bg-single

ทรัมป์กับกองทัพอเมริกัน : เดินหน้านโยบายอนุรักษนิยม

25.12.2024

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

 

ทรัมป์กับกองทัพอเมริกัน

: เดินหน้านโยบายอนุรักษนิยม

 

“สำหรับวันแรกของโจ ไบเดน ในทำเนียบขาว เขาใช้เวลาด้วยการไม่ทำในสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องในเพนตากอน ประธานาธิบดีทรัมป์ในปัจจุบันก็จะทำอย่างเดียวกัน [คือไม่ทำในสิ่งที่ไบเดนได้สั่งการไว้ก่อนหน้านี้ในเพนตากอน]”

Connor O’Brien and Joe Gould

The Politico (6 November 2024)

 

หนึ่งในนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกจับตามองอย่างมาก คือนโยบายที่มีต่อกองทัพสหรัฐ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคาดว่าทรัมป์น่าจะนำเอานโยบายเดิมของรัฐบาล “ทรัมป์ 1” (2017-2020) กลับมาใช้อีกครั้ง

แต่สิ่งที่ฝ่ายเสรีนิยมในสังคมอเมริกันมีความกังวลอย่างมากในเรื่องนี้ คือการที่ทรัมป์จะสร้าง “กระบวนการทำให้เป็นการเมือง” (politicization) ให้เกิดกับกำลังพลในกองทัพอเมริกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเอากำลังพลทหารเข้ามามีบทบาททางการเมือง เช่น เข้ามาในเรื่องของการควบคุมฝูงชน

การกลับเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งของทรัมป์ ย่อมเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่ม “สายเหยี่ยว” ในกองทัพ และบรรดากลุ่มอนุรักษนิยม และคาดหวังว่าผู้บริหารชุดใหม่ของทำเนียบขาวจะมีนโยบายที่เข้มงวดกับปัญหาบุคคลข้ามเพศในกองทัพ หรือยกเลิกนโยบายแบบเสรีนิยมที่ช่วยให้ทหารหญิงสามารถลาเที่ยว เพื่อไปทำแท้งได้ และในมิติส่วนตัวของทรัมป์ ที่เป็นข้อถกเถียงในสังคมอเมริกันคือ ทรัมป์จะเปลี่ยนสีของเครื่องบินประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีได้หรือไม่

ดังนั้น ในบทนี้จะทดลองสำรวจแนวคิดของทรัมป์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของทหารและกองทัพอเมริกัน ไม่ใช่เรื่องในมิติความมั่นคง เช่นที่เป็นปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งนโยบายของทรัมป์กับทหารอเมริกัน น่าจะมีประเด็นหลักใน 7 เรื่อง ดังนี้

 

1) ปัญหา “ข้าศึกจากภายใน”

ต้องยอมรับว่าประเด็นที่เป็นความกังวลอย่างมากกับบรรดาเสรีนิยมอเมริกันคือ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์อาจสั่งการให้ทหารในกองทัพอเมริกันเข้ามามีบทบาทในการเมือง ด้วยการใช้ทหารจัดการกับ “ข้าศึกจากภายใน” (the enemy from within) เนื่องจากทรัมป์แสดงออกถึงความต้องการเช่นนี้มาโดยตลอด ซึ่งหากทรัมป์ตัดสินใจเช่นนั้นจริง เขาจะต้องรื้อฟื้นกฎหมาย “รัฐบัญญัติปราบกบฏ” (The Insurrection Act) ที่อนุญาตให้รัฐบาลนำเอากำลังพลทหารมาใช้ในการควบคุมฝูงชนในการประท้วง

เพื่อให้ทำเนียบขาวมีอำนาจได้จริง ทรัมป์อาจต้องหาทางยุติอำนาจของกฎหมายอีกส่วนคือ “The Posse Comitatus Act” ที่ไม่อนุญาตให้ฝ่ายบริหารในการใช้ทหารกับกิจการภายในของรัฐ ซึ่งในภาวะที่พรรคริพับลิกันคุมเสียงในรัฐสภาอเมริกันนั้น การจะหยุดยั้งการผลักดันนโยบายของทรัมป์ในเรื่องนี้ได้จริง จะต้องอาศัยเสียงสนับสนุนของผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน และใช้รัฐบัญญัติดังกล่าวอย่างเข้มงวด

