
Uglies เป็นหนังของเน็ตฟลิกซ์ที่สร้างจากนวนิยายสำหรับวัยรุ่นที่เขียนโดย สก็อตต์ เวสเตอร์เฟลด์ เมื่อ ค.ศ.2005
เรื่องราวเนื้อหาว่าด้วยสังคมดิสโทเปีย หรือสังคมที่ไม่น่าอภิรมย์ หรือสังคมอันน่าหวาดวิตก ในจินตนาการเพ้อฝันถึงโลกอนาคต
จะว่าไปแล้ว หนังหรือนิยายวัยรุ่นในทำนองเดียวกันนี้เดินแถวดาหน้าเข้ามาให้ดูให้อ่านหลายเรื่องหลายชุดหลายตอน โดยเฉพาะมักจะออกมาในลักษณะยืดยาวของมหากาพย์ไตรภาค หรือจตุภาค หรือพหุภาค
ที่โดดเด่น ก็มี The Hunger Games, Divergent, The Maze Runner เป็นอาทิ
ทั้งหมดนี้วาดภาพของการผจญภัยของเด็กหนุ่มเด็กสาวในโลกดิสโทเปียในแง่มุมต่างๆ โดยมักจะมีนางเอกเป็นตัวเดินเรื่อง เนื่องจากจำนวนผู้อ่านนวนิยายรุ่นกระทงที่เรียกว่า YA หรือ Young Adults มักจะเป็นเด็กสาวมากกว่าเด็กหนุ่ม
ผู้เขียนเองนั้น สมัยที่ยังอ่านหนังสือเป็นอาจิณและกิจวัตร ก็พลอยได้อ่านนวนิยายทั้งสามชุดข้างต้น ตามหลังหรือระหว่างการดูหนังพหุภาคแต่ละชุดไปด้วย
แต่ต้องบอกเสียก่อนว่าสำหรับ Uglies นี้ไม่ได้อ่านนิยายมาก่อน และคงไม่ติดใจจนคิดจะหามาอ่านในโอกาสต่อไปด้วยเสียละมาก เนื่องเพราะสมมุติฐานของเรื่องดูเพ้อเจ้อไร้แก่นสารเกินรสนิยมไปมาก

ภูมิหลังที่กำหนดไว้เป็นท้องเรื่อง เกริ่นเล่าถึงโลกอนาคต ณ ที่ซึ่งมนุษยชาติได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นคิดโดยไม่บันยะบันยัง จนโลกเสียศูนย์ขาดสมดุล จนนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ให้แก่โลกด้วยการปลูกกล้วยไม้ขาวด้วยกรรมวิธีตกแต่งพันธุกรรม (GMO) เป็นทิวทุ่งงดงามขาวโพลนกระจ่างตารายล้อมมหานครอันไฮเทค
ก่อนหน้านั้น โลกแตกแยกทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยความแตกต่างของความเชื่อ ชนชั้น เชื้อชาติ ผิวพรรณ จนถึงขั้นวิกฤตแบบกลียุค
ดังนั้น เพื่อสร้าง “ความเสมอภาค” โดยถ้วนหน้าด้วยความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันสำหรับคนในสังคม เมื่อถึงวัย 16 ปี เด็กหนุ่มเด็กสาวทุกคนจะได้รับการทำศัลยกรรมความงามเพื่อกลายเป็น “พริตตี้” ที่จะก้าวออกไปใช้ชีวิตอันกลมกลืนในสังคมนาครที่เต็มไปด้วยแสงสี
พวกที่รอจะเป็น “พริตตี้” ถูกเรียกว่าพวก “อักลี่” และตั้งตารอคอยวันเวลาที่จะก้าวเข้าสู่ความงามของรูปลักษณ์ในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบทุกประการ
ความงามเท่าเทียมถ้วนหน้านี้ คือความเสมอภาคในสังคม
สังคมในโลกอนาคตแห่งนี้ถือความงามเป็นเครื่องขจัดความเหลื่อมล้ำและความแตกแยกให้หมดสิ้นไป
นี่เป็นไอเดียที่ตื้นเขินที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา
หรือนึกอีกทีโดยยกประโยชน์ให้แก่คนเขียนนวนิยาย นี่อาจเป็นการสะท้อนภาพหรือการวิพากษ์สังคมสมัยปัจจุบันที่ใช้ศัลยกรรมพลาสติกกันจนพร่ำเพรื่อพร่ำเพ้อ ถึงขั้นที่ว่าอีกหน่อย “คนไม่สวย” คงหาได้ยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรละกระมัง
และ “ยูโทเปีย” หรือสังคมในฝัน ณ ที่ซึ่งคนทุกคนมีโอกาสสวยบริบูรณ์ตั้งแต่หัวจรดเท้าโดยเท่าเทียมทั่วหน้ากันนี้ จะไม่มีข้อเคลือบแคลงแอบแฝงอยู่เบื้องหลังเลยทีเดียวละหรือ

