bg-single

ปิดสนิทด่านชายแดนไทย-เขมร การค้า 2 ฝ่าย ‘ระส่ำ’ เสียหายวันละ 500 ล้าน

25.06.2025

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

ปิดสนิทด่านชายแดนไทย-เขมร

การค้า 2 ฝ่าย ‘ระส่ำ’

เสียหายวันละ 500 ล้าน

การอ้างสิทธิเขตแดนในพื้นที่ 4 จุด ได้แก่ บริเวณช่องบก (12 ตารางกิโลเมตรของพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต) กลุ่มปราสาทตาเมือนธม-ตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย ของกัมพูชา ด้วยการส่งกองทหารและประชาชนรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็น “ข้อพิพาท” ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

เมื่อฝ่ายกัมพูชาดึงดันที่จะยื่นเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) แต่ฝ่ายเดียว พร้อมกับ “กดดัน” ให้ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลโลก เพื่อตัดสินว่า พื้นที่บริเวณ 4 จุดดังกล่าวเป็นอาณาเขตของประเทศใดกันแน่

จากความไม่ชัดเจนของแผนที่ที่ต่างฝ่ายต่างยึดกันคนละฉบับ และมีการอ้างสิทธิในการครอบครองใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาท

โดยรัฐบาลไทยยังคงยืนยันที่จะยุติข้อพิพาทด้วยการเจรจาผ่านทางกลไกเดิมคือ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ภายใต้ MOU 43 ที่มีการเจรจากันมาแล้ว 6 ครั้ง

ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาไม่เห็นด้วยที่จะนำกรณีข้อพิพาทเขตแดนทั้ง 4 จุดเข้าไปเจรจากันใน JBC แต่ยืนยันที่จะขอความร่วมมือฝ่ายไทยในการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกร่วมกัน

การอ้างสิทธิเขตแดนดังกล่าวได้สร้างความตึงเครียดตลอดแนวชายแดนที่ทั้ง 2 ฝ่ายเคลื่อนกองทหารเข้าประชิดชายแดน ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าอย่างกรณีที่บริเวณช่องบก ซึ่งฝ่ายกัมพูชายอมปรับกำลังถอยจากพื้นที่พิพาท เมื่อต้องเผชิญกับมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนชายแดนไทย-กัมพูชาของกองทัพบก ตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ได้วางเอาไว้ 4 ขั้นตอน ได้แก่

ขั้นที่ 1 จำกัดการผ่านแดนเฉพาะบุคคลที่มีเหตุจำเป็น

ขั้นที่ 2 จำกัดวัน เวลา ในการเข้า-ออกจุดผ่านแดน

ขั้นที่ 3 ปิดบางจุดผ่านแดน

และ ขั้นที่ 4 การปิดจุดผ่านแดนตลอดแนวชายแดน

โดยล่าสุด กองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา มีสาระสำคัญอยู่ที่การกำหนดมาตรการ “ยกระดับ” การควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ในพื้นที่ จ.สระแก้ว-จันทบุรี-ตราด-สุรินทร์-ศรีสะเกษ ครอบคลุมจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม (อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี)-จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด (อ.คลองใหญ่ จ.ตราด)-จุดผ่อนปรนการค้าบ้านซับตาวี (อ.สอยดาว จ.จันทบุรี)-จุดผ่อนปรนการค้าบ้านสวนส้ม (อ.สอยดาว จ.จันทบุรี)-จุดผ่อนปรนการค้าบ้านมะม่วง อ.บ่อไร่ จ.ตราด) จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์-จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ (อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ)-จุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู (อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์)

ด้วยการ 1. งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภท 2. งดการเดินทางผ่านเข้า-ออกของประชาชน การค้าขายทุกประเภท นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และ 3. มีข้อ “ยกเว้น” เฉพาะการอำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรม ตามความเหมาะสม อาทิ การรักษาพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วย และการศึกษาของนักเรียนที่จำเป็นต้องข้ามแดน

มาตรการควบคุมจุดผ่านแดนครั้งล่าสุดนี้เป็นการยกระดับเสมือนหนึ่งการปิดจุดผ่านแดนตลอดแนวชายแดนหรือมาตรการในขั้นที่ 4

สำหรับเหตุผลในการควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ทางกองทัพไทยอ้างว่า ทหารกัมพูชาได้ “รุกล้ำอธิปไตยไทย” ด้วยการลาดตระเวน การปรับปรุงฐานที่มั่นและมีการดัดแปลงภูมิประเทศ รวมทั้งมีการนำประชาชนกัมพูชาเข้ามาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่ (กรณีการร้องเพลงชาติกัมพูชาที่ปราสาทตาควาย) ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนไทยตามแนวชายแดนในการเดินทางข้ามแดนและเกิดความตึงเครียดในพื้นที่ขึ้น

แน่นอนว่า ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาเองก็ได้ “ตอบโต้” การยกระดับควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ได้ห้ามไม่ให้รถบรรทุกขนส่งผัก-ผลไม้ไทยข้ามแดนบริเวณจุดผ่านแดนบ้านแหลม-บ้านผักกาด-บ้านหาดเล็ก จ.จันทบุรีและตราด การประกาศปิดจุดผ่านแดนช่องจวม อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ตรงข้ามช่องสะงำ และการปิดจุดผ่อนปรนการค้าช่องจุ๊บโกกี ตรงข้ามช่องสายตะกู