 

2) ปัญหานโยบายอนุญาตท่องเที่ยวเพื่อการทำแท้ง

หนึ่งในนโยบายแบบเสรีนิยมที่สำคัญของประธานาธิบดีไบเดนในเรื่องของกระทรวงกลาโหมคือ การอนุญาตให้ทหารหญิงลาราชการแบบท่องเที่ยว แต่ในความเป็นจริง เป็นการเดินทางไปทำแท้ง และค่าใช้จ่ายในการเดินทางดังกล่าวสามารถนำใบเสร็จกลับมาขออนุมัติเบิกเงินเดินทางคืนได้ในภายหลัง หรือที่เรียกว่า “นโยบายท่องเที่ยวเพื่อทำแท้ง”

การเสนอนโยบายเช่นนี้เป็นผลจากการที่ศาลสูงอเมริกาได้ตัดสินด้วยการพลิกสิทธิสตรีในเรื่องของการทำแท้งจากเดิม (คดี Roe v. Wade) อันส่งผลให้การทำแท้งมีข้อจำกัดในบางรัฐ หรือในบางรัฐไม่อนุญาตให้มีการทำแท้ง ดังนั้น กระทรวงกลาโหมจึงอนุญาตให้ทหารหญิงเดินทาง “ท่องเที่ยว” ไปยังรัฐที่ยังคงอนุญาตให้มีการทำแท้งได้ และมองว่าการมีนโยบายเช่นนี้เป็นการดำรงความพร้อมในทางทหาร (military readiness)

แต่สำหรับฝ่ายอนุรักษนิยมและพรรครีพับลิกันที่ต่อต้านการทำแท้งมาโดยตลอดแล้ว พวกเขายอมรับนโยบายนี้ไม่ได้ ซึ่งคาดว่าทรัมป์น่าจะยกเลิกนโยบายนี้อย่างแน่นอน

 

3) ปัญหาทหารข้ามเพศในกองทัพ

เมื่อประธานาธิบดีไบเดนเข้ารับตำแหน่งในปี 2021 นั้น เขาได้ยกเลิกข้อห้ามของทรัมป์ในเรื่องของ “ทหารข้ามเพศ” (transgender troops) ที่ไม่อนุญาตให้เข้ารับราชการในกองทัพอย่างเปิดเผย การยกเลิกของไบเดนถือเป็นการใช้นโยบายแบบเสรีนิยมที่สำคัญประการหนึ่งในกองทัพ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากว่า ทรัมป์จะยกเลิกนโยบายของไบเดน และกลับไปใช้นโยบายในแบบเดิม

หากย้อนกลับไป จะพบว่านโยบายแบบเสรีนิยมต่อทหารข้ามเพศนั้น คนที่ดำเนินการให้เกิดผลอย่างแท้จริงคือ ประธานาธิบดีโอบามา ที่ได้อนุญาตให้ทหารข้ามเพศทั้งหลายสามารถรับราชการอย่างเปิดเผยในกองทัพได้ในปี 2016 แต่เมื่อทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2017 เขาได้ยกเลิกนโยบายนี้ ดังที่เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า “รัฐบาลสหรัฐจะไม่ยอมรับ หรืออนุญาตให้บุคคลข้ามเพศ เข้ารับราชการไม่ว่าในตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ในกองทัพสหรัฐ [เป็นอันขาด]”

และเขายังออกคำสั่งอนุญาตให้กองทัพปลดทหารที่ได้รับการตรวจทางการแพทย์ แล้วพบว่าเป็นบุคคลที่มี “ความผิดปกติทางเพศสภาพ” (gender dysphoria)

 

