
ปฏิบัติการยกพลขึ้นบกที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การทหารที่สำคัญในเวทีโลก คงได้แก่ การยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 (พศ. 2497) หรือที่เรียกกันว่าวัน “ดี เดย์” (D Day) และคนไทยมักเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “วันเผด็จศึก” อันอาจเป็นผลมาจากชื่อของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวที่เข้ามาฉายในประเทศไทย
เหตุการณ์ที่นอร์มังดีดินทางมาครบรอบ 80 ปีในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเวลาที่สถานการณ์โลกกำลังทวีความเข้มข้นอย่างมาก ฉะนั้น จึงน่าสนใจที่จะรอฟังสุนทรพจน์ของผู้นำรัฐมหาอำนาจในครั้งนี้
ความสำเร็จของการยกพลขึ้นสู่ชายหาดนอร์มังดีนั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากความสำเร็จครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการถดถอยของกองทัพนาซีในสนามรบของยุโรป
คนในยุคปัจจุบัน อาจจะนึกไม่ออกถึงความยิ่งใหญ่ของปฏิบัติการทางทหารในวันนั้นเมื่อ 80 ปีที่แล้ว … แต่อยากให้ท่านลองจินตนาการว่า พื้นที่แนวชายหาดของฝรั่งเศสที่เมืองนอร์มังดีนั้น มีทหารสัมพันธมิตรจากชาติต่างๆ จำนวน 150,000 คนขึ้นสู่หัวหาดที่นี่ และหน้าชายหาดดังกล่าวมีเรือรบในรูปแบบต่างๆ ประมาณ 5,000 ลำลอยอยู่
ในพื้นที่อีกด้านที่เป็นส่วนต่อของชายหาดนั้น มีทหารพลร่มและกำลังพลส่งทางอากาศที่มากับเครื่องร่อนกำลังพาตัวเองลงสู่พื้นที่เป้าหมายอีกประมาณ 23,000 นาย
ปฏิบัติการส่งทางอากาศของทหารอังกฤษที่เกิดหลังเที่ยงคืนเศษของวันที่ 6 มิถุนายน เป็นจุดเริ่มต้น และตามมาด้วยหน่วยพลร่มอเมริกันลงสู่พื้นดินในตอนดึก และในเช้าตรู่ของวันดังกล่าว กำลังหลักที่เดินทางมาจากอังกฤษแสนกว่านายก็เปิดปฏิบัติการยกพลขึ้นบก แม้จะมีการต่อต้านจากกองทัพนาซี แต่ก็ไม่สามารถยันการยกพลขึ้นบกในครั้งนี้ได้ และในวันที่ 7 มิถุนายน กองทัพสัมพันธมิตรก็สามารถควบคุมหัวหาดได้ทั้งหมด โอกาสที่กองทัพของฮิตเลอร์จะต้านทานจนกองทัพสัมพันธมิตรต้องถอยออกไปจากชายหาดนี้ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แล้ว
ความสำเร็จเช่นนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดการรุกทางทหารโดยตรงต่อกองทัพนาซีใน “แนวรบด้านตะวันตก” เพราะสำหรับทางด้านยุโรปตะวันออกนั้น กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตได้เปิดการรุกต่อกองทัพนาซีมาตั้งแต่ปี 1943 และเห็นการถอยร่นของกองทัพนาซีใน “แนวรบด้านตะวันออก” มาแล้ว … จากปี 1943 ในสมรภูมิรัสเซีย ต่อเนื่องสู่ปี 1944 ในสมรภูมิชายหาดที่ฝรั่งเศส ล้วนเป็นสัญญาณแพ้ของกองทัพนาซี
คงต้องยอมรับถึงความสำเร็จที่น่าประทับใจของวัน “ดี เดย์” และเหตุการณ์นี้ได้ถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแน่นอนว่า การเป็นหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์โลก ย่อมทำให้เกิดการผูกโยงเหตุการณ์นี้ด้วยการสร้างเป็น “เรื่องเล่า” เข้ากับการเมืองโลก
ถ้าเช่นนั้นแล้ว เรื่องเล่าของวัน “ดี เดย์” จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองโลกอย่างไร … และยิ่งในปีที่ 80 ที่การแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่มีความเข้มข้นอย่างมาก และยุโรปกำลังเผชิญกับสงครามยูเครนนั้น การยกพลที่ชายหาดนอร์มังดีจะมีส่วนในการประกอบสร้างเรื่องเล่าของยุคสมัยอย่างไร
