ปิดสนิทด่านชายแดนไทย-เขมร การค้า 2 ฝ่าย ‘ระส่ำ’ เสียหายวันละ 500 ล้าน
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
ปิดสนิทด่านชายแดนไทย-เขมร
การค้า 2 ฝ่าย ‘ระส่ำ’
เสียหายวันละ 500 ล้าน
การอ้างสิทธิเขตแดนในพื้นที่ 4 จุด ได้แก่ บริเวณช่องบก (12 ตารางกิโลเมตรของพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต) กลุ่มปราสาทตาเมือนธม-ตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย ของกัมพูชา ด้วยการส่งกองทหารและประชาชนรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็น “ข้อพิพาท” ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา
เมื่อฝ่ายกัมพูชาดึงดันที่จะยื่นเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) แต่ฝ่ายเดียว พร้อมกับ “กดดัน” ให้ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลโลก เพื่อตัดสินว่า พื้นที่บริเวณ 4 จุดดังกล่าวเป็นอาณาเขตของประเทศใดกันแน่
จากความไม่ชัดเจนของแผนที่ที่ต่างฝ่ายต่างยึดกันคนละฉบับ และมีการอ้างสิทธิในการครอบครองใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาท
โดยรัฐบาลไทยยังคงยืนยันที่จะยุติข้อพิพาทด้วยการเจรจาผ่านทางกลไกเดิมคือ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ภายใต้ MOU 43 ที่มีการเจรจากันมาแล้ว 6 ครั้ง
ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาไม่เห็นด้วยที่จะนำกรณีข้อพิพาทเขตแดนทั้ง 4 จุดเข้าไปเจรจากันใน JBC แต่ยืนยันที่จะขอความร่วมมือฝ่ายไทยในการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกร่วมกัน
การอ้างสิทธิเขตแดนดังกล่าวได้สร้างความตึงเครียดตลอดแนวชายแดนที่ทั้ง 2 ฝ่ายเคลื่อนกองทหารเข้าประชิดชายแดน ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าอย่างกรณีที่บริเวณช่องบก ซึ่งฝ่ายกัมพูชายอมปรับกำลังถอยจากพื้นที่พิพาท เมื่อต้องเผชิญกับมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนชายแดนไทย-กัมพูชาของกองทัพบก ตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ได้วางเอาไว้ 4 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นที่ 1 จำกัดการผ่านแดนเฉพาะบุคคลที่มีเหตุจำเป็น
ขั้นที่ 2 จำกัดวัน เวลา ในการเข้า-ออกจุดผ่านแดน
ขั้นที่ 3 ปิดบางจุดผ่านแดน
และ ขั้นที่ 4 การปิดจุดผ่านแดนตลอดแนวชายแดน
โดยล่าสุด กองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา มีสาระสำคัญอยู่ที่การกำหนดมาตรการ “ยกระดับ” การควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
ในพื้นที่ จ.สระแก้ว-จันทบุรี-ตราด-สุรินทร์-ศรีสะเกษ ครอบคลุมจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม (อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี)-จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด (อ.คลองใหญ่ จ.ตราด)-จุดผ่อนปรนการค้าบ้านซับตาวี (อ.สอยดาว จ.จันทบุรี)-จุดผ่อนปรนการค้าบ้านสวนส้ม (อ.สอยดาว จ.จันทบุรี)-จุดผ่อนปรนการค้าบ้านมะม่วง อ.บ่อไร่ จ.ตราด) จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์-จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ (อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ)-จุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู (อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์)
ด้วยการ 1. งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภท 2. งดการเดินทางผ่านเข้า-ออกของประชาชน การค้าขายทุกประเภท นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และ 3. มีข้อ “ยกเว้น” เฉพาะการอำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรม ตามความเหมาะสม อาทิ การรักษาพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วย และการศึกษาของนักเรียนที่จำเป็นต้องข้ามแดน
มาตรการควบคุมจุดผ่านแดนครั้งล่าสุดนี้เป็นการยกระดับเสมือนหนึ่งการปิดจุดผ่านแดนตลอดแนวชายแดนหรือมาตรการในขั้นที่ 4
สำหรับเหตุผลในการควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ทางกองทัพไทยอ้างว่า ทหารกัมพูชาได้ “รุกล้ำอธิปไตยไทย” ด้วยการลาดตระเวน การปรับปรุงฐานที่มั่นและมีการดัดแปลงภูมิประเทศ รวมทั้งมีการนำประชาชนกัมพูชาเข้ามาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่ (กรณีการร้องเพลงชาติกัมพูชาที่ปราสาทตาควาย) ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนไทยตามแนวชายแดนในการเดินทางข้ามแดนและเกิดความตึงเครียดในพื้นที่ขึ้น
