bg-single

การบริหารความมั่นคงไทย ภาพสะท้อนจากกระแสตากใบ

27.11.2024

“พลาดตาเดียว แพ้ทั้งกระดาน… การเล่นหมากรุกเป็นฉันใด สงครามก็เป็นฉันนั้น”
ประธานเหมาเจ๋อตุง

 

บทความนี้เขียนในช่วงที่ “กระแสตากใบ” กำลังทวีความร้อนแรงอย่างน่าสนใจ ซึ่งกว่าจะตีพิมพ์ กระแสนี้อาจจะผันแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่กระนั้น ก็เห็นถึงปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ไม่ได้ถูกหยิบมาเป็นประเด็น คือ “การบริหารความมั่นคงไทย” ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ปัญหาเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลในฝ่ายการเมืองและผู้นำระดับสูงในโครงสร้างอำนาจรัฐอาจต้องตระหนัก เพราะเป็นโจทย์ที่ท้าทายต่อการจัดการงานความมั่นคงอย่างมาก ดังนั้น การเผชิญกับกระแสตากใบ จึงน่าที่จะนำมาเป็นบทเรียนสำหรับรัฐไทยในอนาคต

การโหมกระแสตากใบที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนการสิ้นสุดของคดีนั้น ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลไทย และพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กลับไม่มีถ้อยแถลง คำชี้แจงใดๆ ออกมาจากฝ่ายรัฐบาลไทยเลย จนทำให้ถูกมองว่ากระแสตากใบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะ “ถอยทางการเมือง” ของฝ่ายรัฐ กล่าวคือ ผลจากการปลุกกระแสชุดนี้ แทนที่เราจะเห็นถึง “ความเข้มแข็ง” ของกลไกรัฐในภาคส่วนต่างๆ เรากลับเห็นถึงสภาวะที่เป็น “อัมพาต” ของฝ่ายรัฐอย่างน่าตกใจ

หากเราแยกพิจารณาภาคส่วนต่างๆ ที่อยู่ภายในโครงสร้างอำนาจรัฐไทยแล้ว เราจะเห็นถึงองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องการบริหารความมั่นคงในกรณีตากใบใน 11 จุดต่างๆ ดังนี้

 

1) รัฐบาล : น่าสนใจอย่างมากว่าเราไม่เห็นถึงความพยายามเท่าที่ควรในความเป็นรัฐบาลที่มีหน้าที่ในการชี้แจงให้ประชาชนในสังคมได้ทราบถึงปัญหาตากใบที่เกิดขึ้นในปี 2547 รัฐบาลอาจจะไม่รู้สึกว่าปัญหานี้กระทบสถานะของรัฐบาลมาก จนหลายฝ่ายมีความรู้สึกว่า รัฐบาล “ละเลย” ต่อผลกระทบด้านความมั่นคงที่กระทบต่อสถานะของรัฐไทยในพื้นที่ 3 จังหวัด ทั้งที่รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาได้นำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นจำนวน 4 ศาล มีการตั้งคณะกรรมการแสวงหาความจริงในสมัยนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีการเอ่ยปากขอโทษและยุติคดีแกนนำในสมัยนายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และการจ่ายเงินเยียวยาเพื่อแสดงความรับผิดชอบในสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญของการแก้ปัญหาตากใบ

ข้อมูลในเบื้องต้นเช่นนี้ ประกอบกับการดำเนินการในรายละเอียดในส่วนอื่นๆ ที่รัฐบาลในชุดต่างๆ ได้ผลักดันออกมาเพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้นั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันควรแถลงให้สังคมไทยในภาคส่วนต่างๆ ได้รับทราบ แต่การไม่มีถ้อยแถลงใดๆ จากรัฐบาลและปล่อยให้สถานการณ์ลากไปอย่างไร้ทิศทางนั้น จะยิ่งทำให้รัฐตกเป็น “จำเลยการเมือง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในกรณีนี้นายกรัฐมนตรีอาจต้องทำความเข้าใจและรับรู้ในปัญหาความมั่นคงภาคใต้ให้มากขึ้น เพราะปัญหาความมั่นคงเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่ตัวนายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

อีกทั้งยังมีปัญหาความมั่นคงที่สำคัญๆ รอรัฐบาลชุดนี้อยู่เบื้องหน้า ที่นายกฯ อาจต้องทำความเข้าใจ

