bg-single

ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร ยุคต้นสงครามเย็น (จบ)

19.12.2024

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

 

ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร

ยุคต้นสงครามเย็น (จบ)

 

ยุคต้นสงครามเย็น เจดีย์ดอกบัวตูมเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ มีความพยายามหาเหตุผลที่แฝงอยู่เบื้องหลังการก่อสร้างที่ทำให้รูปแบบเจดีย์ดอกบัวตูมแตกต่างออกไปจากเจดีย์ในแบบจารีตทั้งหลาย

นักประวัติศาสตร์ศิลปะในยุคนี้ดูเสมือนเห็นพ้องตรงกันว่า เจดีย์ดอกบัวตูมสร้างขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นสัญลักษณ์ของการประกาศเอกราชและความเป็นอิสระของชาติไทยจากการปกครองของขอม

จากหลักฐานที่มีอยู่ ความคิดนี้ปรากฏครั้งแรกในงานของ ยอร์ช เซเดส์ เรื่อง L’art siamois de l’?poque de Sukhodaya ตีพิมพ์ในวารสาร Arts Asiatiques พ.ศ.2497 มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า

“…ศิลปสุโขทัย…ไม่เหมือนกับศิลปอื่นๆ ในประเทศข้างเคียง ในด้านสถาปัตยกรรม ก็มีแบบอาคารซึ่งไม่เหมือนปรางค์ขอม…ไม่เหมือนเจดีย์มอญ…ไม่เหมือนกับพระเจดีย์พม่าที่เมืองพุกาม อาคารแบบดั้งเดิมของสุโขทัยนี้ก็คือ เจดีย์ทรงพุ่มข้ามบิณฑ์…”

“…ในด้านประติมากรรม สุโขทัยก็มีการหล่อพระพุทธรูป…เป็นแบบซึ่งแตกต่างไปจากพระพุทธรูปขอม มอญ และพม่า และมักแสดงเป็นรูปปางลีลา ซึ่งเป็นปางที่ไม่รู้จักกันเลยในประเทศกัมพูชา มอญ หรือพม่า…สิ่งตรงกันข้ามที่มีปรากฏอยู่ระหว่างปราสาทขอมกับพระเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ พระพุทธรูปแบบลพบุรีกับแบบสุโขทัย…ข้าพเจ้าคิดว่าเราอาจอธิบายความแตกต่างนี้ได้ว่าเป็นความพยายามที่จะเป็นอิสระของชนชาติไทย ซึ่งเมื่อมีเอกราชขึ้นแล้วก็พยายามให้หลุดพ้นจากประเพณีของผู้ปกครองเก่าของตน…”

“…สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการกล่าวก็คือว่าช่างไทยทำงานในบรรยากาศแห่งการปฏิวัติ ในปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งซึ่งเป็นขอมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมือง สังคม หรือทางด้านพุทธิปัญญา ไม่ว่าช่างไทยจะทำไปโดยรู้สึกตัวหรือไม่ เขาก็ได้สร้างศิลปกรรมที่แตกต่างที่สุดจากศิลปขอม…”

ยอร์ช เซเดส์ ผู้นำเสนอการตีความศิลปะสุโขทัยในฐานะสัญลักษณ์ของการประกาศเอกราชจากขอม

ความหมายดังกล่าวดูจะเป็นที่ยอมรับกันทันทีในหมู่นักวิชาการ ดังจะเห็นได้จากจดหมายของ เอ. บี. กริสโวลด์ ที่เขียนวิจารณ์บทความชิ้นดังกล่าวหลายประเด็น แต่เมื่อถึงประเด็นนี้ กริสโวลด์กลับเห็นพ้องและสรุปในท้ายจดหมายว่า

“…ขณะนี้ (สมัยสุโขทัย-ผู้เขียน) เป็นระยะแห่งอิสรภาพของศิลปะ ซึ่งท่าน (ยอร์ช เซเดส์-ผู้เขียน) ได้อธิบายเกี่ยวกับเหตุผลทางด้านจิตวิทยามาได้เป็นอย่างดียิ่ง…”

ทฤษฎีในบทความนี้มิได้หมายความเพียงเจดีย์ดอกบัวตูมเท่านั้น แต่ยังหมายถึงศิลปะสุโขทัยโดยภาพรวมทั้งหมด โดยเฉพาะการอธิบายรูปแบบพระพุทธรูปสุโขทัยว่าถูกสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำให้แตกต่างจากระพุทธรูปแบบขอมโดยสิ้นเชิง เพื่อแสดงถึงความเป็นเอกราชของชาติไทย

ม.จ.สุภัทรดิศ ทรงแปลบทความชิ้นนี้เป็นภาษาไทยในปี พ.ศ.2507 และในหนังสือ “ศิลปสุโขทัย” ของพระองค์เองที่เขียนขึ้นในเวลาต่อมา ก็ทรงยกทฤษฎีนี้เมื่อกล่าวถึงเช่นกัน โดยเมื่ออธิบายถึงเจดีย์ดอกบัวตูมที่วัดมหาธาตุกลางเมืองสุโขทัย ทรงเขียนว่า

“…ไทยสมัยสุโขทัยได้มาสร้างเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ครอบปรางค์ขอมองค์กลางไว้ภายใน…บางท่านก็กล่าวว่าคงสร้างขึ้นพร้อมกัน เพื่อแสดงว่าชนชาติไทยสมัยสุโขทัยมีชัยชนะต่อขอม…”

ส่วนนักวิชาการสำนักศิลปากรอื่นๆ ก็เริ่มนำเสนอความคิดแบบนี้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน โดยในงานเขียนเรื่อง Thai Buddhist Sculpture ของ ศิลป์ พีระศรี ใน พ.ศ.2497 เมื่ออธิบายถึงเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นของพระพุทธรูปสุโขทัย ได้มีการพูดถึงการที่ช่างสุโขทัยเลือกที่จะรับอิทธิพลทางศิลปะจากลังกาแทนที่จะสืบทอดรูปแบบศิลปะขอมซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเป็นอิสระของสุโขทัยจากขอม

และในงานสัมมนาครั้งใหญ่เรื่องสุโขทัยเมื่อปี พ.ศ.2503 ศิลป์ พีระศรี ได้ย้ำจุดนี้อีกครั้งโดยการระบุว่า ศิลปะสุโขทัยซึ่งถือเป็นยุคทองของชาติไทยนั้น จะเกิดขึ้นมิไม่ได้เลยหากปราศจากซึ่งความเป็นเอกราชของชาติไทยและพุทธศาสนา

หรือในกรณี วิทย์ พิณคันเงิน ราชบัณฑิต สาขาวิจิตรศิลป์ ก็แสดงทัศนะอย่างตรงไปตรงมาในปี พ.ศ.2503 ว่าพระปางลีลาสุโขทัยเป็นสัญลักษณ์ที่หมายความว่าไทยเราได้ชัยชนะต่อขอมแล้ว

ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ผู้แปลและนำแนวคิดการตีความศิลปะสุโขทัยของ ยอร์ช เซเดส์ มาสู่สังคมไทยจนแพร่หลาย

น.ณ ปากน้ำ ศิลปินนักวิชาการของสำนักศิลปากรที่สำคัญอีกท่าน (แม้แนวคิดหลายอย่างทางวิชาการจะแตกต่างจาก ม.จ.สุภัทรดิศ แต่ในประเด็นนี้กลับเห็นพ้องไปในทางเดียวกัน) ก็นำความคิดนี้มาขยายความต่ออย่างพิสดารน่าทึ่ง

ในบทความเรื่อง “ปริทรรศน์ ศิลปไทย” น. ณ ปากน้ำ ตั้งคำถามว่า “พระพุทธรูปสุโขทัย ทำไมจึงดูยิ้มเล็กน้อย” และก็ได้ตอบในเนื้อความต่อมาว่า

