bg-single

ความท้าทายต่อยุทธศาสตร์ไทย! ปัญหาสงครามเหนือลุ่มน้ำสาละวิน

15.05.2024

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

 

ความท้าทายต่อยุทธศาสตร์ไทย!

ปัญหาสงครามเหนือลุ่มน้ำสาละวิน

 

“จุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์มักจะถูกกำหนดด้วยหมุดหมายของการรบที่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปคาดหวังว่า การคิดเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกในอนาคต”

Lawrence Freedman

The Future of War (2018)

 

คงต้องยอมรับว่า เรากำลังเห็นการยกระดับของสงครามกลางเมืองในเมียนมาอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีด้วยโดรน จนกลายเป็น “สงครามโดรน” ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนการที่กองกำลังของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลบุกเข้ายึดเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และการสูญเสียเมืองหลายเมืองในช่วงที่ผ่านมา จนกำลังเป็นการส่งสัญญาณถึงภาวะ “การถดถอยทางยุทธศาสตร์” (strategic retreat) ของฝ่ายรัฐบาลทหาร ทั้งเห็นถึงความพยายามที่จะเปิดการรุกกลับ (counteroffensive) ของกองทัพรัฐบาลในการตอบโต้กับชัยชนะของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

สำหรับรัฐบาลทหารนั้น การถดถอยทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ มีผลโดยตรงต่อ “การเปลี่ยนผ่านของอำนาจ” (power shift) ที่การควบคุมเมืองหรือพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพฝ่ายรัฐบาล แต่วันนี้ กลับเป็นเมืองของฝ่ายต่อต้าน

ซึ่ง “การเปลี่ยนอำนาจการควบคุม” ของเมืองหรือพื้นที่จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการยึดเมืองเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะทางทหาร และเป็นตัวแทนที่ชัดเจนถึงการได้มาซึ่งอำนาจรัฐอย่างชัดเจน…

สงครามในยุคโบราณหรือสงครามสมัยใหม่ไม่ได้แตกต่างกัน ภาพสะท้อนจากสงครามยูเครนตอบคำถามได้ไม่แตกต่างกัน

 

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามในยุคเก่าหรือในยุคปัจจุบัน การยึดเมืองหลักยังคงมีความสำคัญของการสร้างภาพที่จะใช้ในการโฆษณาทางการเมือง

ในทางกลับกัน การสูญเสียเมืองหลักคือสัญญาณของความพ่ายแพ้ เป็นแต่เพียงความพ่ายแพ้ดังกล่าวจะเป็นประเด็นในทางยุทธศาสตร์ หรือยุทธวิธี เท่านั้นเอง…

ถ้าเป็นในระดับทางยุทธศาสตร์ ความพ่ายแพ้นี้จะตามมาด้วยความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง แต่หากเป็นในระดับทางยุทธวิธีแล้ว ฝ่ายที่เสียเมืองอาจจะชิงเอาเมืองดังกล่าวกลับคืนมา หรือโดยนัยคือ เกิดการปรับเปลี่ยนเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ที่จะหันไปหาชัยชนะอื่นในทางยุทธศาสตร์มาทดแทนในส่วนที่สูญเสียไป

หลังจากกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ประสบความสำเร็จในการทำสงครามเพื่อผลักดันกำลังรบของกองทัพพม่าออกไปจากพื้นที่ภาคเหนือของประเทศแล้ว สถานการณ์สงครามขยับตัวลงใต้ตามแนวตะเข็บชายแดนไทยอย่างชัดเจน และกลายเป็น “ความท้าทายทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญทั้งต่อรัฐบาลไทยและรัฐบาลทหารเมียนมา อันเป็นผลของพลวัตทางการเมืองและการทหารที่ถูกขับเคลื่อนควบคู่กันไป