แต่เรื่องเล่าของชัยชนะที่นอร์มังดีที่เรามักได้ยินเสมอก็คือ ความร่วมมือและความมุ่งมั่นของฝ่ายสัมพันธมิตรในการเอาชนะระบอบเผด็จการนาซี และมีความหมายเป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยต่อฝ่ายเผด็จการ เรื่องนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการร่วมมือของพันธมิตรตะวันตก ที่จะมีนัยโดยตรงต่ออนาคตของการต่อสู้กับโซเวียตทั้งในบริบทของการเมืองยุโรปและการเมืองโลกในยุคหลังสงคราม
เนื่องจากการรำลึกถึงการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีในแต่ละปีนั้น มีการเมืองโลกที่เป็นการแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่เป็นภาพจริงที่ “ทับซ้อน” อยู่กับการฉลองชัยของเหตุการณ์นี้ ดังจะเห็นได้ว่า ผู้นำของโลกตะวันตกในแต่ละปีมักจะกล่าวเน้นย้ำถึง “การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ” หรืออีกนัยหนึ่งการรำลึกวันดี เดย์ ถูกใช้เป็นเครื่องมือของการเน้นย้ำถึงคุณค่าในเรื่องของเสรีภาพ ประชาธิปไตย และยังตามมาด้วยการเน้นถึงเอกภาพของฝ่ายสัมพันธมิตรในการเอาชนะนาซี อันมีนัยถึงเอกภาพในการต่อสู้กับสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น
อย่างไรก็ตาม คำกล่าวเพื่อรำลึกถึงวันดี เดย์ ของผู้นำสหรัฐ มักถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อบ่งชี้ถึงทิศทางใน 2 ส่วนหลัก คือ 1) การแข่งขันระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียต และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับชาติพันธมิตรในยุโรป โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐกับเนโต้
ตัวอย่างที่ขัดเจนคือ สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีเรแกน ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่ดีที่สุดของวันดี เดย์ ได้กล่าวโยงจากการต่อสู้กับนาซี เพื่อชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามของโซเวียตที่เกิดกับยุโรป และยืนยันถึงพันธกรณีในการป้องกันยุโรปของสหรัฐด้วยวลีที่ชัดเจนในทางความมั่นคงว่า “เราอยู่กับพวกท่านในวันนั้น และเราอยู่กับพวกท่านในวันนี้” … ผู้นำสหรัฐในยุคสงครามเย็นยืนยันชัดเจนในการเป็นพันธมิตรกับยุโรปในการต่อสู้กับโซเวียต
ความท้าทายในปีที่ 80 ของวันดี เดย์ มีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามยูเครน อันส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและยุโรปกับรัสเซียมีรอยร้าวมากขึ้น ไม่ต่างจากยุคสงครามเย็น ขณะเดียวกัน ผู้นำรัสเซียก็ประกอบสร้างเรื่องเล่าของชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้ทำสงครามกับยูเครน
แต่ความท้าทายเฉพาะหน้าต้องจับตาดูสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีไบเดนว่าจะนำเสนอทิศทาง 2 ประการอย่างไร และท้าทายตอนปลายปีว่า ใครจะชนะเลือกตั้งอเมริกัน … ถ้าทรัมป์กลับมาเป็นประธานาธิบดีแล้ว สหรัฐจะนำเสนออะไรในปีที่ 81 ของวันดี เดย์ เขาจะยอมรับพันธกรณีในการสู้กับภัยคุกคามของรัสเซียหรือไม่ !