แน่นอนว่า ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาเองก็ได้ “ตอบโต้” การยกระดับควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ได้ห้ามไม่ให้รถบรรทุกขนส่งผัก-ผลไม้ไทยข้ามแดนบริเวณจุดผ่านแดนบ้านแหลม-บ้านผักกาด-บ้านหาดเล็ก จ.จันทบุรีและตราด การประกาศปิดจุดผ่านแดนช่องจวม อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ตรงข้ามช่องสะงำ และการปิดจุดผ่อนปรนการค้าช่องจุ๊บโกกี ตรงข้ามช่องสายตะกู
ส่งผลให้การค้าชายแดนบริเวณดังกล่าวหยุดชะงักมาก่อนหน้านี้แล้ว
นอกจากการปิดจุดผ่านแดนตอบโต้กันไปมาแล้ว รัฐบาลกัมพูชายังเปิดแนวรบไปยังการนำเข้า-ส่งออกสินค้าสำคัญของประเทศไทยที่ไม่ได้ทำการค้าผ่านชายแดนทางบก ด้วยคำสั่งระงับการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากประเทศไทยหลังเที่ยงคืนของวันที่ 22 มิถุนายน
ยิ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) กับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR (สถานีบริการน้ำมัน 186 แห่ง คาเฟ่อะเมซอน 254 แห่ง ร้านสะดวกซื้อ 71 แห่ง) แม้มีรายได้จากกัมพูชาคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 0.5 กับ 2.5% ของรายได้รวม
นอกเหนือไปจากการค้าชายแดนที่ต้องหยุดชะงักลงหลังจากนี้ด้วย
สำหรับตัวเลขการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-เมษายน 2568) ทั้ง 2 ฝ่ายมีการค้ารวม 64,612 ล้านบาท (ปี 2567 มูลค่าการค้ารวม 174,530 ล้านบาท) แบ่งเป็น ไทยส่งออก 50,225 ล้านบาท นำเข้า 14,387 ล้านบาท
โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าชายแดน 35,838 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องดื่ม (คิดเป็นมูลค่า 2,665 ล้านบาท), น้ำแร่-น้ำอัดลม (1,757 ล้านบาท), ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (1,616 ล้านบาท), เครื่องยนต์แบบลูกสูบ/ส่วนประกอบ (1,863 ล้านบาท) และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร (กาแฟสำเร็จ-นมผง-บุหรี่-คิดเป็นมูลค่า 1,371 ล้านบาท)
ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากกัมพูชาผ่านด่านชายแดน ได้แก่ มันสำปะหลัง (5,874 ล้านบาท), เศษอะลูมิเนียม (2,777 ล้านบาท), ลวดและสายเคเบิลหุ้มฉนวน (1,101 ล้านบาท), หลอด/ท่อเหล็ก (468 ล้านบาท), ผลิตภัณฑ์ทำจากอะลูมิเนียม (576 ล้านบาท) และเศษทองแดง (214 ล้านบาท)
จากการสอบถามผู้ประกอบการสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่ที่ทำการค้าชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าผ่านด่านศุลกากรอรัญประเทศ ซึ่งเป็นด่านใหญ่ที่สุดและมีมูลค่าการค้ารวมกันสูงถึง 40,261 ล้านบาท (4 เดือนแรกของปี 2568) ค่อนข้างกังวลที่ไม่สามารถส่งสินค้าผ่านด่านชายแดนเข้าไปจำหน่ายในกัมพูชาได้
และยิ่งมีการปิดด่านการค้าชายแดนนานเท่าไหร่ก็จะมีสินค้าอุปโภค-บริโภคจากจีนส่งเข้ามาจำหน่ายแทนที่สินค้าอุปโภค-บริโภคไทย ซึ่งสามารถทดแทนกันได้และมีราคาถูกกว่า แต่เป็นที่นิยมน้อยกว่าสินค้าอุปโภค-บริโภคแบรนด์ไทย
ส่วนทางด้านการนำเข้านั้น ผู้ประกอบการส่งออกมันเส้นไปจีนกับผู้ประกอบการโรงงานแป้งมันสำปะหลังฝั่งไทยมีความต้องการหัวมันสด-มันเส้นจากกัมพูชา เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศลดลงติดต่อกันมาหลายฤดูกาล
ดังนั้น หากการขนส่งมันเส้น-หัวมันสดจากฝั่งกัมพูชาหยุดชะงักลงส่งผลให้ผู้ส่งออกมันเส้นไปจีน โรงแป้งมัน ขาดแคลนวัตถุดิบในฤดูกาลที่จะถึงนี้ และยังเกรงว่ามันหัวสด-มันเส้นจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดโลกด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้การปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้จะยังส่งผลกระทบไม่มากนักต่อนักลงทุนไทยที่เข้าไปตั้งโรงงานหรือดำเนินธุรกิจการค้าโดยตรง
แต่ผู้ประกอบการทุกรายได้จับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะประเมินว่าการค้าของทั้งสองฝ่ายเสียหายวันละ 500 ล้านบาท และไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์รุนแรงจนถึงขั้นตอบโต้กันด้วยกำลังทหาร
เพราะแค่การตอบโต้กันด้วยการปิดด่านทุกด่านตามแนวชายแดนก็ส่งผลกระทบต่อการค้าด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจบริการและภาคแรงงาน อันเนื่องมาจากการเดินทางเข้า-ออกด่านของสินค้าและแรงงานที่จะส่งผลในระยะยาวต่อไป ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น
