ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ความอดทนอดกลั้น (Tolerance)
: คุณธรรมพื้นฐานของโลกร่วมสมัย
โดยทั่วไปเมื่อเรากล่าวถึงคำว่าคุณธรรม (virtues) อันหมายถึงความประพฤติดีจนเป็นนิสัย หรือหลักที่มนุษย์ยึดถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต เช่น ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความมีเมตตา ความขยันหมั่นเพียร ความรับผิดชอบ ความยุติธรรม ฯลฯ
กล่าวคือ คุณธรรมก็คือคุณสมบัติที่เราแต่ละคนมีติดตัวจากการประพฤติปฏิบัติตามแนวทางที่สังคมยึดถือกันสืบมาว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่คุณธรรมดังกล่าวเราได้ยึดถือมาอย่างช้านานควบคู่กับการดำเนินไปของโลก
ทว่า ในโลกปัจจุบันของเราท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในแทบจะทุกด้าน ย่อมทำให้คุณค่าบางอย่างที่เรายึดถือร่วมกันนั้นมีเพิ่มขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเท่าเทียม ความเสมอภาค ความหลากหลาย ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณค่าของโลกร่วมสมัยที่เราต้องยึดถือ อันนำมาสู่คุณธรรมพื้นฐานของผู้คนในยุคนี้เลยก็ว่าได้
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในโลกร่วมสมัยของเราเป็นโลกแห่งความแตกต่างหลากหลาย เป็นโลกของพหุวัฒนธรรม
คุณธรรมอย่างหนึ่งที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยครั้งก็คือ ความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลาย (tolerance) หรือบางคนใช้คำว่า “ขันติธรรม” ก็ฟังเข้าท่าอยู่เหมือนกัน
เพียงแต่บางคนอาจจะไม่อยากให้มีกลิ่นอายของศาสนาในคำนี้ ผู้เขียนจึงขอใช้คำกลางๆ ว่า “ความอดทนอดกลั้น” ก็น่าจะเป็นที่เข้าใจได้ง่ายและเป็นสากลสำหรับทุกคน
กล่าวมาถึงตอนนี้หลายคนก็สงสัยว่า เมื่อก่อนเราก็พูดถึงความอดทนกันออกบ่อย แล้วมันแตกต่างจากที่เคยพูดถึงไว้อย่างไร
ความอดทนอดกลั้นอันเป็นคุณธรรมของโลกร่วมสมัยที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้มีนัยยะและรายละเอียดมากกว่าความหมายของความอดทนโดยทั่วไปที่เราใช้กันมาอย่างแน่นอน
ในสารานุกรมปรัชญาของสแตนด์ฟอร์ดอธิบายคำนี้ไว้ว่า “ความอดทนอดกลั้น” นี้หมายถึงการยอมรับแบบมีเงื่อนไข หรือเราไม่แทรกแซงความเชื่อหรือการกระทำที่เราเห็นว่าผิดแต่เรายังสามารถทนได้
ยกตัวอย่างคร่าวๆ ง่ายๆ ให้เห็นภาพมากที่สุด เช่น พ่อแม่อดทนอดกลั้นต่อพฤติกรรมแปลกๆ บางอย่างของลูก
บางศาสนาต้องอดทนอดกลั้นกับความคิดเรื่องความหลกหลายของเพศสภาพ
รัฐบางรัฐต้องอดทนอดกลั้นกับลัทธิความเชื่อของคนกลุ่มน้อย
หรือสังคมส่วนใหญ่ต้องอดทนอดกลั้นกับคนที่ผิดปกติ ฯลฯ
แน่นอนว่าเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ภาพความเข้าใจยิ่งดูคลุมเครือมากขึ้นไปอีก
หน้าที่หนึ่งของปรัชญาก็คือกำจัดความคลุมเครือในลักษณะเช่นนี้อยู่แล้ว
นักปรัชญากลุ่มหนึ่งจึงพยายามระบุถึงเงื่อนไขของความอดทนอดกลั้นไว้ดังนี้
ความอดทนอดกลั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ
1. ก เห็นว่า ข ทำสิ่งที่ “ไม่ถูกต้อง” (ในความคิด ก)
2. ก มีอำนาจบังคับหรือแทรกแซง ข ได้
3. แต่ ก ยับยั้งชั่งใจเลือกไม่ทำการบังคับหรือแทรกแซงนั้น