ด้วยชัยชนะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการสู้รบในหลายพื้นที่ หรือที่อาจกล่าวในภาพรวมได้ว่า รัฐบาลทหารและกองทัพเมียนมากำลังตกอยู่ในภาวะ “ถดถอยทางยุทธศาสตร์” อย่างต่อเนื่องเช่นกัน และจะสามารถพลิกฟื้นให้สถานะของ “ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์” กลับคืนมาได้จริงเพียงใด

 

การรุกทางยุทธศาสตร์

ในสถานการณ์ปัจจุบัน การถดถอยทางยุทธศาสตร์เกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากการสูญเสียเมืองหลักที่มีความสำคัญทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจเช่นในกรณีของ “เมืองเมียวดี”…

ถ้าเช่นนั้น เป็นไปได้ไหมว่าการเข้าควบคุมเมืองเมียวดีของกองกำลังกะเหรี่ยงจะเป็น “จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์” เพราะในการสงครามระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ เมียวดียังไม่เคยถูกเปลี่ยนมือไปจากการควบคุมจากฝ่ายรัฐบาลแต่อย่างใด

การสูญเสียเมืองทางพื้นที่ในภาคเหนืออาจจะไม่ได้มีนัยสำคัญเท่ากับการเสียเมียวดี

ดังจะเห็นได้ในช่วงประมาณสงกรานต์ว่า กองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเข้าควบคุมตัวเมือง และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์คือ การชักธงชาติกะเหรี่ยงเหนือเมืองเมียวดี ซึ่งเมืองนี้เคยเป็นฐานที่มั่นหลักของกองทัพรัฐบาล อันมีนัยทางยุทธศาสตร์ในอีกด้านว่า ตลอดแนวลุ่มน้ำสาละวินนั้น อำนาจรัฐกำลังถูก “เปลี่ยนมือ” จากพื้นที่ที่เคยอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร กลายเป็นพื้นที่ของฝ่ายชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มต่างๆ

การเปลี่ยน “ภูมิทัศน์” ทางการเมืองของลุ่มน้ำสาละวิน ย่อมมีผลกระทบทางยุทธศาสตร์ทั้งต่อรัฐบาลทหารที่เนปิดอว์ และรัฐบาลพลเรือนที่กรุงเทพฯ อีกทั้งยังเป็นความท้าทายต่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

อันอาจกล่าวได้ว่า เรากำลังเห็น “ภูมิทัศน์การเมืองใหม่” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเข้าควบคุมเมืองเมียวดีเท่านั้น หากแต่เป็นพื้นที่ใหม่ทางการเมืองตลอดแนวลุ่มน้ำสาละวินที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลางในแบบเดิม

ซึ่งถ้าความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างถาวรแล้ว รัฐบาลกรุงเทพฯ อาจต้องพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ในบริบทยุทธศาสตร์มากขึ้น

สำหรับรัฐบาลทหารแล้ว การเปลี่ยนภูมิทัศน์เช่นนี้มีทางแก้ไขได้ประการเดียวคือ การส่งกำลังรบเพื่อยึดเมียวดีกลับคืนให้ได้ หรือคำถามสำคัญในทางยุทธศาสตร์ทหารคือ “การรุกกลับทางทหาร” ของกองทัพเมียนมาจะประสบความสำเร็จจริงเพียงใด

เพราะหากการรุกตอบโต้กลับไม่ประสบความสำเร็จได้จริงแล้ว ก็ย่อมส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของอำนาจทางการเมืองในการควบคุมพื้นที่นี้ อันเท่ากับมีนัยในระยะยาวว่า พื้นที่ดังกล่าวจะหลุดจากการควบคุมของรัฐบาลกลาง

 

