
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
พิพิธภัณฑสถานสร้างชาติ (8)
มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่งในการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ.2510 คือการใช้พื้นที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมานทั้งหมดสำหรับหัวข้อ “ก่อนประวัติศาสตร์” (Prehistory) ของไทย
หากมองเฉพาะขนาดพื้นที่ใช้สอย หัวข้อนี้คือการจัดแสดงที่กินพื้นที่มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นห้องจัดแสดงที่ตั้งยู่ด้านหน้าสุดของพิพิธภัณฑ์ สะดวกแก่การเข้าชม ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญอย่างมากของรัฐไทย ณ ขณะนั้น ที่มีต่อยุคก่อนประวัติศาสตร์
เปรียบเทียบกับการจัดแสดงปัจจุบัน ซึ่งความรู้และการค้นพบโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์มีเพิ่มขึ้นมากจากในปี พ.ศ.2510 อย่างเทียบกันไม่ได้ แต่พื้นที่การจัดแสดงกลับมีขนาดลดลง
แน่นอน ในด้านหนึ่งเราอาจพูดได้ว่า ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์เฉพาะด้านที่จัดแสดงเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์มากมายหลายที่แล้ว จนไม่จำเป็นต้องมารวมศูนย์ที่กรุงเทพฯ อีกต่อไป
แต่หากมองในแง่ของการเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนกลางที่สำคัญที่สุดและต้องทำหน้าที่บอกเล่าภาพรวมของไทยทั้งหมด การลดขนาดพื้นที่จัดแสดงลง ก็สะท้อนการให้ความสำคัญที่น้อยลงตามไปด้วยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
คำถามคือ ทำไมการจัดแสดง พ.ศ.2510 ถึงให้ความสำคัญกับยุคก่อนประวัติศาสตร์มากเป็นพิเศษ

ตัวอย่างการจัดแสดงในห้องก่อนประวัติศาสตร์ ภายในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พ.ศ.2510
ที่มา : หนังสือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ในบทความ “Whose Prehistory? Thailand before the Thais” ของ Maurizio Peleggi (ดูในหนังสือ Monastery, Monument, Museum : Sites and Artifacts of Thai Cultural Memory หน้า 100-118) เสนอไว้น่าสนใจว่า
ความสนใจในการศึกษาโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ในช่วงทศวรรษ 2500-2510 โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ “บ้านเชียง” จ.อุดรธานี (เริ่มจริงจังราว พ.ศ.2509) มีความเกี่ยวข้องกับบริบทการเมืองยุคสงครามเย็น ภายใต้การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา เพื่อแสดงให้เห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เน้นที่ประเทศไทย) มีความเจริญทางอารยธรรมเก่าแก่มาก ถึงขนาดที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งแรกของโลกที่มนุษย์ก้าวเข้าสู่ “ยุคโลหะ”
สมมุติฐานนี้ (ที่ในเวลาต่อมาได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาตร์ยืนยันว่าไม่จริง) เป็นเสมือนการปลดปล่อยประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยเฉพาะไทย) ออกจากประวัติศาสตร์กระแสหลักที่ว่าด้วยต้นกำเนิดของอารยธรรมเกือบทุกอย่างในภูมิภาคนี้ที่ต้องมาจากการนำเข้าอิทธิพลภายนอก (ทั้งจีนและอินเดีย) มาสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ว่าด้วยการเป็นภูมิภาคต้นกำเนิดอารยธรรมแห่งแรกๆ ของโลกแทน
ที่สำคัญคือ ทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านการช่วยเหลือโดยสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าว่าด้วย การค้นพบเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงโดยบังเอิญโดย Steve Young นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด การช่วยตรวจพิสูจน์ความเก่าแก่ของวัตถุโดยห้องแล็บในอเมริกา ไปจนถึงการให้ทุนสนับสนุนในการขุดค้นสำรวจอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา
หากนำข้อเสนอของ Peleggi มาเทียบเคียงกับช่วงเวลาที่กำลังมีการปรับปรุงการจัดแสดงครั้งใหญ่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในปลายทศวรรษ 2500 ก็อาจเป็นหนึ่งในคำตอบที่ไขข้อสงสัยว่าเหตุใด พื้นที่จัดแสดงยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2510 จึงมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ
ยิ่งมองย้อนกลับไปที่ความสนใจในโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ในไทยก่อนหน้าบ้านเชียง ที่เริ่มขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2500 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ กาญจนบุรี ลพบุรี และแม่ฮ่องสอน ภายใต้การสนับสนุนทางวิชาการจากต่างชาติหลายประเทศ เช่น เดนมาร์ก อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย เราก็จะเห็นทิศทางไปในแนวเดียวกัน
เป็นทิศทางที่กำลังพลิกโฉมประวัติศาสตร์ไทย (และเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้) ให้กลายเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แผนที่สะท้อนแนวคิดว่าไทยและพื้นที่โดยรอบเป็นแหล่งอายธรรมสมัยหินใหม่อันเก่าแก่ที่ส่งอิทธิพลไปยังภูมิภาคอื่น มิใช่คอยรับวัฒนธรรมจากภายนอกตามที่เคยเชื่อกันมา
ที่มา : หนังสือ คนก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย
ในหนังสือ คนก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ตีพิมพ์ พ.ศ.2512 โดย ชิน อยู่ดี (หนึ่งในทีมงานปรับปรุงการจัดแสดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในส่วนของห้องก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2510) ได้เล่าถึงความเป็นมาในการศึกษาเรื่องราวยุคก่อนประวัติศาสตร์ในไทย ไล่มาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2470 เรื่อยมาจนถึงการศึกษาขุดค้นทางโบราณคดีร่วมสมัยในปัจจุบัน (พ.ศ.2512) โดยชาวต่างชาติ พร้อมข้อสรุปที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ
ในแม่ฮ่องสอนน่าเชื่อว่ามีการทำกสิกรรมมานานแล้วอย่างน้อย 9,000 ปี, มีการค้นพบขวานทองแดงธรรมชาติ ในปี พ.ศ.2511 ที่โนนนกทา ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นขวานโลหะที่เก่าที่สุดในทวีปเอเชีย ยกเว้นตะวันออกกลาง, ในพื้นที่ประเทศไทย เมื่อประมาณ 9,000 ปีมาแล้ว มีการทำเครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบ ฯลฯ
ข้อเสนอเหล่านี้ นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า ความเจริญในสมัยหิน โดยเฉพาะยุคหินใหม่ ในหลายอย่าง น่าจะเริ่มต้นกำเนิดที่ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และค่อยๆ แผ่ไปยังภูมิภาคอื่น มิใช่ว่าภูมิภาคนี้รับความเจริญมาจากที่อื่น ตามคำอธิบายเดิมๆ
ในบทความของ สุด แสงวิเชียร เรื่อง “กาญจนบุรีสำคัญอย่างไรกับประวัติศาสตร์ของไทย” (ดูในหนังสือ ที่ระลึกในการฌาปนกิจศพ นายคลาย วะสี หน้า 14-66) พ.ศ.2508 เป็นงานสำคัญอีกชิ้นที่มีข้อเสนอในทำนองเดียวกัน แต่ล้ำหน้าไปยิ่งกว่า โดยตอนหนึ่งในบทความอ้างถึงงานศึกษาของ Dr. Solhiem ที่มาขุดค้นที่ บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี และสรุปว่า
“…โครงกระดูกสมัยหินที่บ้านเก่า กับโครงการดูกไทยปัจจุบัน มีลักษณะคล้ายคลึงกันหลายประการ หรือพูดอีกประการหนึ่งว่าไม่มีลักษณะแตกต่างที่สำคัญระหว่างมนุษย์ยุคหินใหม่ที่บ้านเก่ากับคนไทยปัจจุบัน…”
ด้วยความคิดนี้ทำให้สุดนำเสนอแนวคิดว่าด้วยแหล่งกำเนิดของ “คนไทย” ว่าอาจจะไม่ได้อพยพมาจากจีนตอนใต้และเทือกเขาอัลไต แต่อาศัยอยู่ในดินแดนประเทศไทยมานานแล้วต้องแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังความตอนหนึ่งว่า
