‘อสุรมายะ-The Life That Was-before 2475 Restage’ ละครเวที, ความจริง, ความหวัง และสังคมไทย

เร็วๆ นี้มีโอกาสดูละครเวทีสามเรื่องสามแนว ซึ่งเป็น “สัมพันธบท” หรือมีบทสนทนาระหว่างกันอย่างน่าประหลาดใจและน่าสนใจ
เริ่มต้นด้วย “อสุรมายะ” ผลงานของ “คณะละครอนัตตา” กำกับการแสดงและนำแสดงโดย “ประดิษฐ ประสาททอง” ศิลปินแห่งชาติ โดยมี “ดวงใจ หิรัญศรี” และ “ศรายุทธ เพชรสัมฤทธิ์” ร่วมแสดง
ตามมาด้วย “The Life That Was” ผลงานของ “ไลฟ์ เธียเตอร์” กำกับฯ โดย “พันพัสสา ธูปเทียน” เขียนบทโดย “ปริดา มโนมัยพิบูลย์” ที่ต่างเป็นครูบาจารย์สายละครเวทีทั้งคู่ นำแสดงโดย “สินจัย เปล่งพานิช” “ปาน-ธนพร แวกประยูร” “สรินยา ออลสัน” “อนุชิต สพันธุ์พงษ์” และ “ดนัยนันท์ กฤดากร ณ อยุธยา”
ปิดท้ายที่ “before 2475 Restage” ผลงานของกลุ่มคนทำละครรุ่นใหม่ที่ชื่อ “เอออร์ตา” กำกับฯ และเขียนบทโดย “เอมอัยย์ พลพิทักษ์” และนำแสดงโดยวัยรุ่นชายจำนวน 7 คน ประกอบด้วย “วศิน ภาณุมาภรณ์” “ธีมา ธาดาประทีป” “ฐิตินันต์ รัตนฐิตินันต์” “ภูธิป สุกกรี” “นวิน พรกุลวัฒน์” “ธนวิชญ์ วนาสุขพันธ์” และ “แทนปิติ สุภัทรวณิชย์”

ด้านหนึ่ง ละครอย่าง “อสุรมายะ” และ “The Life That Was” ซึ่งเป็นผลงานของบุคลากรรุ่นครูมากประสบการณ์ ก็กำลังใส่ใจ ครุ่นคิด และวิตกกังวลกับประเด็นเรื่อง “ความจริง” อย่างเห็นได้ชัด
โดยละครเวทีแนว “ลิเกกรีก” เช่น “อสุรมายะ” ได้โยนปริศนาสำคัญว่าด้วยภาวะการเป็นปฏิปักษ์กันระหว่าง “ความจริง” กับ “ความกลัว” เข้าใส่ผู้ชม
เมื่อตัวละครที่เป็น “ผู้ปกครอง-ชนชั้นปกครอง” ไม่ว่าจะเป็น “ราชาเฒ่า” หรือ “ราชาหนุ่ม” ล้วนใช้ “ความกลัว” เป็นเครื่องมือในการปกครองควบคุมผู้คนข้างล่างทั้งสิ้น
ขณะที่ “ราชาเฒ่า” สร้างเรื่องราวหลอกลวงเกี่ยวกับ “อสูรร้าย” ในเขาวงกต ให้ค่อยๆ กลายเป็น “ความหวาดกลัวรวมหมู่” เพื่อใช้มันครอบงำกดกำราบประชาชนพลเมือง
“ราชาหนุ่ม” ก็สร้างเรื่องราวเพ้อฝันว่าตนเองคือ “ผู้พิชิตอสูรร้าย” และเป็นผู้ขจัดไล่ “ความกลัว” ออกไป เพื่อให้ประชาชนพลเมืองหันมาเคารพยำเกรงเชื่อถือ “ผู้พิชิตความหวาดกลัว” เยี่ยงเขา
มีเพียง “เจ้าหญิง” ผู้ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวเดียวดายตอนท้ายเรื่องเท่านั้น ที่มุ่งมั่นแสวงหา “ความจริง” ว่าอสูรร้ายไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงๆ
รวมทั้งยืนกรานอย่างนุ่มนวลว่า เครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญที่สุดที่จะนำพาสังคมการเมืองทุกแห่งไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างยั่งยืน ก็คือ “ความจริง” มิใช่ “ความกลัว”

