ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สงครามตลอดกาล!
ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา
“การแก้ปัญหาเขตแดนต้องมีความจริงใจต่อกัน และปล่อยให้การพิสูจน์ทราบแนวเขตแดนเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงทางเทคนิค ซึ่งถือเป็นวิทยาศาสตร์ที่ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือกติกาสากล โดยปราศจากการชี้นำจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายกฎหมาย”
พล.อ.นพดล โชติศิริ (อดีตเจ้ากรมแผนที่ทหาร)
เขตแดนไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2, 2569, น.184)
ในสังคมไทยวันนี้ ข่าวเรื่องกัมพูชายังเป็นประเด็นสำคัญที่กระตุ้นความสนใจของผู้คนในสังคมได้เสมอ
ดังนั้น พอมีข่าวของปัญหาที่บ้านหนองจานในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้คนในสังคมก็คาดเดากันทันทีว่า ปัญหาความขัดแย้งเช่นนี้คงจะนำไปสู่ “สงครามไทย-กัมพูชา รอบ 3”
ซึ่งว่าที่จริงแล้ว โดยตัวสาระของปัญหา ไม่มีประเด็นอะไรที่รุนแรง จนอาจนำไปสู่การใช้กำลังแต่อย่างใด
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อเกิดปัญหาข้อขัดแย้งตามแนวชายแดนขึ้นเมื่อใด ก็จะมีความกังวลของผู้คนในสังคมตามมาถึงการเกิดของสงครามรอบที่ 3
ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าเราจะคิดอย่างไร หรือสังกัดอุดมการณ์แบบไหน สงครามไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์ใจ
เพราะจะนำมาซึ่งความสูญเสียขนาดใหญ่
อำนาจในการเมือง
ระหว่างประเทศ
ถ้าท่านเป็น “นักชาตินิยม” ท่านอาจจะเชื่อมั่นใน “พลังอำนาจของสงคราม” เพราะด้วยการมีสถานะเป็นรัฐอันดับ 3 ในการจัดอันดับพลังอำนาจทหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ไทยน่าจะสามารถใช้พลังอำนาจทางทหารกดดันประเทศเพื่อนบ้านที่เล็กกว่า และมีอำนาจในด้านต่างๆ น้อยกว่า จนต้องยอมดำเนินการตามความต้องการของไทย เนื่องจากพลังอำนาจทางทหารของกัมพูชานั้น อ่อนแอกว่าไทยมาก หรือพลังอำนาจทางเศรษฐกิจก็เล็กกว่าไทยมาก จนไม่อาจเปรียบเทียบได้
อำนาจเช่นนี้ในทางทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ เรียกว่า “อำนาจบังคับ” (coercive power) ที่จะช่วยทำให้ไทยมี “อิทธิพล” (leverage) จนบังคับให้รัฐเพื่อนบ้านต้องยอมดำเนินนโยบายตามทิศทางของรัฐบาลไทย
ซึ่งเราคงต้องยอมรับว่าในโลกของการเมืองระหว่างประเทศยุคปัจจุบันนั้น ไทยไม่ได้มีอำนาจเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผ่านบริบทของประวัติศาสตร์การทูตสมัยใหม่ของไทยแล้ว รัฐบาลไทยที่อาจจะมีอำนาจเช่นนี้คือ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในกรณีของความสัมพันธ์ไทย-ลาวในยุคสงครามเย็น ที่รัฐบาลฝ่ายขวาในลาวจำเป็นต้องพึ่งพาความสนับสนุนทางการเมืองและเศรษฐกิจจากรัฐบาลไทย ซึ่งพ้นจากกรณีเช่นนี้แล้ว ไทยไม่เคยมีอำนาจที่จะมี “อิทธิพล” เหนือรัฐเพื่อนบ้านได้จริง