จะเห็นได้ว่า “ความอดทนอดกลั้น” นั้นไม่ใช่การไม่ตัดสินหรือปล่อยให้เป็นอะไรก็ได้ แต่ตรงกันข้าม ความอดทนอดกลั้นนั้นต้องผ่านการตัดสินว่าสิ่งนั้นผิดหรือไม่ถูกต้อง
แต่เราต้องทำใจยอมรับสิ่งดังกล่าวให้ได้โดยที่เราไม่เข้าไปแทรกแซง
แต่ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนว่า สิ่งที่ผิดหรือไม่ถูกต้องในที่นี้จะต้องไม่ละเมิดสิทธิหรือเป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนเราโดยทั่วไป
เพราะในกรณีเหล่านี้เราก็จะมีกฎหมายรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ความอดทนอดกลั้นมันเกิดขึ้นท่ามกลางความแตกต่าง ความหลากหลาย ความแปลกแยก
ความอดทนอดกลั้นนั้นแบ่งกว้างๆ ออกเป็น 2 ลักษณะ
อย่างแรกคือ “ความอดทนอดกลั้นแบบนิ่งเฉย” (passive tolerance) คือความอดทนอดกลั้นแบบนี้แม้เราไม่เห็นด้วยเราก็จะนิ่งเฉยไม่เข้าไปแทรกแซงใดๆ
เช่น เราไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเขาในที่สาธารณะ สิ่งที่เราทำก็คือเงียบหรือเดินหนีจากมา ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการแทรกแซงการกระทำของเขา
อย่างที่สองคือ “ความอดทนอดกลั้นแบบปกป้อง” (active tolerance) คือความอดทนอดกลั้นลักษณะนี้เราไม่เห็นด้วยและเราก็จะไม่นิ่งเฉย มากกว่านั้นคือเราจะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย
เช่น เราไม่เห็นด้วยกับการที่เขาวิจารณ์คนคนหนึ่ง แต่เมื่อมีคนมาห้ามเขาวิจารณ์ เราต้องปกป้องสิทธิของเขาด้วย
ความอดทนอดกลั้นจึงต่างจากการไม่แยแสสนใจ (indifference) และก็ไม่เหมือนการยอมรับ (acceptance) เสียทั้งหมด เพราะความอดทนอดกลั้นคือการยอมรับแบบมีเงื่อนไขต่อความเชื่อหรือการปฏิบัติที่เราเห็นว่า “ผิด” แต่เราก็ยัง “ทน” ได้
โดยพื้นฐานความอดทนอดกลั้นจึงเป็นการอดทนต่อสิ่งที่เราถือว่าไม่ดี แต่ยังไม่ถึงขั้นห้ามทำ
ในสารานุกรมปรัชญาฉบับอินเตอร์เน็ต (IEP) นั้นอธิบายในทำนองเดียวกันว่า หัวใจสำคัญของความอดทนอดกลั้นก็คือการควบคุมตัวเอง เมื่อเราอดทนอดกลั้นต่อกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง เรากำลังต่อต้านแรงกระตุ้นที่จะห้ามปรามการแสดงออกของกิจกรรมดังกล่าวที่เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราไม่พึงประสงค์
เป็นที่ทราบกันดีว่าในปรัชญาสมัยใหม่ยืนหยัดใช้ความอดทนอดกลั้นนี้ต่อต้านความขัดแย้งทางศาสนาซึ่งทำให้ยุโรปสมัยนั้นนองเลือดอยู่นาน
แต่หลังจากนี้หลักการความอดทนอดกลั้นได้ขยายไปใช้ต่อต้านความไม่อดทนอดกลั้น (intolerance) ทางการเมืองและก็ยังต่อต้านแนวคิดแบบสัมบูรณนิยม (absolutism)
แต่เมื่อไม่นานมานี้แนวคิดเรื่องความอดทนอดกลั้นได้กลายมามีความหมายแบบทั่วไป และทุกวันนี้ยังครอบคลุมไปถึงชีวิตทางสังคมของเราทุกแง่มุม กลายมาเป็นกฎทางศีลธรรมและสัญลักษณ์แห่งความอารยะของสังคมมนุษย์
ดังนั้น ความอดทนอดกลั้นได้กลายมาเป็นอุปนิสัยทั่วไป เป็นคุณธรรมในทางปฏิบัติอย่างสัมบูรณ์ เป็นอิสระจากการเกิดขึ้นโดยบังเอิญในทางประวัติศาสตร์ หลักการความอดทนอดกลั้นนี้ไม่เพียงแต่บังคับใช้กับการเคารพต่อแนวคิดทางศาสนาทุกศาสนาอย่างเต็มที่เท่านั้น แต่ยังอ้างไปใช้ครอบคลุมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตทั้งส่วนตัวและแบบส่วนรวมหรือสาธารณะ