4) กำลังรบในยุโรป

นโยบายของทรัมป์ต้องการที่จะลดกำลังทหารสหรัฐจากยุโรป เช่นในปี 2020 เขาเสนอให้ถอนกำลังของสหรัฐออกจากเยอรมนีจำนวน 12,000 นาย และจำนวนที่ถูกถอนนี้ ครึ่งหนึ่งจะถูกส่งไปประจำการในจุดอื่นของยุโรป และอีกครึ่งจะกลับเข้าประจำการในสหรัฐ แต่รัฐสภาอเมริกันในขณะนั้นได้ยับยั้งไว้ แผนการถอนทหารของทรัมป์จึงไม่ประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม มีเสียงสนับสนุนจากทั้ง 2 พรรค (คือเป็น bipartisan support) ที่ต้องการให้สหรัฐส่งทหารเข้าประจำการในยุโรปตะวันออก เพื่อให้ทหารอเมริกันคุ้นเคยกับภูมิประเทศในแถบนั้น และช่วยเหลือในการฝึกทางทหารให้แก่กองทัพของประเทศเจ้าบ้าน ที่ทหารอเมริกันประจำการอยู่ ซึ่งประเทศในแถบนี้มีค่าใช้จ่ายทางทหารในสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (GDP) ค่อนข้างสูง ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่ทรัมป์ยอมรับได้

เพราะทรัมป์ต้องการให้ชาติสมาชิกของเนโต้มีงบประมาณด้านการทหารต่อสัดส่วนของจีดีพีอยู่ที่ร้อยละ 2 เป็นพื้น

 

5) ปัญหาที่ตั้งกองบัญชาการอวกาศ

การจัดหาที่ตั้งของ “กองบัญชาการอวกาศ” (U.S. Space Command) เป็นประเด็นข้อถกเถียงในวงการทหารอเมริกัน เนื่องจากแต่เดิมนั้น ทรัมป์ได้ตัดสินใจให้กองบัญชาการนี้มีที่ตั้งอยู่ที่รัฐแอละแบมา แต่ประธานาธิบดีไบเดนได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเป็นที่รัฐโคโลราโดแทน ซึ่งคาดกันว่า สุดท้ายแล้ว ทรัมป์น่าจะเอากลับมาไว้ที่รัฐแอละแบมา เพราะในช่วงปลายของรัฐบาล “ทรัมป์ 1” เขาได้ตัดสินใจที่จะตั้ง บก. นี้ที่แอละแบมาไปแล้ว แต่เกิดความเปลี่ยนแปลงเพราะการแพ้เลือกตั้งในปี 2020

ดังนั้น ชัยชนะของทรัมป์ในปี 2024 คือชัยชนะของรัฐแอละแบมา ที่จะได้กองบัญชาการอวกาศไว้ที่รัฐตน เพราะปัญหาเรื่องที่ตั้งนี้กลายเป็นการแข่งขันที่เป็นข้อถกเถียงของ “การเมืองระหว่างรัฐ” ทั้ง 2 ฝ่ายมาโดยตลอด และทางโคโลราโดพยายามยืนยันว่ากองบัญชาการนี้ได้เริ่มก่อตั้งไปแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะย้ายไปแอละแบมาแต่อย่างใด ว่าที่จริงแล้วการแข่งขันระหว่างรัฐในเรื่องเช่นนี้ เป็นภาพสะท้อนของการเมืองอเมริกันในอีกแบบ เพียงแต่ในครั้งนี้เป็นเรื่องของที่ตั้งหน่วยทหาร

กองบัญชาการอวกาศนี้ก่อตั้งในปี 2019 มีภารกิจในการบริหารจัดการทรัพย์สินทหารในอวกาศ รวมถึงในเรื่องของดาวเทียมทางทหาร ซึ่งถือเป็นกองบัญชาการทางทหาร (U.S. military command) ล่าสุดของกองทัพสหรัฐ ที่รองรับต่อการมีกิจกรรมทางทหารของสหรัฐในห้วงอวกาศ

 

6) ปัญหาสีของเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี

ประเด็นนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องทางทหารโดยตรง แต่เป็นประเด็นตกค้างที่ทรัมป์ต้องการที่จะเปลี่ยนสีของเครื่องบินประจำตำแหน่งของประธานาธิบดี หรือที่เรียกว่าเครื่อง “Air Force One” แต่ไบเดนได้ยกเลิกความคิดดังกล่าว และให้ใช้สีเดิม ซึ่งทรัมป์ในครั้งนี้ น่าจะยืนยันความคิดเดิม