“…สมัยนี้เป็นสมัยที่คนไทยเชื่อมั่นในตนเองและสามารถขับขอมผู้เคยเข้ามามีอำนาจกดขี่อยู่ให้กระเจิดกระเจิงไป จึงมีจิตใจผ่องแผ้วจากทรุยุคกันเสียที อารมณ์เหล่านี้และวิญญาณผาสุกเหล่านี้ได้จารึกลงบนพระพักตร์พระพุทธรูปแบบสุโขทัย…”

และยังได้เปรียบกับศิลปะลพบุรีด้วยวิธีการเดียวกันต่อมาว่า

“…ส่วนพระพุทธรูปสมัยลพบุรีนั้นเป็นฝีมือช่างไทย ในสมัยที่ขอมเข้ามามีอำนาจอยู่ ขอมบังคับให้ทำพระพุทธรูปและก่อสร้างปรางค์ปราสาทหินอันมีจำนวนมากมายตามแบบของขอมที่วางกฎเกณฑ์ไว้ ด้วยเหตุนี้ศิลปินพื้นเมืองที่เป็นคนไทยจึงระบายอารมณ์อันคับแค้นใจของเขาออกมาบนพระพุทธรูปสมัยลพบุรีนั้น จึงทำให้รู้สึกว่า พระพุทธรูปสมัยลพบุรีมีแววเคร่งเครียดและค่อนข้างจะบึ้งตึงสักหน่อย…”

เนื้อความข้างต้นเป็นการเชื่อมโยง “เอกราช” และ “อิสรภาพ” ของชาติไทยเข้ากับการแสดงออกทางรูปแบบศิลปะผ่านสัญลักษณ์การยิ้มอย่างมีความสุขของพระพุทธรูปสุโขทัย พร้อมกับสัญลักษณ์ของความทุกข์ยากที่ต้องตกเป็นทาสผ่านใบหน้าที่เคร่งเครียดของพระพุทธรูปสมัยลพบุรี

การสร้างความหมาย “เอกราช” และ “อิสรภาพ” ของคนไทย ใส่ลงไปโบราณวัตถุสถานในอดีตดังที่ได้อธิบายมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโบราณวัตถุสถานสมัยสุโขทัย ได้กลายมาเป็นความเข้าใจกระแสหลักที่ยังคงมีพลังในการอธิบายและยังคงได้รับการผลิตซ้ำผ่านงานเขียนทั้งที่เป็นงานวิชาการและไม่เป็นวิชาการมากมายจวบจนกระทั่งในปัจจุบัน

ศิลป์ พีระศรี ศิลปินที่เชื่อมโยงการสร้างสรรค์ศิลปะสุโขทัยเข้ากับแนวคิดเรื่องเอกราชและพุทธศาสนา

ก่อนจะจบชุดบทความนี้ ผมขอสรุปประเด็นทั้งหมดอีกครั้งนะครับ

ภายใต้บรรยากาศยุคต้นสงครามเย็นได้นำมาซึ่งงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะในอีกแนวทางหนึ่งที่ผมเรียกว่า “สำนักศิลปากร” ซึ่งมีแนวทางการเขียนที่สำคัญ 2 ประการ

ประการแรก เป็นงานเขียนที่พัฒนาสู่ความเป็น “งานเขียนทางวิชาการ” ที่เต็มไปด้วยระบบระเบียบแบบแผน ตลอดจนมีการนำเข้ากรอบแนวคิดทฤษฎีสมัยใหม่ทางประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีเข้ามาใช้ในการศึกษา

ความเปลี่ยนแปลงนี้เชื่อมโยงกับแนวโน้มการสร้างความรู้ในทุกศาสตร์สาขาใน “โลกเสรี” ยุคสงครามเย็นที่จะเน้นรูปแบบของความเป็นวิชาการที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นกลาง และไร้ซึ่งการประเมินในเชิงคุณค่าใดๆ เพื่อสร้างภาพของความเป็นอิสระทางวิชาการที่ปราศจากการเมืองเพื่อให้เกิดคู่ตรงข้ามในการสร้างความรู้แบบ “โลกคอมมิวนิสต์” ที่มีลักษณะของความเป็นการเมืองสูง