พลวัตสงคราม

ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามในทางยุทธการต่อมาว่า ความต้องการในยุทธศาสตร์ทหารที่จะรุกตอบโต้เอาเมียวดีกลับคืนมานั้น เป็นความจริงในทางปฏิบัติเพียงใด เนื่องจากกองทัพเมียนมาอิดโรยจากการรบอย่างมาก และเกิดภาวะเสียขวัญกำลังใจอย่างมาก จากความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ตลอดรวมถึงการที่ผู้นำทหารระดับสูงถูกโจมตีด้วยโดรน หรือการโจมตีโรงเรียนนายร้อย ส่งผลให้ทหารเกิดความกลัวไม่อยากรบ และเกิดการหนีทหารเป็นจำนวนมาก

แต่ในอีกด้านของปัญหาในยุทธศาสตร์ทหารคือ กองทัพรัฐบาลอาจจะยังคงมีกำลังอย่างมากพอที่จะทำการรบต่อ แต่ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า กำลังพลจริงในกองทัพเหลือเพียงใด… กองพลหมายเลขต่างๆ ที่กล่าวถึง จนลงมาถึงระดับกองพันนั้น มีกำลังเหลืออยู่จริงเพียงใดที่จะสามารถเปิดการรุกกลับได้

กระนั้น ผู้นำทหารในระดับสูงยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะทำการรบต่อ และไม่มีท่าทีที่จะยอมเปิดการเจรจาเพื่อยุติสงครามแต่อย่างใด

ภาวะเช่นนี้ ทำให้ความต้องการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทหารเมียนมาที่จะ “พลิกเกม” ชิงเอาเมียวดีคืน พร้อมกับกระชับอำนาจรัฐทหารตลอดแนวลำน้ำสาละวินในปัจจุบันนั้น อาจจะไม่ง่ายเท่าใดนัก และกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงอยู่ในสถานะที่ไม่มีทางเลือกที่จะต้อง “ยัน” การเข้าตีของข้าศึกที่เมียวดีให้ได้

เพราะหากกองกำลังกะเหรี่ยงสูญเสียเมียวดีแล้ว โอกาสที่จะยึดกลับคืนมาย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เนื่องจากกองทัพประจำการของรัฐบาลยังคงมีความได้เปรียบในเชิงปริมาณทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์

สงครามชิงเมียวดีครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมากด้วย

 

ภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ของสงครามเหนือลุ่มน้ำสาละวินย่อมมีนัยทางยุทธศาสตร์โดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในมิติด้านความมั่นคง เพราะเป็นพื้นที่ของ “ยุทธศาสตร์แนวกันชน” แต่เดิม ที่รัฐบาลและกองทัพไทยในยุคหนึ่งถือเป็นแนวนโยบายหลัก อันส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

แต่นโยบายนี้ถูกทิ้งไปตั้งแต่ช่วงปลายของสงครามเย็น ด้วยการที่รัฐบาลกรุงเทพฯ มองว่าทิศทางไทยจะถือเอารัฐบาลทหารเป็นจุดหลักของนโยบายเท่านั้น และไม่ใส่ใจกับความสัมพันธ์แบบเก่าที่มีการเชื่อมต่อกับกลุ่มชาติพันธุ์

ความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ใหม่เช่นนี้ เป็น “เสียงนาฬิกาปลุก” ที่ผู้นำรัฐไทยในระดับสำคัญและส่วนงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ต้องเตรียมพิจารณา “ยุทธศาสตร์ไทย” ต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมืองและความมั่นคงในเมียนมา เพราะสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปจากความคุ้นเคยในแบบเดิมของผู้นำไทยอย่างสิ้นเชิง

ไม่ว่าสงครามครั้งนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร ผู้นำไทยควรจะต้อง “คิดใหม่” ให้ทันกับ “สถานการณ์ใหม่” ด้วย