ทรัมป์ต้องการที่จะเปลี่ยนสีเครื่องบินตามใจตัวเองด้วยการใช้ 3 สี คือ แดง ขาว และน้ำเงินเข้ม ซึ่งเป็นสีไตรรงค์เช่นเดียวกับเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของทรัมป์ และเราคงได้เห็น “Air Force One” สีใหม่ในเร็ววันอย่างแน่นอน

 

7) ปัญหาการเปลี่ยนชื่อค่ายทหารในประเทศ

การเปลี่ยนชื่อค่ายทหารที่อยู่ในรัฐของฝ่ายใต้แต่เดิม เป็นประเด็นข้อถกเถียงทางการเมืองประการหนึ่งในสังคมอเมริกัน เนื่องจากค่ายทหารมีชื่อตามผู้นำทางทหารของฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมืองอเมริกัน (The Confederate) จึงเกิดเสียงเรียกร้องในช่วงที่ผ่านมาไม่ให้ใช้ชื่อของผู้นำฝ่ายใต้กับค่ายทหารของรัฐบาลกลาง ซึ่งปัญหาเช่นนี้กระทบกับความรู้สึกของคนที่มีความคิดแบบ “ชาตินิยมฝ่ายใต้” อยู่พอสมควร

อย่างไรก็ตาม ในช่วงการหาเสียงในเดือนตุลาคม 2024 ก่อนที่การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นนั้น ทรัมป์เสนอกับผู้สนับสนุนเขาในรัฐนอร์ธแคโรไลนาว่า เขาจะเปลี่ยนชื่อค่ายทหารที่อยู่ในรัฐนี้ กลับไปตามชื่อเดิมของผู้นำฝ่ายใต้ เนื่องจาก “ฟอร์ต แบรกก์” (Fort Bragg ตั้งชื่อตามผู้นำทหารฝ่ายใต้คือ General Braxton Bragg) ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ฟอร์ต ลิเบอร์ตี้” (Fort Liberty)

ข้อเสนอที่จะเปลี่ยนชื่อค่ายทหารกลับอย่างเดิมอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะสมาชิกสภาผู้แทนของทั้ง 2 พรรคอาจจะไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ ซึ่งแต่เดิมนั้นมีค่ายทหารของกองทัพบกสหรัฐจำนวน 9 แห่ง ที่ใช้ชื่อตามผู้นำของฝ่ายใต้ และชื่อค่ายเหล่านี้ได้ถูกเปลี่ยนใหม่ตามมติของรัฐสภาอเมริกันในปี 2021 แม้ทรัมป์จะใช้สิทธิของประธานาธิบดีในการวีโต้ แต่ก็ไม่ชนะในครั้งนั้น

ดังนั้น จึงไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จะเสนอให้เปลี่ยนชื่อกลับไปตามเดิมทั้งหมดเลยหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนเฉพาะที่ฟอร์ตแบรกก์ แต่หากทรัมป์จะต้องเผชิญกับแรงต้านในสภา เขาเองอาจมีทางออกด้วยการใช้ “อำนาจของฝ่ายบริหาร” (executive power) เพราะชื่อค่ายทหารทั้งหลายนั้น เป็นอำนาจโดยตรงของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพต่างๆ เป็นผู้กำหนด

เช่นนี้แล้ว ทรัมป์จะชนะใน 7 เรื่องเหล่านี้ไหม… น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’
การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?
ร่างทรง | เรื่องสั้น : อรรถสิทธิ์ สมจารี
ฝุ่น
มึงรู้จักกูน้อยไป | กวีกระวาด : ในเมือง รักเสรี
APEC ในยุคเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจและซัพพลายเชนสะดุด
จากช่องแคบฮอร์มุซ ถึงช่องแคบมะละกา
อีกสิบปีเราจะมีนายกฯ ชื่อ…?
กระแสตีกลับพรรคส้ม ดราม่าถล่ม เปิดตัว ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ตัวช่วย-ตัวฉุด ดร.โจ? หรือจะสู้ ‘ชัชชาติ’ ได้? แม้เผชิญกระแส ‘ระบอบอากง’