อย่างไรก็ตาม ความเป็นกลางทางวิชาการที่ “สำนักศิลปากร” พยายามอ้างถึงนั้น มิได้มีอยู่จริง เพราะภายใต้ระเบียบวิธีทางวิชาการที่ดูไร้อดตินั้นกลับแทรกจุดยืนทางการเมืองแบบโลกเสรีเอาไว้อย่างเต็มที่

ประการที่สอง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การสร้างชาติด้วยการเน้นเชื้อชาตินิยมเพื่อสร้างมหาอาณาจักรไทย ไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป ประเทศไทยกลายมาป็นประเทศเล็กๆ ที่จำเป็นต้องก้าวเข้าไปยืนอยู่ใต้ร่มเงาของสหรัฐอเมริกาในบทบาทใหม่ คือ พันธมิตรโลกเสรีที่ต่อต้านอุดมการณ์คอมมิวนิสต์

ทั้งหมดส่งผลทำให้อุดมการณ์ชาตินิยมไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ โดยในทางหนึ่งต้องปฏิเสธแนวทางชาตินิยมแบบฝ่ายขวาที่เน้นเชื้อชาตินิยมแบบในทศวรรษที่ 2480 ขณะเดียวกัน ในอีกทางหนึ่ง อุดมการณ์ชาตินิยมแบบฝ่ายซ้ายที่เน้นการปฏิวัติมวลชนในแบบโลกคอมมิวนิสต์ก็เป็นแนวทางที่ต้องปฏิเสธเช่นกัน เพราะไทยคือพันธมิตรโลกเสรีที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์

ทางออกจากกระแสชาตินิยมสองด้านดังกล่าวคือ การสร้างแนวทาง “ชาตินิยมสายกลาง” ขึ้นแทนที่ ซึ่งได้กลายมาเป็นอุดมการณ์หลักที่ส่งผลต่องานเขียนทางประวัติศาสตร์ศิลปะในยุคสงครามเย็น

เนื้อหาสาระของ “ชาตินิยมสายกลาง” ในงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะไทยยุคนั้นจะหันมาเน้นเฉพาะประเด็นเรื่องการรักษา “เอกราช” และ “อิสรภาพ” ของชาติไทย แทนที่การอ้างถึงความเป็นมหาอำนาจในแบบยุคก่อนหน้า

ความเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลกระทบต่อการอธิบายโบราณวัตถุสถานทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยสุโขทัย ที่มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงความหมายโดยเปลี่ยนกลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนความเป็น “เอกราช” และ “อิสรภาพ” ของชาติไทย

ลักษณะงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะข้างต้น คือมรดกทางความคิดที่สำคัญที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะสำนักศิลปากรสร้างขึ้นในยุคสงครามเย็น และในบางมิติยังคงมีอิทธิพลส่งทอดต่อเนื่องมาสู่งานเขียนในปัจจุบัน

น. ณ ปากน้ำ ศิลปินนักวิชาการที่พัฒนาและตีความแนวคิดของ ศิลป์ พีระศรี ให้ไปไกลมากขึ้น

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’
การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?
ร่างทรง | เรื่องสั้น : อรรถสิทธิ์ สมจารี
ฝุ่น
มึงรู้จักกูน้อยไป | กวีกระวาด : ในเมือง รักเสรี
APEC ในยุคเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจและซัพพลายเชนสะดุด
จากช่องแคบฮอร์มุซ ถึงช่องแคบมะละกา
อีกสิบปีเราจะมีนายกฯ ชื่อ…?
กระแสตีกลับพรรคส้ม ดราม่าถล่ม เปิดตัว ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ตัวช่วย-ตัวฉุด ดร.โจ? หรือจะสู้ ‘ชัชชาติ’ ได้? แม้เผชิญกระแส ‘ระบอบอากง’