
หากเราย้อนมองประวัติศาสตร์การจัดแสดงศิลปวัตถุของไทยในต่างประเทศ คงไม่มีครั้งใดยิ่งใหญ่และยาวนานมากไปกว่า “นิทรรศการศิลปกรรมไทย” ที่จัดร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยกับ Indiana University สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2503
ในครั้งนั้น มีจำนวนศิลปวัตถุที่ส่งไปจัดแสดงมากถึง 339 ชิ้น ใช้เวลาจัดแสดงนาน 2 ปี ตามพิพิธภัณฑ์ 8 แห่งทั่วสหรัฐ
และเมื่อจัดแสดงเสร็จ ศิลปวัตถุชุดนี้ยังถูกนำไปจัดแสดงต่อในยุโรปและเอเชียอีกหลายประเทศ ได้แก่ ฟิลิปินส์, ญี่ปุ่น, เยอรมนีตะวันตก, ฮอลแลนด์, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เบลเยียม, อิตาลี และเดนมาร์ก
โดยแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ.2508 รวมเป็นระยะนานมากถึง 6 ปี
การคัดเลือกศิลปวัตถุ ทำโดยคณะกรรมการระหว่างฝ่ายไทยโดยกรมศิลปากร ร่วมกับ Theodore Bowie จากมหาวิทยาลัยอินเดียนา, ภัณฑารักษ์ฝ่ายศิลปตะวันออกของพิพิธภัณฑ์ศิลปเมืองบอสตัน และ A. B. Griswold

พิธีเปิดนิทรรศการศิลปกรรมไทย ณ มหาวิทยาลัยอินเดียนา สหรัฐอเมริกา 9 ตุลาคม พ.ศ.2503
ที่มา : ศิลปากร 4, 4 (พฤศจิกายน 2503) : 36
หากมองอย่างผิวเผิน เราอาจเห็นว่าเป็นความร่วมมือทางวิชาการตามปกติ
แต่ความจริงนิทรรศการชุดนี้ถูกจัดขึ้นในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสหรัฐต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการทำสงคราม “การเมืองวัฒนธรรม” ใน “ยุคสงครามเย็น” โดยการสร้างความรู้มือในกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ ผ่านองค์กรการกุศลที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก “ซีไอเอ”
มองรายชื่อแต่ละประเทศที่นิทรรศการชุดนี้เดินสายไปจัดแสดงก็น่าจะมองเห็นนัยยะสำคัญบางอย่าง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นประเทศโลกเสรีและพันธมิตรในการทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์
ยิ่งหากดูรายชื่อ 4 ประเทศแรกที่นิทรรศการชุดนี้เดินทางไป คือ สหรัฐ, ฟิลิปินส์, ญี่ปุ่น และเยอรมนีตะวันตก เรายิ่งมองเห็นนัยยะของนิทรรศการชุดนี้
นอกจากนี้ พิธีเปิดในแต่ละประเทศยังถูกจัดขึ้นโดยมีผู้นำประเทศเป็นประธานเกือบทั้งหมด และคำกล่าวเปิดทุกครั้งล้วนเต็มไปด้วยนัยยะทางการเมือง
เช่น คำกล่าวเปิดของคุณ Karl Heinrich Lübke ประธานาธิบดีเยอรมนีตะวันตก เมื่อ พ.ศ.2506
คุณ Lübke กล่าวว่า เมื่อมองดูศิลปวัตถุเหล่านี้ทำให้มองเห็นจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เพื่อเอกราชของไทยที่ไม่ต่างจากคนเยอรมัน และตามมาด้วยการยกประวัติศาสตร์การปลดแอกของคนเยอรมันจากการเป็นทาสของ “มองโกล”
เช่นเดียวกับคนไทยที่ต้องต่อสู้กับการรุกรานของ “มองโกล” เมื่อราว 700 ปีก่อน และตามมาด้วยการสรุปว่า คนไทยกับคนเยอรมันนั้นมีศัตรูร่วมกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน (ปัจจุบัน ณ ตอนนั้นคือช่วงสงครามเย็น)
ซึ่งในด้านหนึ่ง คำกล่าวนี้มีนัยยะเพื่อสื่อสารถึงการเป็นพันธมิตรร่วมกันในยุคสงครามเย็นเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์นั่นเอง (ดูเพิ่มในวารสาร ศิลปากร 7, 3 (กันยายน 2506) : 93-97.)