 

2) กองงานโฆษกของรัฐบาล : อาการ “นิ่งเงียบ” ของรัฐบาล สะท้อนให้เห็นด้านที่รัฐบาลอาจจะละเลย และไม่เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ทีมงานโฆษกที่ทำเนียบรัฐบาลอาจต้องมีความ “ตระหนักรู้” ถึงปัญหาการเคลื่อนไหวที่ขยายวงออกไปผ่านแนวร่วมกลุ่มต่างๆ อย่างมากนั้น ทีมงานโฆษกควรที่จะมีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลในสิ่งที่รัฐบาลในสมัยต่างๆ ได้ดำเนินการมาแล้วออกสู่สาธารณชน ตลอดรวมถึงการชี้แจงในกรณีของผู้ต้องหาที่หลบหนี ซึ่งทำให้รัฐบาลถูกมองว่าละเลยต่อปัญหานี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงมีความเป็นไปได้อย่างมากว่า ผู้ต้องหาน่าจะหลบหนีก่อนที่จะมีการออกหมายจับแล้ว การไม่แถลงใดๆ จะยิ่งเป็นเสมือนกับรัฐบาลละเลยในเรื่องทางคดี

(ในทางกลับกัน เราไม่เคยเห็นข้อเรียกร้องจากกลุ่มในสังคมให้ผู้ก่อเหตุที่สังหารประชาชนและเจ้าหน้าที่ในภาคใต้ เข้ามอบตัวแต่อย่างใด)

 

3) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ : สังคมไทยคงคาดหวังอะไรกับ สมช.ไม่ได้มากนัก แม้องค์กรนี้จะมีความรับผิดชอบโดยตรงในเรื่องของปัญหาความมั่นคงภาคใต้ เพราะที่ผ่านมาผู้บริหาร สมช.บางส่วนมีท่าทีโน้มเอียงไปในทางสนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มก่อความไม่สงบ หรืออาจเป็นเพราะบทบาทของเอ็นจีโอ ทั้งภายนอกและภายในประเทศ ที่ทำเรื่องภาคใต้ ได้เข้ามาขยายอิทธิพลทางความคิดใน สมช.ในหลายปีที่ผ่านมา จนทำให้เจ้าหน้าที่และผู้บริหารบางส่วนของ สมช.ดูมีความเป็นเอ็นจีโอในแบบ “นักพัฒนา” มากกว่าจะเป็น “นักความมั่นคง” และทั้งยังขาดความตระหนักรู้ว่า สมช.เป็น “ฝ่ายอำนวยการในระดับสูงสุด” ของรัฐบาล

แต่ในความเป็นจริง องค์กรนี้กลับไม่เคยรับบทบาทในการทำหน้าที่เช่นนั้นเท่าที่ควร

 

4) กระทรวงกลาโหม : กระทรวงกลาโหมอาจจะไม่มีบทบาทโดยตรงในงานภาคใต้ แต่ในฐานะที่เป็น “ศูนย์กลางกองทัพ” ผู้นำองค์กรและหน่วยงานในกระทรวงควรต้องตระหนักถึงปัญหานี้ให้มาก พร้อมกับควรมีการผลักดันทิศทางของการใช้เครื่องมือประชาสัมพันธ์ของกองทัพในการชี้แจงข้อมูล รวมถึงการดำเนินการของรัฐบาลในอดีตให้สังคมได้รับรู้ และยิ่งเมื่อรองนายกฯ ความมั่นคงและรัฐมนตรีกลาโหมเป็นบุคคลคนเดียวกันแล้ว การสั่งการถึงภาคส่วนต่างๆ ของกองทัพ และการสร้างความเข้าใจกับกำลังพลทหารในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก มิเช่นนั้นแล้วกำลังพลจะรับรู้แต่ข้อมูลตามที่เป็นกระแสในสื่อออนไลน์ ขณะเดียวกันก็ต้องผลักดันให้กองทัพในฐานะกลไกรัฐ สนับสนุนการชี้แจงข้อมูลของฝ่ายรัฐ

ซึ่งในส่วนหนึ่งของปัญหาก็เกี่ยวโยงโดยตรงกับกองทัพภาคที่ 4 และกองทัพบกด้วย

 

