ธุรกิจท่องเที่ยวถึงทางตัน! หรือแค่…เกมต่อรอง? ‘คิงเพาเวอร์’ ขอเลิกสัญญาดิวตี้ฟรี 5 สนามบิน
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
ธุรกิจท่องเที่ยวถึงทางตัน!
หรือแค่…เกมต่อรอง?
‘คิงเพาเวอร์’ ขอเลิกสัญญาดิวตี้ฟรี 5 สนามบิน
ขณะที่ตัวเลขการลดลงอย่างต่อเนื่องของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจนถึงขณะนี้ยังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตก ซึ่งเดิมคาดการณ์ว่าปีนี้ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวจีนที่ 8 ล้านคน แต่ล่าสุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่าปรับลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2567 ที่จำนวน 6.7 ล้านคน
ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เผยว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม-8 มิถุนายน 2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 15.01 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 2.87% ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจีน 2.029 ล้านคน ลดลงเฉลี่ยกว่า 30%
ประเด็นร้อนเขย่าวงการธุรกิจท่องเที่ยวเวลานี้ คงไม่พ้นกรณี บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ของเจ้าสัว “อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ผู้บริหารร้านค้าดิวตี้ฟรีเพียงรายเดียวของประเทศไทย ส่งหนังสือถึงบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) หรือ AOT ขอหารือแนวทางในการพิจารณายกเลิกสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ใน 5 สนามบินหลัก
รวมสัญญา 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1. สัญญาร้านค้าปลอดอากรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 2. สัญญาร้านค้าปลอดอากรท่าอากาศยานดอนเมือง และ 3. สัญญาร้านค้าปลอดอากรท่าอากาศยานภูมิภาค (ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่) มีมูลค่าผลตอบแทนที่ให้กับ AOT ประมาณ 19,000-20,000 ล้านบาทต่อปี
โดยระบุเหตุผลในการขอยกเลิกสัญญาสัมปทานว่าเป็นเหตุสุดวิสัยและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทำให้คิงเพาเวอร์ไม่สามารถประกอบกิจการและปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้ได้ 7 ข้อ
ประกอบด้วย 1. การสั่งหยุดดำเนินการร้านค้าปลอดอากรขาเข้าจากนโยบายรัฐบาล
2. การลดภาษีสินค้าประเภทไวน์อันส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายภายในร้านค้าปลอดอากร
3. การขอคืนพื้นที่บางส่วน (ประมาณ 491.220 ตารางเมตร)
4. การขาดมาตรการเชิงรุกของภาครัฐทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดลง
5. การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังมีผลกระทบต่อธุรกิจ
6. สถานการณ์สงครามและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
และ 7. สถานการณ์ภายในประเทศที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้เดินทางเข้าประเทศลดลง
เรื่องนี้ “นิตินัย ศิริสมรรถการ” ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 4 มิถุนายน 2568 ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมา “คิง เพาเวอร์” ได้รับผลกระทบหนักตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หรือตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และก่อนหน้านี้ก็ได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์จาก AOT ต่อเนื่อง เช่น ขอแบ่งการชำระหนี้ ขอพักชำระหนี้ ฯลฯ เนื่องจากบริษัทฯ ขาดสภาพคล่อง ไม่มีกระแสเงินสดเข้ามาหมุนเวียน
การส่งหนังสือถึง AOT เพื่อขอหารือแนวทางในการพิจารณายกเลิกสัญญาดิวตี้ฟรีในสนามบินทั้งหมด 5 แห่งครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อขอยกเลิกสัญญาสัมปทาน เพราะไม่สามารถดำเนินธุรกิจภายใต้เงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนแบบเดิมได้
อย่างไรก็ตาม หากผลการหารืออยู่ในทิศทางที่ดี AOT ปรับเปลี่ยนสัญญาให้คิงเพาเวอร์สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้แบบไม่ขาดทุนบริษัทฯ ก็พร้อมที่จะทำธุรกิจต่อไป
ซีอีโอคนใหม่ “คิง เพาเวอร์” ยังบอกด้วยว่า ธุรกิจของคิงเพาเวอร์ในปัจจุบันได้ไม่เป็นธุรกิจขึ้น-ลงตาม Life Cycle ตกในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีแล้วจะกลับมาดีในช่วงเศรษฐกิจฟื้น แต่ปัจจุบันมีปัจจัยเรื่องของการ Disruption เกิดปัจจัยใหม่ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากมาย เช่น ผู้โดยสารไม่ได้เป็นไปตามเป้าที่คาดการณ์ นักท่องเที่ยวจีนไม่มา การช้อปปิ้งออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ฯลฯ ซึ่งในหลักการบริหารนั้นต้องเร่งปิดปัจจัยดิสรัปชั่นให้เร็วที่สุด
อย่างไรก็ดี “นิตินัย” ยอมรับว่า หาก AOT เลือกแนวทางยกเลิกสัญญา แล้วจัดประมูลหาผู้ประกอบการรายใหม่ คิงเพาเวอร์ก็พร้อมเข้าประมูลใหม่เช่นกัน แต่จะเป็นการประมูลที่อยู่พื้นฐานบริบทใหม่ และผลตอบแทนที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน
แน่นอนว่าการเปิดเกมต่อรองด้วยการยื่นข้อเสนอ “ยกเลิกสัญญา” ของคิงเพาเวอร์ ทุกฝ่ายเชื่อว่า แท้จริงคิงเพาเวอร์ไม่ได้ต้องการยกเลิกสัญญาจริงๆ เพียงแต่เดินเกมบีบ AOT เพื่อขอลดผลประโยชน์ตอบแทนมากกว่า นั่นก็คือการนำไปสู่การแก้สัญญาสัมปทานที่ทำกันไว้ตั้งแต่ 28 กันยายน 2563-31มีนาคม 2574
โดยครั้งนั้นคิงเพาเวอร์ชนะประมูลด้วยข้อเสนอวงเงินผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำรายปี 3 สัญญารวมกัน ปีแรกสูงถึง 23,548 ล้านบาท แต่ด้วยผลกระทบต่างๆ ทำให้คิงเพาเวอร์แบกรับกับเงื่อนไขสัญญาผลตอบแทนเดิมไม่ไหว
ขณะที่ “ปวีณา จริยฐิติพงศ์” รักษาการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทอท. หรือ AOT ระบุว่า เรื่องนี้จะพยายามหารือกับทางคิงเพาเวอร์เพื่อให้มีข้อสรุปโดยเร็ว โดยเบื้องต้น AOT จะดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณากลั่นกรอง และจ้างที่ปรึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เพื่อวิเคราะห์รายละเอียดของสัญญาเดิม รวมถึงหาแนวทางที่เหมาะสมในการทำธุรกิจร่วมกันต่อไป โดยจะได้ข้อสรุปภายใน 60 วัน
สำหรับผลตอบแทนที่กลุ่มคิงเพาเวอร์จ่ายให้ AOT ในปี 2567 คิดเป็นสัดส่วน 17% ของรายได้รวมของ AOT แต่รายได้จากส่วนอื่นของบริษัทยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงไม่น่าวิตกนัก นอกจากนี้ ค่าตอบแทนที่กลุ่มคิงเพาเวอร์ค้างชำระอยู่นั้นยังไม่เกินวงเงินค้ำประกัน (Bank Guarantee)
ขณะเดียวกัน AOT ยังมีแผนการหารายได้เพิ่มจากแหล่งอื่นๆ เช่น รายได้จากค่าใช้บริการระบบไฟฟ้า 400 Hz ระบบบปรับอากาศ Pre-Conditioned Air (PC Air) โครงการผู้ให้บริการลานจอด และอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง
รวมถึงแผนการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์บริเวณรอบท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งที่จะก่อให้เกิดรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) ซึ่งจะเริ่มเห็นความชัดเจนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 นี้เป็นต้นไป
แม้ว่ารักษาการซีอีโอของ AOT จะระบุว่ามีผลกระทบไม่มากแต่ดูเหมือนว่านักลงทุนจะไม่ได้มองเช่นนั้น
“ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า แม้กรณีดังกล่าวคงไม่ถึงขั้นยกเลิกสัญญาทั้ง 5 สนามบิน แต่จะเป็นการต่อรองปรับลดการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน
ประเมินผลกระทบเบื้องต้น มองว่าปัจจุบันคิงเพาเวอร์จ่ายผลประโยชน์ขั้นต่ำ 33% ของยอดขาย (minimum guarantee) ซึ่งอาจจะปรับลดมาจ่ายที่ระดับ 20% ของยอดขาย (Revenue sharing) ซึ่งหากตกลงได้ตามนี้ก็จะกระทบประมาณการกำไรของ AOT ปี 2569 ลดลง 17%
ขณะที่ข้อมูลผลประกอบการของบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) ผู้รับสัมปทานดิวตี้ฟรีมีรายได้ลดลง และประสบภาวะขาดทุนตั้งแต่ปี 2563 (ช่วงโควิด) และหนี้สินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โดยปี 2563 ตัวเลขขาดทุน 1,833 ล้านบาท ปี 2564 ขาดทุน 2,814 ล้านบาท ปี 2565 พลิกกลับมามีกำไร 3,751 ล้านบาท ปี 2566 ขาดทุน 651 ล้านบาท และสิ้นปี 2566 บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรีมีหนี้สะสมอยู่ที่ 16,459 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ในกลุ่มคิงเพาเวอร์ยังมีอีกหลายบริษัทที่ผลประกอบการยังมีกำไร รวมถึงบริษัท คิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่รับสัมปทานบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยในปี 2566 บริษัทยังมีกำไรสุทธิ 626.72 ล้านบาท
หากย้อนดูปมปัญหาของบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด จะพบว่าได้ทำหนังสือถึง AOT เมื่อ 26 สิงหาคม 2567 เพื่อขอเลื่อนการชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนจาก 5 สนามบิน โดยอ้างว่าถึงแม้สถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลาย แต่ยังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง และบริษัทไม่สามารถฟื้นคืนธุรกิจได้อย่างที่ประเมินไว้
จึงขอเลื่อนชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่ครบกำหนดชำระตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567-กรกฎาคม 2568 (รวม 12 งวด) ออกไปเป็นระยะเวลางวดละ 18 เดือน เพื่อให้มีระยะเวลาฟื้นฟูสภาพคล่องทางการเงิน
ครั้งนั้น AOT ให้ “คิง เพาเวอร์” ปรับโครงสร้างการชำระเงิน เพราะพิจารณาแล้วว่าเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์กว่าการยกเลิกสัญญาและทำการประมูลใหม่ เพราะอาจทำให้ได้รับค่าผลประโยชน์ตอบแทนต่ำกว่าที่เคยได้รับอย่างมีนัยสำคัญ
ดูเหมือนว่าเกมของคิงเพาเวอร์ ด้วยการยื่นข้อเสนอยกเลิกสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี แบบที่รู้ว่า AOT ไม่อาจเลือกได้
จึงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ครั้งนี้ AOT จะพิจารณายกเลิกสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีทั้ง 5 สนามบินหลักตามที่ “คิง เพาเวอร์” ร้องขอ หรือจะเป็นเพียงเกมต่อรองแก้สัญญาปรับลด “ผลตอบแทน” เพื่ออุ้มคิงเพาเวอร์อีกครั้ง