แต่ในบริบทของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในยุคสงครามเย็น กลับไม่ได้มีสภาวะเช่นในแบบของลาว
ทั้งยังเห็นถึงการต่อสู้ในกรณีพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหาร ซึ่งต้องยอมรับว่าผลของกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นและนำไปสู่คำตัดสินศาลโลกใน พ.ศ.2505 นั้น ไทยเป็นฝ่ายแพ้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ
ต่อมา ปัญหาปราสาทพระวิหารปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 2551 อันนำไปสู่สงครามในปี 2554 และจบลงที่ศาลโลกอีกครั้งในปี 2556
สภาวะเช่นนี้อาจตีความได้ว่า แม้กัมพูชาจะอ่อนแอกว่าเรา แต่เมื่อต้องต่อสู้กับเราในเวทีระหว่างประเทศ กัมพูชาสามารถเป็นฝ่ายที่เอาชนะต่อไทยได้…
กัมพูชาไม่ได้จำเป็นต้องมีพลังอำนาจทางทหารเหนือกว่าไทย แต่ก็สามารถเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าในทางการเมืองระหว่างประเทศ และชนะไทยได้ด้วยเงื่อนไขของกฎหมาย
ซึ่งชัยชนะที่เกิดขึ้นย่อมมีผลผูกมัดให้ไทยต้องปฏิบัติตาม หรือโดยนัยคือ ไทย “ถูกบังคับ” ให้ต้องทำตามคำตัดสินเช่นนั้นโดยกัมพูชาไม่จำเป็นต้องมีสถานะเชิงอำนาจมากกว่าไทย
การต่อสู้ในสภาวะเช่นนี้ แตกต่างจากสมัยอยุธยาอย่างมาก… สงครามระหว่างราชสำนักศรีอยุธยากับราชสำนักพนมเปญ มักจะจบลงด้วยชัยชนะแบบ “เบ็ดเสร็จ” ของฝ่ายอยุธยา ที่นำไปสู่การควบคุมทางการเมืองอย่างเต็มที่ต่อระบอบการปกครองใหม่ที่พนมเปญ
แต่การต่อสู้ในเวทีโลกยุคปัจจุบัน ไม่มีสภาวะเช่นในแบบ “สงครามอยุธยา” ที่ผลตอบแทนของสงครามคือ การเปลี่ยนผู้ปกครอง
หรือหากพิจารณาในโลกสมัยใหม่ สภาวะเช่นนี้เป็นการจัดตั้ง “รัฐบาลของผู้ชนะ” ซึ่งก็คือเมื่อผู้ปกครองอยุธยา รวมถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก่อนการเข้ามาของชาติตะวันตก ชนะสงครามกัมพูชาแล้ว ก็จะมีการจัดผู้ปกครองใหม่ที่เป็นฝ่ายที่นิยมอยุธยา หรือเลือกพวกที่ฝักใฝ่รัตนโกสินทร์ขึ้นปกครอง (แทนระบอบการปกครองเดิมที่ถูกโค่นล้มไป อาจกล่าวในทางรัฐศาสตร์ได้ว่า ราชสำนักอยุธา และราชสำนักรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทำ “regime change” กับรัฐเพื่อนบ้านมาแล้ว!)
ถ้าเปรียบเทียบกับสงครามและการเมืองในเวทีโลกปัจจุบัน ชัยชนะในสงครามยุคเก่าที่นำไปสู่การจัดตั้งผู้ปกครองใหม่ที่เป็นผู้ที่นิยมฝ่ายเรา เช่นที่เราอาจจะเคยทำได้ในยุคอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น คือการ “เปลี่ยนระบอบ” การปกครองด้วยเงื่อนไขสงคราม
หรือประเด็นเรื่องของ “regime change” ในทฤษฎีการเมืองเปรียบเทียบของวิชารัฐศาสตร์นั่นเอง
ความพลิกผันของอำนาจ
บางทีเราอาจต้องยอมรับในความเป็นจริงว่า ไทยในโลกปัจจุบันไม่ได้มีขีดความสามารถที่จะสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จในความสัมพันธ์กับรัฐเพื่อนบ้านได้
อีกทั้งทฤษฎีเก่าของอำนาจรัฐในเวทีระหว่างประเทศที่เชื่อว่า “การทหารที่เข้มแข็งคือ การทูตที่เข้มแข็ง” (คำกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยที่ให้สัมภาษณ์สื่ออย่าง The Standard) นั้น อาจจะไม่เป็นจริงทั้งหมด