5) กระทรวงยุติธรรม : เราไม่ได้ยินคำอธิบายจากกระทรวงยุติธรรมเลย นอกจากเห็นการฟื้นคดีตากใบของสำนักงานอัยการสูงสุดในปีสุดท้าย ทั้งที่ในความเป็นจริง คดีตากใบใน 4 ส่วนได้เข้าสู่กระบวนการทางศาล และมีคำตัดสินแล้วในแต่ละคดี แต่เรื่องราวของคดีเหล่านี้ ไม่ได้รับคำชี้แจงจากกระทรวงยุติธรรมเลยแม้แต่น้อย จนดูเหมือนการปราศจากคำชี้แจงจากกระทรวงนี้ คือการช่วยทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่ารัฐไทยไม่ช่วยอำนวยความยุติธรรมในคดี อีกทั้งข้อมูลในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปรากฏชัดเจนในสำนวนการไต่สวนของศาล

จึงน่าเสียดายว่ากระทรวงนี้ไม่ได้มีส่วนช่วยในการนำเอาข้อมูลเหล่านี้ ออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบถึงการดำเนินการของรัฐในทางคดีทั้ง 4 แต่อย่างใด จนกลายเป็นข้อครหารัฐเรื่อง “การละเลยความยุติธรรม”

 

6) กระทรวงการต่างประเทศ : กระทรวงการต่างประเทศอาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่รัฐบาลควรต้องสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศทำคำชี้แจงให้กับเวทีสากลและองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศ เพราะเหตุเกิดนานถึง 21 ปีแล้ว จึงอาจทำให้เวทีสากลและองค์กรต่างๆ ไม่รับทราบถึงการดำเนินการของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการไต่สวนความจริง การขอโทษของนายกฯ การนำคดีเข้าสู่ศาล การจ่ายเงินเยียวยา รวมถึงข้อมูลการก่อเหตุร้าย และการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ

สิ่งเหล่านี้จะช่วยยืนยันถึงความพยายามของรัฐบาลชุดต่างๆ ที่ต้องการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยการปราบปรามประชาชนอย่างที่เป็นข้อกล่าวหาจากกลุ่ม BRN และแนวร่วมแต่อย่างใด

 

7) กองทัพบก : กองทัพบกไม่อาจปฏิเสธความรับรู้ที่ควรจะต้องมีในกรณีตากใบได้เลย เพราะเป็นเรื่องที่กำลังพลของ ทบ. ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาในระดับแม่ทัพกองทัพภาคที่ 4 และ ผบ.พล.ร. 5 ลงไปจนถึงทหารระดับล่างที่เป็นพลขับรถบรรทุก ได้ถูกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวหาและออกหมายจับ ทบ.จะมองว่าเป็น “การกล่าวหาในคดีส่วนตัว” ไม่ได้ เพราะปัญหานี้มีผลกระทบกับ ทบ.โดยตรง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในภาวะประกาศกฎอัยการศึก เป็นแต่เพียงในครั้งนี้ การเคลื่อนไหวมุ่งกระทำต่อรัฐไทยและรัฐบาลเป็นเป้าหมายหลัก และไม่กล่าวโจมตีกองทัพบก จนเสมือนกองทัพสามารถ “ลอยตัว” จากปัญหานี้ได้ จึงไม่เห็นถึงคำชี้แจงใดๆ

แต่หากมองในแง่ดี ผู้นำตลอดรวมถึงฝ่ายอำนวยการใน ทบ. ห่างจากเหตุการณ์นี้ด้วยเวลา อายุ และความรับรู้ จนมองไม่เห็นปัญหาและผลกระทบด้านความมั่นคงที่เกิดกับกองทัพ และคิดว่า “ไม่เป็นไร” เพราะการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้พาดพิงถึงกองทัพบกโดยตรงแต่อย่างใด

 

8) กองทัพภาคที่ 4 : กองทัพภาคที่ 4 ต้องถือเป็นเจ้าของเรื่องโดยตรงของกรณีตากใบ แต่เป็นองค์กรที่ไม่มีปฏิกิริยา หรือแสดงท่าทีใดๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น จนอาจต้องกล่าวว่า ทภ.4 เหมือน “คนนอนหลับสบาย” ในความร้อนแรงของสถานการณ์ตากใบ แต่ผลที่ตามมาก็ทำให้เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติ รู้สึกถูกผู้บังคับบัญชาทอดทิ้ง และมีความรู้สึกผู้บังคับบัญชาเอาตัวรอด ไม่กล้าที่จะออกมาอธิบายถึงปัญหาที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบในวันนั้น

