป็นจุดอ่อนของกองทัพในปีแรกของสงครามได้จริงแล้ว

โอกาสชนะในสนามรบของรัสเซียอาจมีความเป็นไปได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โอกาสเช่นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปได้ง่าย

 

4) การขยายตัวและยกระดับของสงคราม

ความกังวลในทุกการรบที่เกิดขึ้นคือ การขยายสงครามออกนอกพื้นที่ความขัดแย้ง เช่น รัสเซียตัดสินใจโจมตีชาติสมาชิกของนาโตในพื้นที่ เช่น กรณีของโปแลนด์ หรือรัฐบอลติก รวมถึงฟินแลนด์ และสวีเดนในอนาคตด้วย

การโจมตีนี้จะนำไปสู่การใช้สิทธิตามมาตรา 5 จนกลายเป็น “สงครามรัสเซีย-นาโต” แต่ที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างพยายามหลีกเลี่ยงอย่างมากที่จะไม่ก่อให้เกิดการ “ยกระดับสงคราม” เพราะความขัดแย้งชุดนี้อาจกลาย “สงครามใหญ่ของยุโรป”

ซึ่งหากมองแบบสุดโต่งแล้ว สงครามเช่นนี้อาจก่อนกลายเป็น “สงครามโลก” ได้ด้วย หรือในระดับที่ต่ำกว่า อาจนำไปสู่การแทรกแซงของนาโตอย่างจำกัด

นอกจากนี้ อาจเกิดสถานการณ์แบบ “ข้ามเส้นแดง” ด้วยการที่รัสเซียใช้อาวุธที่มีอำนาจการทำลายสูง เช่น อาวุธนิวเคลียร์ แม้จะเป็นอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีที่หัวรบมีขนาดของเมกะตันต่ำก็ตาม

การใช้อาวุธนิวเคลียร์อาจกลายเป็นเงื่อนไขบังคับให้นาโตต้องเข้าสงคราม อีกทั้งประธานาธิบดีปูตินเองได้เคยกล่าวพาดพิงถึงอาวุธนิวเคลียร์มาแล้ว

 

5) การเจรจาหยุดยิง

สมมุติว่าการรบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้

1) กองทัพยูเครนสามารถดำรงสภาพการรบด้วยความสนับสนุนจากตะวันตก และเปิดการรุกได้อย่างต่อเนื่อง

2) กองทัพยูเครนสามารถปลดปล่อยดินแดนดอนบาสที่ถูกยึดครองได้เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นไครเมีย

3) รัสเซียประสบความอ่อนแอทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารอย่างหนัก จนอาจเกิดวิกฤตภายใน

4) เกิดเสถียรภาพของแนวรบทางด้านดอนบาส อันเป็นจากการผลักดันของกองทัพยูเครน และการใช้กำลังเปิดการรุก เพื่อให้แนวรบของรัสเซียดันกลับไปสู่แนวที่รัสเซียบุกในปี 2022 มีข้อจำกัดมากขึ้น

5) เกิดแรงกดดันในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นกับรัสเซีย จนผู้นำรัสเซียต้องยอมปรับเปลี่ยนท่าทีในทางทหารต่อปัญหายูเครน

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้อาจทำให้เกิด “ความตกลงหยุดยิง” (ceasefire agreement) ชั่วคราว อันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การเจรจาในกรอบใหญ่ของสันติภาพยูเครน เป็นแต่เพียงในตัวแบบเช่นนี้ ไม่อาจตอบได้ว่า เงื่อนไขดังที่กล่าวในข้างต้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด อีกทั้งไม่อาจตอบได้ทั้งหมดว่า แม้จะเกิดเงื่อนไขดังกล่าวขึ้นจริงแล้ว ประธานาธิบดีปูตินจะยอมที่จะเปิดการเจรจาหยุดยิงหรือไม่

เพราะการหยุดยิงในขณะที่รัสเซียไม่สามารถบรรลุการควบคุมดินแดนของยูเครนได้ทั้งหมด อาจถูกตีความว่า เป็นความพ่ายแพ้ของรัฐบาลปูติน และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาล

ฉะนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ในมอสโก แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าผู้นำใหม่ของรัสเซียในยุคหลังปูตินจะยอมยุติทัศนะขยายดินแดนที่ต้องการยึดยูเครน

 

สรุป

จากตัวแบบของสถานการณ์จำลองทั้ง 5 นั้น ฝ่ายตะวันตกคาดหวังอย่างมากที่จะเห็นถึงการกลับสู่สถานะเดิมของเส้นเขตแดนเช่นในปี 1991 (หมายถึงยูเครนชนะทั้งหมด) แต่หลายฝ่ายประเมินในความเป็นจริงว่า ถ้ายูเครนเปิดการรุกใหญ่ในปี 2023 ได้แล้ว ยูเครนอาจจะสามารถผลักดันเส้นแนวรบของรัสเซียในดอนบาสกลับไปได้บ้าง และกลายเป็นเส้นเขตแดนใหม่ แต่ไม่สามารถเอาไครเมียคืนมาได้

ส่วนในอีกด้านหนึ่ง โอกาสที่รัสเซียจะยึดและพายูเครนกลับสู่การควบคุมของรัสเซียได้เช่นในยุคสหภาพโซเวียตนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของฝ่ายตะวันตก เว้นแต่รัสเซียจะต้องยกระดับสงคราม

ซึ่งอาจมีนัยถึงการขยายสงคราม จนอาจกลายเป็น “สงครามรัสเซีย-นาโต” แต่ก็มีความเสี่ยงที่สงครามเช่นนี้จะควบคุมไม่ได้ ส่วนสันติภาพนั้น ดูจะอยู่ห่างไกลอย่างมาก

ดังนั้น ตัวแบบจำลองในข้างต้น จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของการเมืองโลก 2023!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง