
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
ความท้าทายต่อยุทธศาสตร์ไทย!
ปัญหาสงครามเหนือลุ่มน้ำสาละวิน
“จุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์มักจะถูกกำหนดด้วยหมุดหมายของการรบที่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปคาดหวังว่า การคิดเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกในอนาคต”
Lawrence Freedman
The Future of War (2018)
คงต้องยอมรับว่า เรากำลังเห็นการยกระดับของสงครามกลางเมืองในเมียนมาอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีด้วยโดรน จนกลายเป็น “สงครามโดรน” ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนการที่กองกำลังของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลบุกเข้ายึดเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และการสูญเสียเมืองหลายเมืองในช่วงที่ผ่านมา จนกำลังเป็นการส่งสัญญาณถึงภาวะ “การถดถอยทางยุทธศาสตร์” (strategic retreat) ของฝ่ายรัฐบาลทหาร ทั้งเห็นถึงความพยายามที่จะเปิดการรุกกลับ (counteroffensive) ของกองทัพรัฐบาลในการตอบโต้กับชัยชนะของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
สำหรับรัฐบาลทหารนั้น การถดถอยทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ มีผลโดยตรงต่อ “การเปลี่ยนผ่านของอำนาจ” (power shift) ที่การควบคุมเมืองหรือพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพฝ่ายรัฐบาล แต่วันนี้ กลับเป็นเมืองของฝ่ายต่อต้าน
ซึ่ง “การเปลี่ยนอำนาจการควบคุม” ของเมืองหรือพื้นที่จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการยึดเมืองเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะทางทหาร และเป็นตัวแทนที่ชัดเจนถึงการได้มาซึ่งอำนาจรัฐอย่างชัดเจน…
สงครามในยุคโบราณหรือสงครามสมัยใหม่ไม่ได้แตกต่างกัน ภาพสะท้อนจากสงครามยูเครนตอบคำถามได้ไม่แตกต่างกัน
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามในยุคเก่าหรือในยุคปัจจุบัน การยึดเมืองหลักยังคงมีความสำคัญของการสร้างภาพที่จะใช้ในการโฆษณาทางการเมือง
ในทางกลับกัน การสูญเสียเมืองหลักคือสัญญาณของความพ่ายแพ้ เป็นแต่เพียงความพ่ายแพ้ดังกล่าวจะเป็นประเด็นในทางยุทธศาสตร์ หรือยุทธวิธี เท่านั้นเอง…
ถ้าเป็นในระดับทางยุทธศาสตร์ ความพ่ายแพ้นี้จะตามมาด้วยความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง แต่หากเป็นในระดับทางยุทธวิธีแล้ว ฝ่ายที่เสียเมืองอาจจะชิงเอาเมืองดังกล่าวกลับคืนมา หรือโดยนัยคือ เกิดการปรับเปลี่ยนเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ที่จะหันไปหาชัยชนะอื่นในทางยุทธศาสตร์มาทดแทนในส่วนที่สูญเสียไป
หลังจากกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ประสบความสำเร็จในการทำสงครามเพื่อผลักดันกำลังรบของกองทัพพม่าออกไปจากพื้นที่ภาคเหนือของประเทศแล้ว สถานการณ์สงครามขยับตัวลงใต้ตามแนวตะเข็บชายแดนไทยอย่างชัดเจน และกลายเป็น “ความท้าทายทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญทั้งต่อรัฐบาลไทยและรัฐบาลทหารเมียนมา อันเป็นผลของพลวัตทางการเมืองและการทหารที่ถูกขับเคลื่อนควบคู่กันไป
ด้วยชัยชนะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการสู้รบในหลายพื้นที่ หรือที่อาจกล่าวในภาพรวมได้ว่า รัฐบาลทหารและกองทัพเมียนมากำลังตกอยู่ในภาวะ “ถดถอยทางยุทธศาสตร์” อย่างต่อเนื่องเช่นกัน และจะสามารถพลิกฟื้นให้สถานะของ “ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์” กลับคืนมาได้จริงเพียงใด
การรุกทางยุทธศาสตร์
ในสถานการณ์ปัจจุบัน การถดถอยทางยุทธศาสตร์เกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากการสูญเสียเมืองหลักที่มีความสำคัญทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจเช่นในกรณีของ “เมืองเมียวดี”…
ถ้าเช่นนั้น เป็นไปได้ไหมว่าการเข้าควบคุมเมืองเมียวดีของกองกำลังกะเหรี่ยงจะเป็น “จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์” เพราะในการสงครามระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ เมียวดียังไม่เคยถูกเปลี่ยนมือไปจากการควบคุมจากฝ่ายรัฐบาลแต่อย่างใด
การสูญเสียเมืองทางพื้นที่ในภาคเหนืออาจจะไม่ได้มีนัยสำคัญเท่ากับการเสียเมียวดี
ดังจะเห็นได้ในช่วงประมาณสงกรานต์ว่า กองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเข้าควบคุมตัวเมือง และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์คือ การชักธงชาติกะเหรี่ยงเหนือเมืองเมียวดี ซึ่งเมืองนี้เคยเป็นฐานที่มั่นหลักของกองทัพรัฐบาล อันมีนัยทางยุทธศาสตร์ในอีกด้านว่า ตลอดแนวลุ่มน้ำสาละวินนั้น อำนาจรัฐกำลังถูก “เปลี่ยนมือ” จากพื้นที่ที่เคยอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร กลายเป็นพื้นที่ของฝ่ายชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มต่างๆ
การเปลี่ยน “ภูมิทัศน์” ทางการเมืองของลุ่มน้ำสาละวิน ย่อมมีผลกระทบทางยุทธศาสตร์ทั้งต่อรัฐบาลทหารที่เนปิดอว์ และรัฐบาลพลเรือนที่กรุงเทพฯ อีกทั้งยังเป็นความท้าทายต่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย
อันอาจกล่าวได้ว่า เรากำลังเห็น “ภูมิทัศน์การเมืองใหม่” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเข้าควบคุมเมืองเมียวดีเท่านั้น หากแต่เป็นพื้นที่ใหม่ทางการเมืองตลอดแนวลุ่มน้ำสาละวินที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลางในแบบเดิม
ซึ่งถ้าความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างถาวรแล้ว รัฐบาลกรุงเทพฯ อาจต้องพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ในบริบทยุทธศาสตร์มากขึ้น
สำหรับรัฐบาลทหารแล้ว การเปลี่ยนภูมิทัศน์เช่นนี้มีทางแก้ไขได้ประการเดียวคือ การส่งกำลังรบเพื่อยึดเมียวดีกลับคืนให้ได้ หรือคำถามสำคัญในทางยุทธศาสตร์ทหารคือ “การรุกกลับทางทหาร” ของกองทัพเมียนมาจะประสบความสำเร็จจริงเพียงใด
เพราะหากการรุกตอบโต้กลับไม่ประสบความสำเร็จได้จริงแล้ว ก็ย่อมส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของอำนาจทางการเมืองในการควบคุมพื้นที่นี้ อันเท่ากับมีนัยในระยะยาวว่า พื้นที่ดังกล่าวจะหลุดจากการควบคุมของรัฐบาลกลาง
พลวัตสงคราม
ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามในทางยุทธการต่อมาว่า ความต้องการในยุทธศาสตร์ทหารที่จะรุกตอบโต้เอาเมียวดีกลับคืนมานั้น เป็นความจริงในทางปฏิบัติเพียงใด เนื่องจากกองทัพเมียนมาอิดโรยจากการรบอย่างมาก และเกิดภาวะเสียขวัญกำลังใจอย่างมาก จากความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ตลอดรวมถึงการที่ผู้นำทหารระดับสูงถูกโจมตีด้วยโดรน หรือการโจมตีโรงเรียนนายร้อย ส่งผลให้ทหารเกิดความกลัวไม่อยากรบ และเกิดการหนีทหารเป็นจำนวนมาก
แต่ในอีกด้านของปัญหาในยุทธศาสตร์ทหารคือ กองทัพรัฐบาลอาจจะยังคงมีกำลังอย่างมากพอที่จะทำการรบต่อ แต่ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า กำลังพลจริงในกองทัพเหลือเพียงใด… กองพลหมายเลขต่างๆ ที่กล่าวถึง จนลงมาถึงระดับกองพันนั้น มีกำลังเหลืออยู่จริงเพียงใดที่จะสามารถเปิดการรุกกลับได้
กระนั้น ผู้นำทหารในระดับสูงยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะทำการรบต่อ และไม่มีท่าทีที่จะยอมเปิดการเจรจาเพื่อยุติสงครามแต่อย่างใด
ภาวะเช่นนี้ ทำให้ความต้องการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทหารเมียนมาที่จะ “พลิกเกม” ชิงเอาเมียวดีคืน พร้อมกับกระชับอำนาจรัฐทหารตลอดแนวลำน้ำสาละวินในปัจจุบันนั้น อาจจะไม่ง่ายเท่าใดนัก และกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงอยู่ในสถานะที่ไม่มีทางเลือกที่จะต้อง “ยัน” การเข้าตีของข้าศึกที่เมียวดีให้ได้
เพราะหากกองกำลังกะเหรี่ยงสูญเสียเมียวดีแล้ว โอกาสที่จะยึดกลับคืนมาย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เนื่องจากกองทัพประจำการของรัฐบาลยังคงมีความได้เปรียบในเชิงปริมาณทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์
สงครามชิงเมียวดีครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมากด้วย
ภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ของสงครามเหนือลุ่มน้ำสาละวินย่อมมีนัยทางยุทธศาสตร์โดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในมิติด้านความมั่นคง เพราะเป็นพื้นที่ของ “ยุทธศาสตร์แนวกันชน” แต่เดิม ที่รัฐบาลและกองทัพไทยในยุคหนึ่งถือเป็นแนวนโยบายหลัก อันส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
แต่นโยบายนี้ถูกทิ้งไปตั้งแต่ช่วงปลายของสงครามเย็น ด้วยการที่รัฐบาลกรุงเทพฯ มองว่าทิศทางไทยจะถือเอารัฐบาลทหารเป็นจุดหลักของนโยบายเท่านั้น และไม่ใส่ใจกับความสัมพันธ์แบบเก่าที่มีการเชื่อมต่อกับกลุ่มชาติพันธุ์
ความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ใหม่เช่นนี้ เป็น “เสียงนาฬิกาปลุก” ที่ผู้นำรัฐไทยในระดับสำคัญและส่วนงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ต้องเตรียมพิจารณา “ยุทธศาสตร์ไทย” ต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมืองและความมั่นคงในเมียนมา เพราะสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปจากความคุ้นเคยในแบบเดิมของผู้นำไทยอย่างสิ้นเชิง
ไม่ว่าสงครามครั้งนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร ผู้นำไทยควรจะต้อง “คิดใหม่” ให้ทันกับ “สถานการณ์ใหม่” ด้วย
ชุดกระบวนทัศน์เก่าทางยุทธศาสตร์ของผู้นำไทยอาจจะต้องนำมาพิจารณาทบทวนอย่างจริงจัง และจะต้องไม่ใช่การสร้างยุทธศาสตร์ในแบบของผู้นำทหารหลังรัฐประหาร 2557 ทำขึ้นภายใต้แนวคิด “ยุทธศาสตร์ 20 ปี” เพราะยุทธศาสตร์ฉบับนั้น สิ้นสลายไปหมดแล้วนับตั้งแต่เจอกับปัญหาการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 และยิ่งต้องเผชิญกับภูมิทัศน์ทางการเมืองของยุค “สงครามเย็นใหม่” และการมาของสงครามการเมืองเมียนมา ที่กำลังสร้าง “วิกฤตมนุษยธรรม” ชุดใหญ่ในภูมิภาคด้วยแล้ว
การสร้าง “ยุทธศาสตร์ใหม่” ของไทยต่อสถานการณ์การเมืองและสงครามในเมียนมา เป็นสิ่งที่จะต้องเร่งกระทำ
ความท้าทาย
ภายใต้สถานการณ์ที่มีความผันแปรจากเงื่อนไขสงครามในประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยแล้ว การจัดวาง “ยุทธศาสตร์ไทย” เป็นหัวข้อสำคัญที่ผู้มีอำนาจของรัฐไทยควรจะต้องนำมาพิจารณาด้วยความใคร่ครวญ เพราะไม่ใช่เพียงการเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดจากการเข้ามาของผู้หลบภัยสงครามเท่านั้น หากยังต้องพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะมีผลกระทบในทางการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว และมีปัญหาการขยายอิทธิพลของกลุ่ม “จีนเทา” ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นโจทย์ความมั่นคงอีกส่วนที่ท้าทายรัฐบาลไทย และกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นเจ้าของพื้นที่อย่างมากว่า กลุ่มอำนาจรัฐกะเหรี่ยงจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร เพราะกองกำลังของกลุ่มนี้บางส่วนก็คือ “ผู้ปกป้องธุรกิจเทา” ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของผู้นำทหารเมียนมาและผู้นำชาติพันธุ์
ฉะนั้น คงต้องยอมรับว่ากลุ่มอิทธิพลที่สำคัญในเรื่องนี้คือ “กลุ่มผลประโยชน์สีเทา” ที่อยู่ทั้งในฝั่งไทยและฝั่งเมียนมา ซึ่งตัวแสดงเช่นนี้เป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะผลประโยชน์จาก “ธุรกิจเทา” มีจำนวนมหาศาล ที่สามารถแบ่งปันให้แก่กลุ่มอำนาจในการเมืองไทยได้หลายฝ่าย จนเป็นตัวละครสำคัญที่ไม่เปิดเผยในสงครามเมียวดี และเป็นตัวละครสำคัญที่เราแทบไม่เห็นอย่างเปิดเผยในนโยบายไทยต่อเมียนมาเลย
อย่างไรก็ตามในภาพรวมนั้น สงครามและภูมิทัศน์ใหม่เหนือลุ่มน้ำสาละวินคือ คำตอบในตัวเองที่บอกแก่เราว่าถึงเวลาแล้ว ที่รัฐไทยจะต้องคิดเรื่องนี้ด้วยกระบวนทัศน์ทางยุทธศาสตร์ใหม่…
หลักการทางยุทธศาสตร์มีคำตอบประการเดียวว่า ภูมิทัศน์ใหม่ไม่สามารถตอบได้ด้วยยุทธศาสตร์เก่า
ดังนั้น การสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ของรัฐไทยต่อความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การเมืองในเมียนมา จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญทั้งปัจจุบันและอนาคต!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