จึงทำให้โอกาสที่ผู้บังคับบัญชาจะแสดงบทบาทของการเป็น “ผู้นำที่รับผิดชอบ” ลอยหายไปกับสถานการณ์อย่างน่าเสียดาย มีแต่ความนิ่งเงียบจาก บก. กองทัพภาค

 

9) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน : กอ.รมน.เป็นอีกส่วนที่เงียบหายไป กอ.รมน.อาจจะดูมีพลังกับการทำงานในด้านต่างๆ แต่เมื่อเผชิญกับการโหมกระแสตากใบแล้ว ความคาดหวังที่จะเห็นการชี้แจงข้อมูลและข่าวสารต่างๆ ผ่านเครือข่ายที่มีอยู่ กลับไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด จนอาจต้องกล่าวจากภาพสะท้อนในกรณีตากใบปัจจุบันว่า ความสามารถในการประชาสัมพันธ์และชี้แจงข้อมูลของ กอ.รมน.ดูจะหมดสภาพไปอย่างสิ้นเชิง เห็นแต่งาน “IO” จากทางอีกฝ่ายหนึ่ง

ในอีกมุมหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กอ.รมน. ทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า ดูจะสิ้นสภาพไปงานประชาสัมพันธ์และชี้แจงประชาชนไปแล้ว แม้ที่ผ่านมา จะได้รับงบประมาณจำนวนมากก็ตาม

 

10) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ : ศอ.บต.เป็นอีกองค์กรที่ควรต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยสร้างความกระจ่างเรื่องปัญหาตากใบให้แก่ประชาสังคมในภาคใต้ เพราะองค์กรนี้มีหน้าที่โดยตรงอีกส่วนในการเชื่อมต่อกับภาคประชาสังคม และเลขาฯ ของ ศอ.บต. (พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในขณะนั้น) เป็นคนที่ทำหน้าที่ในการจ่ายเงินเยียวยา แต่ก็ไม่ปรากฏคำชี้แจงใดๆ จาก ศอ.บต.เลย อย่างน้อยการประชาสัมพันธ์ถึงสิ่งที่รัฐทำในช่วงเวลาดังกล่าว ผ่านเครือข่ายของตนจะช่วยสร้างความเข้าใจกับสังคม แต่กลับไม่ปรากฏคำชี้แจงแต่อย่างใด

ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามอย่างมากถึงบทบาทของ ศอ.บต. และภารกิจการเชื่อมต่อกับประชาสังคมที่ ศอ.บต.ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น ประสบความสำเร็จจริงเพียงใด

 

11) พรรคเพื่อไทย : พรรคเพื่อไทยดูจะอยู่ในอาการที่ “ไม่กล้าขยับ” ด้วยปัญหาความกลัวว่า การมี ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค ที่เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 จะทำให้พรรคถูกข้อหาเรื่อง “ปัญหาจริยธรรม” ที่เคยทำให้นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ถูกถอดถอนมาแล้ว ทั้งที่ ส.ส.ท่านนี้ เข้ามารับตำแหน่งก่อนศาลจังหวัดนราธิวาส และสำนักงานอัยการสูงสุดจะฟื้นคดีในปีสุดท้าย และพรรคยังแสดงท่าทีในแบบ “ปัดให้พ้นตัว” เพียงต้องการการลาออก เพื่อหวังว่าบุคคลผู้นั้นจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับพรรค ทั้งที่พรรคสามารถชี้แจงข้อมูลในส่วนต่างๆ ได้ แต่พรรคกลับเลือกแสดงอาการ “ปัดปัญหา” เพราะอาจจะกลัวกระทบกับสถานะของตัวนายกฯ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง

อาการ “จริยธรรมผวา” จึงทำให้พรรคไม่กล้าขยับตัวในปัญหานี้ บางทีอดสงสัยไม่ได้ว่า พรรคเคยเรียกประชุม ส.ส. เพื่อชี้แจงในปัญหาเช่นนี้หรือไม่ เพราะเป็นประเด็นที่มีผลต่อพรรค และ ส.ส.ของพรรคควรที่จะทำความเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย แม้จะเป็นพื้นที่ที่พรรคไม่มี ส.ส.อยู่ก็ตาม

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”