เมื่อเปิดเรื่อง แทลลี่ (โจอี้ คิง) นางเอกของเรื่อง ยังเป็น “อักลี่” อยู่ (ขัดกับหน้าตาแสนสวยของโจอี้ คิง ที่ต่อให้บอกว่าจมูกเธอโตเกินไป ก็ยังสวยเกินพิกัดอยู่ดี) เธอรอคอยวันเวลาที่จะได้แปลงโฉมกลายเป็น “พริตตี้” ที่กำลังจะมาถึงในชั่วไม่กี่เดือนข้างหน้า
แทลลี่มีเพื่อนรักที่ใครๆ เข้าใจว่าเป็นแฟน คือ เพริส (เชส สโตกส์) ซึ่งอายุแก่กว่าเธอสามเดือน ทั้งสองร่วมกันสาบานด้วยรอยแผลจากการกรีดเลือดที่ฝ่ามือเพื่อเป็นประจักษ์พยานเตือนใจกันและกันว่าจะเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิทกันตลอดไป
เพริสได้โอกาสของการเป็นพริตตี้ก่อน และย้ายจากหอพักทึมๆ แห้งแล้งไปอยู่ในเมืองอันเต็มไปด้วยแสงสีของความศิวิไลซ์
แทลลี่ได้แต่เฝ้ารอวันเวลาของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตให้มาถึงในเร็ววัน ระหว่างนั้นเพริสก็เงียบหายไปโดยไม่ได้ติดต่อกลับมาตามสัญญา
รอยแผลเป็นที่ฝ่ามือของเขาน่าจะได้รับการผ่าตัดสมานเข้าด้วยกันจนไม่ทิ้งร่องรอยไว้อีกแล้ว

ระหว่างนั้นแทลลี่ได้เพื่อนใหม่วัยเดียวกันชื่อ เชย์ (บริแอนน์ จู) ผู้เปิดโลกทัศน์ให้เธอได้เห็นโลกกว้างอันไกลโพ้นไปจากมหานคร
แทลลี่ถึงกับเบิกตาอ้าปากค้างไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินเชย์บอกว่าไม่ต้องการจะได้เป็นพริตตี้ เชย์ภูมิใจในตัวตนแบบที่เป็นอักลี่ของตัวเอง
เชย์ยังเล่าถึงดินแดน “เดอะ สโม้ก” ซึ่งเป็นแดนแห่งความอิสระเสรีและใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาลำเนาไพรตามธรรมชาติ ในชุมชนของกลุ่มคนที่ถูกทางการตามล่าและหนีออกไปทำตัวเป็นขบถต่อต้านทางการอยู่ชายขอบเลยพ้นจากเขตปกครองไป
เมื่อแทลลี่ปฏิเสธที่จะหลบหนีไปยังแดนสโม้กพร้อมกัน เชย์ก็จากไปแต่ลำพัง โดยบอกว่าเธอจะไปเจอคนชื่อเดวิดซึ่งจะพาเธอไปสู่แดนในฝันตามที่เธอปรารถนาจะใช้ชีวิตอยู่
ครั้นถึงวันแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต แทลลี่กลับถูกเรียกตัวไปมอบหมายให้ไปตามตัวเชย์กลับมาก่อน โดยอ้างว่าเชย์โดนล้างสมองและถูกหลอกให้ไปอยู่ในกลุ่มคนนอกกฎหมายซึ่งเป็นพิษเป็นภัยอย่างมาก
แทลลี่จึงจำใจต้องทำตัวเป็นจารชนแทรกซึมเข้าไปในดินแดนของเหล่าขบถ และได้ค้นพบเรื่องราวเหนือความคาดคิด คาดเดา คาดหวังทั้งหลายทั้งปวง
และแล้ว ตามฟอร์มของวัยรุ่นที่กำลังก้าวเข้าสู่ “วัยขบถ” ทั้งหลาย ขบวนการต่อต้านระบบระบอบย่อมเป็นอุดมการณ์และความถูกต้องที่จะพาตัวเองออกนอกกรอบของสังคมอันมีแบบแผน

นึกถึงเรื่องวัยรุ่นขบถทีไร อดนึกถึงหนังสมัยเมื่อ 60-70 ปีที่แล้วที่มีเจมส์ ดีน เป็นพระเอก นาตาลี วู้ด เป็นนางเอก ซึ่งตั้งชื่อเรื่องได้โดนใจมาก คือ Rebel Without a Cause ทางจิตวิทยาก็ถือว่าเป็นช่วงวัยที่ต่อต้าน พยายามแหกกฎแหกกรอบ โดยปราศจากสาเหตุใดๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้น วัฒนธรรมป๊อปแบบที่วัยรุ่นจะตอบสนองคือเรื่องราวของการเป็นขบถต่อต้านข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของสังคม ซึ่งเป็นสมการของ “เสรีภาพ” หรืออิสรภาพจากการจองจำอยู่ในกรอบที่สังคมกำหนดให้
อ้อ มีอีกนิดที่นึกสะกิดใจกับชื่อของเพื่อนผู้แนะนำชักชวนและพาตัวไปอยู่กับกลุ่มขบถต่อต้านการปกครอง ไม่ทราบว่า “เชย์” ต้องการจะสะท้อนหรือชวนให้นึกถึง “เช กูวารา” หรือเปล่า คงไม่ต้องขยายความมากเรื่องเช กูวารา ผู้นำขบวนการปฏิวัติในคิวบาในแบบการใช้ชีวิตในป่าเขาลำเนาไพร นอนกลางดินกินกลางทราย และการสู้รบแบบกองโจรกัดกร่อนทำลายความแข็งแกร่งของกองทหารของรัฐบาล
“เช” กลายเป็นสัญลักษณ์หรือไอคอนของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพตราบจนถึงทุกวันนี้
หนังจบแบบเปิดปลาย โดยที่การต่อสู้ของตัวเอกยังไม่เดินไปถึงที่สุด ดูเหมือนจะเป็นเพียงภาคแรกของหนังพหุภาคตามแบบฉบับการผจญภัยของวัยรุ่นในโลกดิสโทเปีย
แต่ก็อย่างที่บอกไว้ข้างต้น คือทำได้ไม่น่าติดใจและชวนติดตาม เพราะงั้น ถึงแม้ว่าหนังอาจจะล้มเหลวจนไม่มีทุนให้สร้างภาคสองตามมา ก็จบแบบค้างคาแบบนี้ก็คงไม่นึกเสียดายอะไรนัก… •

UGLIES
กำกับการแสดง
McG
นำแสดง
Joey King
Keith Powers
Chase Stokes
Brianne Tju
Laverne Cox

ภาพยนตร์ | นพมาส แววหงส์
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