แม้ว่ารูปแบบชีวิตเหล่านั้นจะดูแปลกแยก หรือนอกรีตนอกรอยเมื่อเทียบกับมาตรฐานดั้งเดิมหรือที่คนส่วนใหญ่ยึดถือร่วมกันอยู่
นักวิชาการบางคนให้ความเห็นไว้ว่า ความอดทนอดกลั้นควรครอบคลุมถึงข้อยกเว้นในทางปฏิบัติบางประการที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนใช้เสรีภาพของตนเองได้โดยที่ยังคงแสดงความเคารพต่อเสรีภาพของผู้อื่นอย่างสูงสุด
และความอดทนอดกลั้นไม่ควรปฏิเสธความไม่อดทนอดกลั้น หากความไม่อดทนอดกลั้นนั้นมีพื้นฐานมาจากแนวคิดเรื่องความคงเส้นคงวา (consistency) ในหลักการ
ซึ่งแนวคิดเรื่องความคงเส้นคงวานี้เองคือรากฐานที่ทำให้หลักการแห่งความอดทนอดกลั้นมีเหตุผลสนับสนุนในการมีอยู่ได้ นั่นหมายความว่าเราอาจยอมให้มี “ความไม่อดทนอดกลั้น” ได้ในบางกรณี หากความไม่อดทนอดกลั้นนี้จะรักษาหลักการ “ความอดทนอดกลั้นนี้ไว้ได้” ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันมากมาย
หากมีโอกาสที่เหมาะสม เราจะกลับมาพูดถึงปัญหานี้อย่างแน่นอน
โลกร่วมสมัยที่ความหมายของความอดทนอดกลั้นได้เปลี่ยนแปลงไปและเรียกร้องจากเรามากยิ่งขึ้น
ในโลกปัจจุบันที่ผู้คนมีความแตกต่าง หลากอัตลักษณ์ หลายวัฒนธรรม อันเป็นสังคมแบบพหุลักษณ์ ที่เราต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน
ความอดทนอดกลั้นไม่เพียงแต่หมายถึงการไม่บังคับแทรกแซง ไม่ใช้ความรุนแรงแล้ว
แต่คือการยอมรับสิทธิและฟังเสียงของคนอื่นอย่างมีคุณค่าด้วย
ฉะนั้น แนวคิดเรื่องความอดทนอดกลั้นแบบเดิมที่ยอมให้สิ่งที่เราไม่พอใจแต่ยังยอมให้อยู่ร่วมกันได้นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป
ความอดทนอดกลั้นต้องก้าวพ้นไปจากเพียงแค่การทนอยู่ร่วมกันเฉยๆ แต่ต้องมีรากฐานในการยอมรับและเคารพกันอย่างเสมอภาค
ความอดทนอดกลั้นในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีการอ้างเหตุผลสนับสนุนที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือ เพราะไม่ใช่หลักการที่เป็นของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งหรือเป็นของกลุ่มวัฒนธรรมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งเราจะรู้สึกผูกพันได้จากอารมณ์หรือผลประโยชน์ส่วนตัว
แต่ความอดทนอดกลั้นเป็นหลักการที่เรียกร้องความชอบธรรมที่เป็นสากล และความชอบธรรมนี้มีผลใช้ได้กับมนุษย์ทุกคน ทุกเวลา ไม่เลือกว่าเป็นใคร เมื่อไหร่ นั่นเอง
หลักการเรื่องความอดทนอดกลั้นนั้นจึงแสดงให้เห็นถึงสารัตถะที่แท้จริงของประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ำ
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ไม่ว่าระดับประเทศ คือ ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือความขัดแย้งระดับโลกระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ดูเหมือนจะเป็นสถานการณ์ที่ลุกลามบานปลาย
ก็จะมีแต่คุณธรรมพื้นฐานของโลกร่วมสมัยอย่าง “ความอดทนอดกลั้น” นี่แหละ ที่จะไม่ช่วยโหมกระพือพัดไฟแห่งความขัดแย้งให้ลุกลามไปมากกว่านี้
เพราะที่ผ่านมาบ้างก็บานปลายเป็นความเกลียดชังฝังแน่นลงในความคิดความเชื่อ
บ้างก็กลายเป็นสงครามทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายมานักต่อนักแล้ว