ชุดกระบวนทัศน์เก่าทางยุทธศาสตร์ของผู้นำไทยอาจจะต้องนำมาพิจารณาทบทวนอย่างจริงจัง และจะต้องไม่ใช่การสร้างยุทธศาสตร์ในแบบของผู้นำทหารหลังรัฐประหาร 2557 ทำขึ้นภายใต้แนวคิด “ยุทธศาสตร์ 20 ปี” เพราะยุทธศาสตร์ฉบับนั้น สิ้นสลายไปหมดแล้วนับตั้งแต่เจอกับปัญหาการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 และยิ่งต้องเผชิญกับภูมิทัศน์ทางการเมืองของยุค “สงครามเย็นใหม่” และการมาของสงครามการเมืองเมียนมา ที่กำลังสร้าง “วิกฤตมนุษยธรรม” ชุดใหญ่ในภูมิภาคด้วยแล้ว

การสร้าง “ยุทธศาสตร์ใหม่” ของไทยต่อสถานการณ์การเมืองและสงครามในเมียนมา เป็นสิ่งที่จะต้องเร่งกระทำ

 

ความท้าทาย

ภายใต้สถานการณ์ที่มีความผันแปรจากเงื่อนไขสงครามในประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยแล้ว การจัดวาง “ยุทธศาสตร์ไทย” เป็นหัวข้อสำคัญที่ผู้มีอำนาจของรัฐไทยควรจะต้องนำมาพิจารณาด้วยความใคร่ครวญ เพราะไม่ใช่เพียงการเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดจากการเข้ามาของผู้หลบภัยสงครามเท่านั้น หากยังต้องพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะมีผลกระทบในทางการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว และมีปัญหาการขยายอิทธิพลของกลุ่ม “จีนเทา” ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นโจทย์ความมั่นคงอีกส่วนที่ท้าทายรัฐบาลไทย และกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นเจ้าของพื้นที่อย่างมากว่า กลุ่มอำนาจรัฐกะเหรี่ยงจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร เพราะกองกำลังของกลุ่มนี้บางส่วนก็คือ “ผู้ปกป้องธุรกิจเทา” ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของผู้นำทหารเมียนมาและผู้นำชาติพันธุ์

ฉะนั้น คงต้องยอมรับว่ากลุ่มอิทธิพลที่สำคัญในเรื่องนี้คือ “กลุ่มผลประโยชน์สีเทา” ที่อยู่ทั้งในฝั่งไทยและฝั่งเมียนมา ซึ่งตัวแสดงเช่นนี้เป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะผลประโยชน์จาก “ธุรกิจเทา” มีจำนวนมหาศาล ที่สามารถแบ่งปันให้แก่กลุ่มอำนาจในการเมืองไทยได้หลายฝ่าย จนเป็นตัวละครสำคัญที่ไม่เปิดเผยในสงครามเมียวดี และเป็นตัวละครสำคัญที่เราแทบไม่เห็นอย่างเปิดเผยในนโยบายไทยต่อเมียนมาเลย

อย่างไรก็ตามในภาพรวมนั้น สงครามและภูมิทัศน์ใหม่เหนือลุ่มน้ำสาละวินคือ คำตอบในตัวเองที่บอกแก่เราว่าถึงเวลาแล้ว ที่รัฐไทยจะต้องคิดเรื่องนี้ด้วยกระบวนทัศน์ทางยุทธศาสตร์ใหม่…

หลักการทางยุทธศาสตร์มีคำตอบประการเดียวว่า ภูมิทัศน์ใหม่ไม่สามารถตอบได้ด้วยยุทธศาสตร์เก่า

ดังนั้น การสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ของรัฐไทยต่อความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การเมืองในเมียนมา จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญทั้งปัจจุบันและอนาคต!

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

DPU ปักธงผู้นำ Future Medicine – Wellness & Longevity Education ปั้นกำลังคนสุขภาพแห่งอนาคต ดันไทยสู่Wellness Hubเอเชีย งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026
สืบวังทองหลาง ไหวพริบเด็ด! เจอ “พอตเค” คาเอว ขยายผลรวบคู่แฟนคาคอนโด ยึดไอซ์ 1 กิโลฯ พร้อมหัวพอตเคกว่า 1,000 ชิ้น เตรียมขาย
พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ดึงของดี 7 อำเภอสร้างจุดขาย
ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’