แต่ก็ทำให้เราต้องคิดถึง “การทูตแบบยุคบิสมาร์ก” (Bismarck Diplomacy) ที่อำนาจในการเจรจาของรัฐวางอยู่บนรากฐานของอำนาจทางทหารของรัฐ… ผู้นำทั้งทหารและพลเรือนอาจจะท่องคำกล่าวของบิสมาร์กได้ แต่อาจทำจริงไม่ได้
แต่พลังอำนาจแห่งชาติของรัฐในเวทีระหว่างประเทศในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ใช่มีแต่พลังอำนาจทางทหาร และในหลายกรณี พลังอำนาจทางทหารไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดที่จะทำให้รัฐได้รับชัยชนะเสมอไป
การต่อสู้ในเวทีระหว่างประเทศที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับอำนาจทางทหารเป็นปัจจัยหลัก (แม้จะไม่ใช่ปัจจัยเดียว) อาจทำให้รัฐนั้น ติดกับดักสงครามได้ง่าย เพราะมุ่งที่จะใช้อำนาจทางทหารเป็นเครื่องมือในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ
ความเชื่อเช่นนี้อาจทำให้เรากลับสู่ความสัมพันธ์ในระดับปกติกับรัฐเพื่อนบ้านได้ยาก แต่การกล่าวเช่นนี้ก็มิได้มีนัยว่า รัฐต้องพึ่งอยู่กับการเจรจาระหว่างประเทศเท่านั้น โดยละทิ้งมิติของอำนาจทางทหารทั้งหมดไป
เพราะรัฐยังคงต้องใช้พลังอำนาจทางทหารเป็นเครื่องมือ แต่จะใช้อย่างไรให้เกิดผลตอบแทนทาง ยุทธศาสตร์ในกระบวนการทำนโยบายต่างประเทศนั้น ยังคงเป็นคำถามที่สำคัญสำหรับผู้นำไทยเสมอ เพราะบริบทความเปลี่ยนแปลงของอำนาจในเวทีระหว่างประเทศ ชวนให้เราต้องคิดเรื่องนี้ใหม่ (และบางทีอาจจะต้องคิดใหม่ทั้งกระบวนในโจทย์ทางยุทธศาสตร์ของความสัมพันธ์กับรัฐเพื่อนบ้าน)
นอกจากนี้ เราอาจต้องยอมรับถึงบทบาทของปัจจัยภายนอกว่า สภาวะของความขัดแย้งระหว่างรัฐในภูมิภาคเช่นนี้อาจไม่ได้รับอนุญาตจาก “รัฐมหาอำนาจใหญ่” ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
กล่าวคือ รัฐมหาอำนาจใหญ่อาจไม่ยอมให้รัฐบาลไทย/กองทัพไทยกระทำการที่จะเอาชนะแบบเบ็ดเสร็จต่อรัฐเพื่อนบ้าน เพราะอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐมหาอำนาจดังกล่าว และกระทบต่อดุลอำนาจในภูมิภาคในอนาคตด้วย
แต่ที่สำคัญกว่าไทยเองก็ไม่ได้มีศักยภาพเช่นนั้น แม้จะมีขนาดของกำลังรบที่ใหญ่กว่ากัมพูชาก็ตาม
ในกรณีเช่นนี้ จึงอาจตั้งข้อสังเกตในทางทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศได้ว่า การที่ประเทศเล็กจะใช้พลังอำนาจทางทหารเพื่อเอาชนะรัฐเพื่อนบ้านอย่างเบ็ดเสร็จเช่นตัวแบบของสงครามในอดีตเช่นในยุคอยุธยานั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก
กล่าวคือ ความคาดหวังถึงการใช้อำนาจทางทหารของไทย ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อการเปลี่ยนระบอบการปกครอง หรือเพื่อทำลายกองทัพของรัฐเพื่อนบ้านอย่างเบ็ดเสร็จนั้น อาจจะเป็นเพียงความคาดหวังทางยุทธการที่ไม่เป็นจริง
ในทำนองเดียวกัน เราอาจลองพิจารณาเปรียบเทียบถึงกองกำลังของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในภาคใต้คือ กลุ่ม BRN ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่ในแบบของรัฐ ฝ่ายไทยก็ไม่ได้มีอำนาจในการทำลายกลุ่มนี้อย่างเบ็ดเสร็จแต่อย่างใด