ตามหลักฐานที่บันทึกไว้ นิทรรศการชุดนี้เกิดขึ้นจากการริเริ่มโดยตรงมาจากรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้โครงการนำศิลปวัตถุมีค่าของประเทศพันธมิตร “โลกเสรี” มาจัดนิทรรศการเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการจัดมาแล้ว 2 ครั้งที่ญี่ปุ่นและเกาหลี (ดูเพิ่มใน Christina Klein, “Cold War Cosmopolitanism: The Asia Foundation and 1950s Korean Cinema,” The Journal of Korean Studies 22, no. 2 (Fall 2017) : 286-287.)
ไทยคือประเทศที่ 3 ที่ถูกเลือก งบประมาณทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐและ Asia Foundation หรือชื่อเดิมคือ Committee For Free Asia องค์กรที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากซีไอเอเพื่อทำงานด้านการเมืองวัฒนธรรมในเอเชียยุคสงครามเย็น
ศิลปวัตถุทั้งหมดในครั้งนั้นถูกจัดสถานะให้เป็น “สมบัติทางการทูต” (diplomatic property) ระหว่างรัฐบาล การขนย้ายกระทำโดยกองเรือสหรัฐ มหาวิทยาลัยอินเดียน่ามีสถานะเป็นเพียงตัวแทนรัฐบาลสหรัฐเพื่อทำให้โครงการนี้ดูมีภาพพจน์ทางวิชาการเท่านั้น
ส่วนฝ่ายไทยมอบหมายให้ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ข้าราชการและอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นคณะกรรมการและผู้ประสานงาน
โครงการนี้ความจริงเริ่มต้นมีการพูดคุยกันมายาวนานแล้วตั้งแต่เมื่อราว พ.ศ.2499 แต่ไม่มีความคืบหน้า จนมาได้ข้อสรุปในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในกลางปี พ.ศ.2502
ตามความคิดของผม นิทรรศการชุดนี้คือสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างความรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเพื่อตอบสนองอุดมการณ์รัฐภายใต้บรรยากาศ “ยุคต้นสงครามเย็น” ที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวทศวรรษ 2490 ถึงสิ้นสุดทศวรรษที่ 2500 โดยประมาณ
(ผมเคยเขียนถึงประเด็นนี้เมื่อนานแล้ว หากสนใจ ดูเพิ่มในบทความ “งานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะยุคต้นสงครามเย็น : สำนักศิลปากรกับแนวคิดชาตินิยมสายกลาง” ในวารหน้าหน้าจั่วฯ)
บริบทสงครามเย็นเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างมากจากกลางพุทธศตวรรษที่ 25 ที่เคยเป็นรากฐานให้แก่งานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะไทยในยุคก่อนหน้า หรือที่ผมเคยนิยามเอาไว้ว่าเป็นยุคงานเขียน “ประวัติศาสตร์ศิลปะสกุลดำรงฯ-เซเดส์”
สงครามเย็นคือเงื่อนไขใหม่ที่เข้าแทนที่และเป็นแรงผลักดันใหม่ต่อการก่อร่างสร้างความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะไทยในหลายต่อหลายด้าน
เอาเข้าจริง กรอบแนวคิดและคำอธิบายประวัติศาสตร์ศิลปะไทยกระแสหลัก ณ ปัจจุบันหลายด้านคือผลผลิตที่เริ่มก่อต่อขึ้นในยุคสมัยนี้
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หากทำการสำรวจงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยที่พูดถึงงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะในช่วงนี้กลับพบว่า มีการศึกษาไม่มากนักที่ให้ความสนใจต่อบริบทสงครามเย็นในช่วงเวลาดังกล่าวที่ส่งผลต่อการสร้างความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลปะไทย
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทัศนะกระแสหลัก 2 ฝ่ายในวงวิชาการด้านนี้ ที่แม้ว่าจะมีจุดยืนทางวิชาการตรงข้ามกันแต่กลับประเมินงานเขียนยุคสงครามเย็นไปในทิศทางที่คล้ายกัน กล่าวคือ มองงานเขียนยุคนี้ว่ามิได้สร้างข้อเสนอใหม่อะไรนักต่อองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเท่าไรนัก
ฝ่ายแรกเป็นทัศนะของนักวิชาการสายวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งมีพิริยะ ไกรฤกษ์ เป็นนักวิชาการคนสำคัญที่นำเสนอมุมมองนี้อย่างตรงไปตรงมา งานในแนวทางนี้ของพิริยะ จะเน้นการอธิบายว่างานเขียนยุคสงครามเย็น (และเรื่อยมาจนปัจจุบัน) เป็นเพียงการผลิตซ้ำความรู้เดิมๆ ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25 โดยแทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงทางความรู้อะไรเกิดขึ้นอีกเลยแต่นั้นมา
ด้วยทัศนะเช่นนี้ บริบทสงครามเย็นจึงไม่มีนัยยะสำคัญอะไรในกรอบการศึกษาของท่าน
งานของ Maurizio Peleggi นักวิชาการที่สนใจศึกษางานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะของไทยมาอย่างยาวนานก็เช่นกัน แม้จะให้ความสำคัญต่อบริบทยุคสงครามเย็น แต่ก็เป็นเพียงการอธิบายบรรยากาศทั่วไปโดยแทบมิได้วิเคราะห์อย่างชัดเจนมากพอว่าบริบทในช่วงนี้ส่งผลต่อ “โครงสร้าง” หรือ “เนื้อหา” งานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะในช่วงนั้นอย่างไร
แต่ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่าก็คือ การอธิบายของกลุ่มนักวิชาการฝ่ายที่สอง
ฝ่ายนี้มีลักษณะร่วมทางวิชาการที่ตรงข้ามกับพิริยะและมักปฏิเสธในแทบทุกประเด็นที่พิริยะนำเสนอ แต่ในประเด็นนี้กลับมีท่าทีต่างไป
แม้ภาพรวมจะดูมีลักษณะโต้แย้งกัน แต่หากพิจารณาข้อโต้แย้งจะพบว่ามิได้เป็นการแย้งว่างานเขียนยุคสงครามเย็นมีข้อเสนอใหม่ที่ยิ่งใหญ่อะไร
โดยการแย้งที่ปรากฏ กลับเป็นการเน้นไปที่การเสนอว่า ความไม่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเพราะข้อเสนอเดิมมีความถูกต้องและสมบูรณ์อยู่แล้ว
หรือแม้จะยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็เป็นกรอบวิธีศึกษาที่ช่วยทำให้เข้าใจภาพรวมทางศิลปะของไทยได้ดีอยู่แล้วจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องสร้างคำอธิบายใหม่
แม้ว่าบางคนจะพยายามอธิบายความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น แต่การอธิบายก็แสดงการยอมรับอยู่ในทีว่าเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดโดยมิได้เข้าไปแตะโครงสร้างหรือสร้างข้อเสนอที่สำคัญอะไร
จากเพดานการถกเถียงข้างต้น ทำให้เรามองเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการที่มีทัศนะแตกต่างกันอย่างไรแต่กลับมีจุดร่วมแบบเดียวกัน คือการยกบริบทสงครามเย็นออกไปจากการวิเคราะห์แนวทางงานเขียนทางประวัติศาสตร์ศิลปะของไทย
แต่โดยส่วนตัว ผมมองต่างออกไป โดยเห็นว่า บริบทยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะในช่วงต้นของสงครามเย็น มีนัยยะสำคัญมากต่อโครงสร้างและทิศทางงานเขียนประวัติศาตร์ศิลปะไทย
ควรกล่าวไว้ก่อนนะครับว่า ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของนักวิชาการฝ่ายแรกที่มองว่างานเขียนในยุคสมัยนี้มิได้สร้างข้อเสนอในเชิงโครงสร้างในการอธิบายประวัติศาสตร์ศิลปะที่มีนัยยะสำคัญมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำไปเทียบเคียงกับงานในยุคก่อนหน้าทั้งงานของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, รัชกาลที่ 6 และ ยอร์ช เซเดส์
อย่างไรก็ตาม การมองงานเขียนยุคสงครามเย็นในลักษณะที่หยุดนิ่งทั้งหมด ก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเช่นกัน
ยิ่งหากเชื่อว่าความรู้ทางด้านนี้ในทุกยุคทุกสมัยล้วนเกิดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ไม่มากก็น้อยของรัฐ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ต่ออุดมการณ์ชาตินิยมไทย ซึ่งเป็นมิติที่ถูกพูดถึงกันมากขึ้นในนักวิชาการฝ่ายแรก
ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่บรรยากาศยุคสงครามเย็นจะไม่ส่งผลต่อทิศทางงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะของไทย
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