แม้เมื่อมองเผินๆ “The Life That Was” จะมีรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับ “อสุรมายะ” เอาเสียเลย
ทั้งเนื้อหาและฉากหลังที่อยู่ในสังคมเมืองร่วมสมัย การได้ดารา-นักร้องดังๆ มาร่วมแสดง และการใช้กลวิธีการเขียนบทที่ยอกย้อน ซ่อนปม มีจุดหักเห ละม้ายคล้ายซีรีส์หรือภาพยนตร์
ทว่า เมื่อนั่งชมไปเรื่อยๆ กลับพบว่า ประเด็นหลักของละครเวทีนี้ก็คือการขบคิดเกี่ยวกับ “ความจริง” เช่นเดียวกัน
ผ่านคำถามสำคัญที่ว่า สุดท้าย ตัวละครทั้งห้ารายจะยอมรับ “ความเป็นจริง” ว่าด้วยปมปัญหาในชีวิตของตนเองได้หรือไม่? มากน้อยแค่ไหน? และจะก้าวผ่านมันไปอย่างไร?
หรือท้ายสุดจะมีบางคนที่พอใจกับการใช้ชีวิตอยู่ใน “โลกสมมุติ/โลกเฉพาะ” ที่เขาหรือเธอสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องคุ้มภัยตัวเอง และโลกดังกล่าวจะดำรงอยู่แค่ในความรู้สึกนึกคิดของตนเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ผู้กำกับฯ และผู้เขียนบทมีความสุขุมเยือกเย็นพอที่จะไม่ได้บีบบังคับให้เหล่าตัวละครต้องย้อนกลับมาหา “ความจริง” ในฐานะทางเลือกทางเดียวที่เหลืออยู่
แต่พยายามปลดปล่อยตัวละครให้เป็นอิสระ กระทั่งบางคนเลือกใช้ชีวิตอย่างมีทุกข์ระคนสุขไปกับ “ความจริง” ที่อยู่ข้างหน้า ขณะที่บางคนก็ยอมจมดิ่งลงสู่ “โลกสมมติเฉพาะตน” ต่อไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด

อีกด้านหนึ่ง “before 2475 Restage” ก็มีสถานภาพเป็นละครเวทีอิงประวัติศาสตร์ ซึ่งเล่าเรื่องราวของ 7 ผู้ก่อตั้ง “คณะราษฎร” ประกอบด้วย “ปรีดี พนมยงค์”, “ประยูร ภมรมนตรี”, “จรูญ สิงหเสนี”, “แนบ พหลโยธิน”, “ตั้ว ลพานุกรม”, “แปลก ขีตตะสังคะ” และ “ทัศนัย มิตรภักดี” ระหว่างที่พวกเขาใช้ชีวิตวัยหนุ่มเป็นนักเรียนนอกอยู่ในประเทศฝรั่งเศส
ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า แม้นี่จะเป็นละครที่เล่าเรื่องราวของบุคคลผู้เคยมีตัวตนอยู่จริงๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ “ความจริง” กลับมิใช่สิ่งสำคัญสูงสุดของละครเรื่องนี้ ซึ่งทั้งไม่ได้ตั้งใจจะแสวงหา “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์” และมิได้พยายามผลิตสร้างบุคลิกลักษณะของตัวละครให้มี “ความสมจริง” แบบเป๊ะๆ
ในทางกลับกัน ดูคล้ายผู้สร้างจงใจจะนำเอา “ตัวละครที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์” เหล่านั้น มาหลอมรวมผสมผสานเข้ากับความคิด ความฝัน ความหวัง ตลอดจนรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของ “คนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน”
จึงไม่แปลกที่ปรีดี, ประยูร, จรูญ, แนบ, ตั้ว, แปลก และทัศนัย ในละคร จะมีบุคลิกลักษณะที่แทบจะเป็น “ตัวละครนำในซีรีส์วายเรื่องหนึ่ง” กันเลยทีเดียว
หมายความว่า “before 2475 Restage” กำลังหยิบยืม “2475” มาใช้เป็นบทสนทนากับปัจจุบันขณะของสังคมไทยปลายทศวรรษ 2560 และอนาคตหลังจากนี้ (รวมถึงวาระที่ “การปฏิวัติสยาม” จะมีอายุครบหนึ่งศตวรรษ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า)
ยิ่งมาเปิดการแสดงรอบใหม่กันบนดาดฟ้าอาคารริเวอร์ซิตี้ กระทั่งตัวละคร “7 ผู้ก่อการคณะราษฎร (ที่เพิ่งสร้าง)” ถูกรายล้อมไว้ด้วยตึกระฟ้าและห้างสรรพสินค้าหรูหราริมแม่น้ำเจ้าพระยา พันธกิจดังกล่าวก็ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้น
สาระสำคัญของละครเวทีเรื่องนี้จึงอยู่ที่การสานต่อและผลักดันความหวัง-ความฝัน-ปณิธานที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงประเทศชาติบ้านเมืองให้ดีขึ้น (ที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น) ผ่านการตีความด้วยโลกทัศน์และประสบการณ์ใหม่ๆ ของคนอีกรุ่นหนึ่ง
นี่คือภารกิจท้าทายสองด้านของคนทำละครเวทีสองรุ่นในสังคมไทย •
| คนมองหนัง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