“…ในแหล่งปัจจุบันของไทยเคยมีไทยหรือไม่มี ยังไม่มีผู้ใดยืนยันออกมาได้ เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยนั้น สนใจเฉพาะสิ่งที่พบเห็นเหนือพื้นดิน และเมื่อไทยเริ่มสนใจประวัติศาสตร์ของชาติตัวนั้น การศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์และก่อนประวัติศาสตร์ของประเทศใกล้บ้านได้ก้าวหน้าไปไกลมาก ทั้งนี้โดยอาศัยความรู้และอิทธิพลของชาวตะวันตก…ฉะนั้น เมื่อคนไทยพบสิ่งใดที่สำคัญก็มักจะนำไปเปรียบเทียบกับที่ได้พบแล้วในประเทศใกล้เคียง เมื่อวัตถุที่พบไปคล้ายกับที่พบในประเทศใกล้เคียง ก็ถูกสันนิษฐานว่า เป็นเพราะดินแดนไทยนั้นมีชาติที่สร้างวัตถุเหล่านั้นเข้ามาอยู่ก่อน เพื่อสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานนี้ก็ต้องให้ไทยอยู่ที่อื่น แหล่งที่เหมาะที่สุดก็คือตอนใต้ของประเทศจีนที่ยังพบมีคนพูดไทยอาศัยอยู่
แต่ถ้าสมมุติให้เป็นอีกทางหนึ่งซึ่งอาจผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ให้ดินแดนของไทยนี้เป็นถิ่นฐานของบรรพบุรุษของไทย โดยอาศัยการติดต่อทางบกและทางน้ำกับประเทศใกล้เคียง ทำให้วัฒนธรรมของประเทศเหล่านั้นแผ่เข้าสู่ไทยได้ ทางสันนิษฐานก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ข้อนี้อาจเห็นได้ว่าการแบ่งสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของกองโบราณคดี, กรมศิลปากรนั้นมีการเหลื่อมล้ำกันมาก เช่น ทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 11-16, ศรีวิชัย 13-18, ลพบุรี 16-19, เชียงแสน 17-21, สุโขทัย 18-19, อู่ทอง 17-20, แต่ถ้าเปลี่ยนไปได้ว่าระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-20 โดยการติดต่อกับประเทศใกล้เคียงทำให้เกิดศิลปแบบทวารวดี, ศรีวิชัย, ลพบุรี, เชียงแสน, สุโขทัย และอู่ทองขึ้นในประเทศไทย ถ้าบังเอิญพิสูจน์ได้ การอพยพคนเป็นหมู่ใหญ่หรือการขับไล่หมู่ชนที่เข้ามาอยู่ในดินแดนส่วนนี้ก็หมดไป
การพิสูจน์แบบนี้ต้องอาศัยการขุดค้นลงไปในพื้นดิน…”
จากตัวอย่างที่ยกมา เห็นชัดเลยนะครับว่า ในทศวรรษ 2500 ประเด็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ คือประเด็นใหม่ที่ท้าทายและถูกเชื่อว่ากำลังจะเป็นตัวพลิกประวัติศาสตร์ชาติไทยให้กลายเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดของโลกแหล่งหนึ่ง
ยิ่งเมื่อผสานเข้ากับบริบทการเมืองยุคสงครามเย็น (ตามข้อเสนอของ Peleggi) ก็ยิ่งทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างพันธมิตรโลกเสรีที่มีอเมริกาเป็นแกนนำ กับรัฐไทยภายใต้แรงผลักดันของแนวคิดชาตินิยม ที่กำลังต้องการทำให้ชาติไทยมีความยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดชาติหนึ่งในโลก
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ห้องจัดแสดงยุคก่อนประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ.2510 จึงมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ
แม้หลักฐานที่เหลืออยู่ปัจจุบันจะชี้ให้เห็นว่า เนื้อหานิทรรศการ ณ ตอนนั้นมิได้กล่าวอ้างใหญ่โตขนาดนั้น อีกทั้งข้อเสนอบางอย่าง เช่นกรณีคนไทยอาศัยอยู่ในดินแดนไทยมายาวนานตั้งแต่ยุคหินใหม่ จะไม่เป็นที่ยอมรับจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก และไม่ได้ถูกนำมาจัดแสดง
แต่กระนั้น เราต้องยอมรับนะครับว่า การศึกษายุคก่อนประวัติศาสตร์ ณ ช่วงเวลานั้น เป็นเสมือนสิ่งที่กำลังเข้ามาเติมเต็มความฝันและความหวังทั้งในการหาคำตอบเรื่องกำเนิดชนชาติไทย และเป็นเครื่องมือในการสร้างความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในทางประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ตาม เมื่อการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนความก้าวหน้าในการศึกษาโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์เจริญขึ้น ความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ของชาติไทยที่ฝากไว้กับยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ต้องพังทลายลง และทำให้พื้นที่การจัดแสดงยุคก่อนประวัติศาสตร์ในการปรับปรุง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในเวลาต่อมา ลดขนาดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