อีกทั้งการกระทำเช่นนั้นอาจนำไปสู่การแทรกแซงของรัฐมหาอำนาจภายนอก จนไทยอาจตกอยู่ในสภาพของการ “ถูกบังคับ” อีกแบบ เพราะการเกิดและขยายตัวของสงครามชายแดนในยุคที่รัฐมหาอำนาจใหญ่ทวีการแข่งขันอย่างเข้มข้นนั้น ล่อแหลมต่อการที่รัฐมหาอำนาจใหญ่จะเข้ามามีบทบาทในการแทรกแซง
แต่ในอีกด้านหนึ่งของปัญหา โลกได้เห็นคำตอบจากสถานการณ์จริงของปัญหาสงครามว่า รัฐมหาอำนาจใหญ่อย่างรัสเซียไม่สามารถเอาชนะสงครามยูเครนได้ เช่นที่รัฐมหาอำนาจใหญ่อย่างสหรัฐก็ไม่สามารถเอาชนะสงครามอิหร่านได้
เช่นนี้แล้วจึงอดคิดไม่ได้ว่า ไทยจะเอาชนะกัมพูชาในทางทหารจริงๆ ได้อย่างไร เพราะอาจกล่าวได้ว่า จนถึงวันนี้ ไทยเหมือนยิ่งเดิน ก็ยิ่งติดกับดักสงครามกัมพูชามากขึ้น และยังไม่เห็นทางออกจริงจัง
ปัญหาด้านกลับ
นอกจากนี้ความจริงที่ไทยอาจต้องยอมรับอีกประการคือ สงครามทำให้ระบอบการปกครองของยูเครนเข้มแข็งขึ้น
เช่นเดียวกันสงครามทำให้ระบอบศาสนจักรของอิหร่านเข้มแข็งขึ้น
จนบางทีเราอาจต้องยอมรับว่า สงครามก็ทำให้ระบอบการปกครองกัมพูชาเข้มแข็งขึ้นด้วย
กล่าวคือ สงครามชายแดนกลายเป็นปัจจัยที่ไม่สร้างผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ให้กับไทย หรือผลที่เกิดอาจจะหักล้างความเชื่อของ “สายเหยี่ยวไทย” ที่มองปัญหาด้วยความเชื่อแบบสุดโต่งว่า การเปิดปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะการโจมตีทางอากาศนั้น อาจนำไปสู่การล้มของระบอบการปกครองเดิมที่พนมเปญ
ซึ่งไม่ว่าจะประเมินเช่นไร ความเชื่อเช่นนี้ก็ไม่เป็นความจริง
อย่างไรก็ตาม ถ้าไทยจะไม่พึ่งปัจจัยทางทหาร ปัจจัยทางการทูตก็จะต้องเข้มแข็งกว่านี้ แต่ในอีกด้านของปัญหา งานการทูตไทยวันนี้ ถ้าไม่อ่อนหัดเดินตามเกมกัมพูชา ก็อ่อนแอด้วยเล่นอยู่ในเกมกัมพูชา จนดูเหมือนในเชิงเปรียบเทียบการเดินเกมในเวทีสากลระหว่างไทยกับกัมพูชาแล้ว เรามักเดินตามหลังเขาตลอด ทั้งยังตกเป็น “ฝ่ายรับ” ในเวทีสงครามข่าวสารอีกด้วย
ประเด็นทั้งหมดที่เขียนในข้างต้นไม่ได้ต้องการบอกว่า ฝ่ายเขมรเก่งกว่าไทย
แต่ต้องการชี้ให้สังคมเห็นอีกด้านของปัญหา และไม่ “เทใจ” ไปให้กับการใช้กำลังทหารแบบสุดโต่ง
เพราะการกระทำเช่นนั้น มีแต่จะยิ่งนำไปสู่การติดกับดักความเชื่อทางยุทธการที่ไม่เป็นจริง
ทั้งไม่ได้ให้ผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์อย่างที่เราต้องการ
สุดท้ายนี้ อาจจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิจารณาหาทางออกจากปัญหากัมพูชาจริงๆ เสียที
และต้องยอมรับในอีกทางว่า กัมพูชาวันนี้มีศักยภาพเดินเกมในเวทีระหว่างประเทศมากกว่าที่เราคิด
สามารถสร้างอำนาจผ่านการริเริ่มทางความคิดในการเปิดเกมสู้กับไทยได้อย่างต่อเนื่อง
จนต้องถือว่า แนวทางการหาทางออกจากสงครามของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง
เพราะไทยไม่อาจอยู่ในสภาพนี้ได้ตลอดไป!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