ส่งผลให้การค้าชายแดนบริเวณดังกล่าวหยุดชะงักมาก่อนหน้านี้แล้ว

นอกจากการปิดจุดผ่านแดนตอบโต้กันไปมาแล้ว รัฐบาลกัมพูชายังเปิดแนวรบไปยังการนำเข้า-ส่งออกสินค้าสำคัญของประเทศไทยที่ไม่ได้ทำการค้าผ่านชายแดนทางบก ด้วยคำสั่งระงับการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากประเทศไทยหลังเที่ยงคืนของวันที่ 22 มิถุนายน

ยิ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) กับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR (สถานีบริการน้ำมัน 186 แห่ง คาเฟ่อะเมซอน 254 แห่ง ร้านสะดวกซื้อ 71 แห่ง) แม้มีรายได้จากกัมพูชาคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 0.5 กับ 2.5% ของรายได้รวม

นอกเหนือไปจากการค้าชายแดนที่ต้องหยุดชะงักลงหลังจากนี้ด้วย

สำหรับตัวเลขการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-เมษายน 2568) ทั้ง 2 ฝ่ายมีการค้ารวม 64,612 ล้านบาท (ปี 2567 มูลค่าการค้ารวม 174,530 ล้านบาท) แบ่งเป็น ไทยส่งออก 50,225 ล้านบาท นำเข้า 14,387 ล้านบาท

โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าชายแดน 35,838 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องดื่ม (คิดเป็นมูลค่า 2,665 ล้านบาท), น้ำแร่-น้ำอัดลม (1,757 ล้านบาท), ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (1,616 ล้านบาท), เครื่องยนต์แบบลูกสูบ/ส่วนประกอบ (1,863 ล้านบาท) และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร (กาแฟสำเร็จ-นมผง-บุหรี่-คิดเป็นมูลค่า 1,371 ล้านบาท)

ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากกัมพูชาผ่านด่านชายแดน ได้แก่ มันสำปะหลัง (5,874 ล้านบาท), เศษอะลูมิเนียม (2,777 ล้านบาท), ลวดและสายเคเบิลหุ้มฉนวน (1,101 ล้านบาท), หลอด/ท่อเหล็ก (468 ล้านบาท), ผลิตภัณฑ์ทำจากอะลูมิเนียม (576 ล้านบาท) และเศษทองแดง (214 ล้านบาท)

จากการสอบถามผู้ประกอบการสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่ที่ทำการค้าชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าผ่านด่านศุลกากรอรัญประเทศ ซึ่งเป็นด่านใหญ่ที่สุดและมีมูลค่าการค้ารวมกันสูงถึง 40,261 ล้านบาท (4 เดือนแรกของปี 2568) ค่อนข้างกังวลที่ไม่สามารถส่งสินค้าผ่านด่านชายแดนเข้าไปจำหน่ายในกัมพูชาได้

และยิ่งมีการปิดด่านการค้าชายแดนนานเท่าไหร่ก็จะมีสินค้าอุปโภค-บริโภคจากจีนส่งเข้ามาจำหน่ายแทนที่สินค้าอุปโภค-บริโภคไทย ซึ่งสามารถทดแทนกันได้และมีราคาถูกกว่า แต่เป็นที่นิยมน้อยกว่าสินค้าอุปโภค-บริโภคแบรนด์ไทย

ส่วนทางด้านการนำเข้านั้น ผู้ประกอบการส่งออกมันเส้นไปจีนกับผู้ประกอบการโรงงานแป้งมันสำปะหลังฝั่งไทยมีความต้องการหัวมันสด-มันเส้นจากกัมพูชา เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศลดลงติดต่อกันมาหลายฤดูกาล

ดังนั้น หากการขนส่งมันเส้น-หัวมันสดจากฝั่งกัมพูชาหยุดชะงักลงส่งผลให้ผู้ส่งออกมันเส้นไปจีน โรงแป้งมัน ขาดแคลนวัตถุดิบในฤดูกาลที่จะถึงนี้ และยังเกรงว่ามันหัวสด-มันเส้นจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดโลกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้การปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้จะยังส่งผลกระทบไม่มากนักต่อนักลงทุนไทยที่เข้าไปตั้งโรงงานหรือดำเนินธุรกิจการค้าโดยตรง

แต่ผู้ประกอบการทุกรายได้จับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะประเมินว่าการค้าของทั้งสองฝ่ายเสียหายวันละ 500 ล้านบาท และไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์รุนแรงจนถึงขั้นตอบโต้กันด้วยกำลังทหาร

เพราะแค่การตอบโต้กันด้วยการปิดด่านทุกด่านตามแนวชายแดนก็ส่งผลกระทบต่อการค้าด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจบริการและภาคแรงงาน อันเนื่องมาจากการเดินทางเข้า-ออกด่านของสินค้าและแรงงานที่จะส่งผลในระยะยาวต่อไป ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน