bg-single

กาเมสุมิจฉาจาร ในรัฐจารีต ที่การมีเมียมาก คือสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมี

07.09.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

“กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี” ในศีลข้อที่สามของชาวพุทธนั้น มีความหมายแปลตรงตัวว่า “การละเว้นประพฤติผิดในกาม”

แต่ต่อมาอรรถกถาจารย์ฝ่ายเถรวาทค่อยตีความเพิ่มเติมว่า “ห้ามละเมิดลูกเขาเมียคนอื่น” อย่างที่เรามักจะเข้าใจกันในปัจจุบัน

แปลความได้ว่า อรรถกถาจารย์ฝ่ายพุทธเถรวาทตีความคำสอนของพระพุทธเจ้าข้อนี้ว่า การประพฤติผิดทางเพศในที่นี้หมายถึงการไม่เบียดเบียนทางเพศต่อเพื่อนบ้าน และครอบครัวของผู้อื่น

การตีความอย่างนี้แทบจะไม่แสดงความคิดเห็นเชิงอภิปรัชญาเลย แต่กลับแสดงให้เห็นถึงนัยยะทางสังคมอย่างชัดเจน จนไม่รู้จะชัดอย่างไรให้มากกว่านี้ได้เลยทีเดียว

ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่า การห้ามละเมิดลูกเขาเมียใครของอรรถกถาจารย์ไม่ได้กล่าวหาว่าการมีเมียหรือผัวหลายคนจะเป็นบาปหรือกรรมอะไร ตราบใดที่คุณไม่ได้เบียดเบียนผู้อื่น และมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ไปเบียดเบียนเพื่อนบ้านให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งในสังคม ก็ดูจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดบาปอะไรอีกด้วยเช่นเดียวกัน

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากส่วนที่ไม่ใช่ฆราวาสธรรมอย่างพระวินัย ตามหลักพระปาติโมกข์ ภิกษุผู้ใดมีเพศสัมพันธ์กับสตรีเป็น “ปาราชิก” ขาดจากภิกษุภาวะทันที แต่หากภิกษุผู้ใดประกอบอัตกามกิจ นับเป็น ‘

“สังฆาทิเสส” ซึ่งเป็นการผิดพลาดใหญ่ แต่ปลงได้ด้วยการเข้าปริวาส และสวดมานัต ไม่ถึงกับขาดภิกษุภาวะ

แน่นอนว่าการที่ภิกษุประกอบ “อัตกามกิจ” หรือ “ช่วยตัวเอง” อาจจะไม่ผิดบาปเท่ากับการมีสัมพันธ์สวาทกับหญิงสาว (อย่างน้อยก็ไม่ผิดทางกายกรรมเท่า แม้ว่าทางมโนกรรมอาจจะไปเสียจนไกลสุดกู่แล้วก็เถอะ)

แต่ผมอยากจะสันนิษฐาน (ศัพท์วิชาการของคำว่า เดา) เพิ่มเติมด้วยว่า การที่ภิกษุประกอบกามกิจกับหญิงสาว หรือชายหนุ่ม เป็นการ “เบียดเบียน” คือ “สั่นคลอน” โครงสร้างทางสังคม ในขณะที่การประกอบกามกิจด้วยตัวเองไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่นในสังคม

และที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ “กาเมสุมิจฉาจาร” ของพุทธศาสนาเถรวาทเน้นที่การกระทำเชิงสังคมมากกว่าหลักอภิปรัชญา

ลักษณะที่ว่านี้จึงเปิดพื้นที่ให้กับค่านิยมในวัฒนธรรมของทั้งอนุทวีปอินเดียและอุษาคเนย์ ที่มองว่า “ผู้หญิง” และ “ลูกหลาน” หมายถึงเครือข่ายของอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นทางการค้า หรือการเมือง จนทำให้การที่เจ้านาย หรือใครต่อใครในรัฐจารีตช่วงยุคก่อนสมัยใหม่ (และอันที่จริงแล้ว แม้แต่ “สมัยใหม่” ของสยามประเทศไทย ในความหมายที่แปลความมาจากศัพท์ฝรั่งว่า “modernity” มาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ด้วย) จะมีหลายเมียก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอันใดในสังคมสมัยนั้น ตราบใดที่ไม่ได้เป็นการไปฉุดคร่าใครเข้าอย่างผิดจารีตและทำนองคลองธรรม

แถมหลายครั้งการที่มี “เมีย” เป็นจำนวนมากในลักษณะอย่างนี้ กลับยังเป็นการแสดงให้เห็นถึง “บุญญาบารมี” ของบรรดาท่านทั้งหลายเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำไป

ข้อความในหนังสือวินาศิขะตันตระที่แต่งขึ้นในอนุทวีปอินเดีย และมีชื่ออ้างถึงอยู่ในจารึกสด๊กก็อกธม ที่ว่าด้วยการสถาปนา “เทวราช” กล่าวถึงการสถาปนาชายาทั้งสี่ก่อนที่พระอิศวรจะขึ้นเป็นราชาเหนือทวยเทพทั้งหลาย พิธีบรมราชาภิเษกของกัมพูชายังมีหลักฐานว่าต้องอภิเษกชายาสี่คนเป็นความหมายของเครือข่ายสี่ทิศในอุดมคติ

แน่นอนว่า ประเพณีดังกล่าวของกัมพูชานี้ก็มีรากฐานที่มาสืบมาแต่คติในพิธีสถาปนาเทวราช ตามที่ปรากฏอยู่ในจารึกสด๊กก็อกธมนั่นแหละครับ

คติเรื่องเทวราชเป็น “หลักการ” และอุดมคติสำคัญของราชสำนักเขมรโบราณ ที่ก็พบเห็นอยู่ในราชสำนักของกรุงศรีอยุธยาด้วย (และแน่นอนว่าต่อเนื่องมายังธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ตามลำดับ) แต่ได้เปลี่ยนรูปกลายร่างมาเป็น “พุทธราชา” ตามเงื่อนไขทางสังคมของกรุงศรีอยุธยา ที่ให้ความสำคัญกับพุทธศาสนาแบบเถรวาท ไม่ใช่ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือพุทธศาสนามหายาน อย่างพวกเขมรโบราณ

ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ใน “ตำแหน่งพระไอยการนาพลเรือน” ส่วนหนึ่งในกฎหมายตราสามดวง ที่ตราขึ้นในสมัยอยุธยานั้นจะกล่าวถึงตำแหน่ง “พระสนมเอก 4 ท้าว” ได้แก่ อินสุเรนทร ศรีสุดาจัน อินทรเทวี และศรีจุฬาลักษ (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ชื่อตำแหน่งเหล่านี้สัมพันธ์อยู่กับเมืองสำคัญที่เป็นเครือข่ายอำนาจของอยุธยาอย่างนครศรีธรรมราช ลพบุรี สุพรรณบุรี และสุโขทัยอีกต่างหาก

การสถาปนาพระสนมเอก 4 ท้าว จึงผูกโยงอยู่กับมิติของอำนาจทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

ยิ่งกษัตริย์พระองค์ไหนสามารถสถาปนาพระสนมเอกได้ครบทั้ง 4 ท้าวได้ ก็ยิ่งทำให้ฐานอำนาจทางการเมืองมั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้นกว่าการที่จะรักเดียวใจเดียว

จนมีพระมเหสีหรือชายาแต่เพียงพระองค์เดียว ตามอย่างการให้คุณค่าในโลกปัจจุบัน

ใหม่ ดาวิกา ในบท “ท้าวศรีสุดาจันทร์จากซีรีส์ “แม่หยัว” ภาพจากช่อง One Lakon

พูดง่ายๆ ว่า ไม่ใช่หญิงสาวคนไหนก็สามารถจะมาครองตำแหน่ง “พระสนมเอก 4 ท้าว” กันได้ทุกคน แต่จะต้องมีเชื้อมีสายมาจากเจ้าผู้ครองเมืองดังกล่าวเหล่านั้นด้วย เช่น ท้าวศรีสุดาจันทร์ พระมเหสีฝ่ายซ้าย ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช ก็มีเชื้อสายมาจากราชวงศ์อู่ทองแห่งเมืองละโว้ หรือลพบุรี

ความสำคัญของตำแหน่งพระสนมเอก 4 ท้าวจึงไม่ได้สำคัญต่อพระเจ้าแผ่นดินเฉพาะในแง่ของพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังหมายถึงเครือข่าย ซึ่งแสดงถึงพระบารมีของพระองค์ว่าครอบคลุมทั่วทั้งจักรวาลวิทยาของความเป็นอยุธยา (และอาจจะรวมถึงกรุงเทพฯ ในเชิงอุดมคติที่รับสืบทอดกันมา) มากถึงเพียงไหน

และก็แน่นอนว่า ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะมีพระสนมเอกครบทั้ง 4 ท้าว

พระเจ้าแผ่นดินในสมัยอยุธยา เรื่อยมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ ก่อนในหลวงรัชกาลที่ 7 จึงทรงเป็นหน่อพุทธางกูรได้ ทั้งที่ต่างก็มีชายา และพระสนมกันไม่น้อยไปกว่าจำนวนนิ้วพระหัตถ์ของแต่ละพระองค์เองด้วยเหมือนกันทั้งนั้น

“กาเมสุมิจฉาจาร” หรือข้อพึงประพฤติเกี่ยวกับ “กาม” สำหรับฆราวาสในพุทธศาสนาเถรวาทจึงไม่ได้มุ่งควบคุมไปที่การครองชีวิตคู่ ความคิดเรื่องพรหมจรรย์ (ในความหมายแบบที่เข้าใจกันในปัจจุบัน) หรือแม้กระทั่งเพศรส ฯลฯ อย่างที่เข้าใจกันในชั้นหลัง แต่กลับเอื้อต่อวัฒนธรรมทั้งผี-พราหมณ์-พุทธของสังคมวัฒนธรรมในอินเดียกับปริมณฑลโดยรอบ และอุษาคเนย์ต่างหาก

แน่นอนว่า ทั้งหมดที่ผมอ้างมานั้น กล่าวถึงเฉพาะในสังคมที่มีผู้ชายเป็นใหญ่ (patriarchy) แต่ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อหลังจากที่ผู้คนในภูมิภาคอุษาคเนย์ได้ยอมรับนับถือเอาศาสนาจากชมพูทวีป ไม่ว่าจะพุทธ หรือว่าจะพราหมณ์-ฮินดูเข้ามาแล้ว โครงสร้างหลักทางสังคมก็มีลักษณะเป็นอย่างที่ว่าจริงๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าอำนาจต่อรองของฝ่ายผู้หญิง โดยเฉพาะในเรื่องทำนองอย่างนี้จะหมดไป

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ท้าวศรีสุดาจันทร์คนเดิม ที่หนังสือ “คำให้การชาวกรุงเก่า” ระบุว่า เคยดำรงตำแหน่งพระมเหสีฝ่ายซ้าย ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช แต่ข้อมูลจากพงศาวดารนั้นก็ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า พระองค์ก็ทรงควบตำแหน่งพระอัครมเหสีในรัชสมัยของขุนวรวงศาธิราช ผู้เป็นกษัตริย์ในรัชกาลต่อมาอีกด้วย

และแม้ว่าจะมีเสียงนินทาว่าร้ายถึงแม่หยัวนางนี้ ในเอกสารประวัติศาสตร์ให้เห็นอยู่ แต่เอกสารเหล่านั้นต่างก็มีจุดยืนอยู่ในฝ่ายตรงข้ามของพระนาง

ผมจึงไม่แน่ใจนักว่า หากในท้ายที่สุดแล้ว ฝ่ายของแม่หยัวสุดาจันทร์กับขุนวรวงศาธิราชไม่ได้เป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้อับปางไปอย่างที่ทราบกันแล้ว เราจะได้เห็นเสียงกระซิบซาบว่าร้ายพระนางอย่างนี้หรือเปล่า?

แต่โมเดลทำนองนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในหมู่เจ้านาย หรือเชื้อพระวงศ์เท่านั้น

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็แสดงให้เห็นว่า “ไพร่” เองก็มีอะไรทำนองนี้ด้วยเหมือนกัน

โดยมีตัวอย่างที่สำคัญตัวอย่างหนึ่งก็คือ หญิงสาวชาวมอญที่ชื่อว่า “ออสุต”

เธอคนนี้พื้นเพเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาคนหนี่งในกรุงศรีอยุธยา ที่ไต่เต้าขึ้นมาจากการแต่งงานกับชาวฮอลันดา ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถานีการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (VOC) ต่อเนื่องกันถึง 3 คน

(คนหนึ่งในนั้นคือ ฟาน ฟลีต [Jeremias van Vliet, พ.ศ.2145-2206] หรือที่มักจะเรียกกันอย่างไทยๆ ว่า วันวลิต ซึ่งได้จดบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับอยุธยาเอาไว้มาก รวมถึงยังได้เขียนพงศาวดารของกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ด้วย จนทำให้ฟาน ฟลีต ได้กลายเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้สนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยุธยาในวงที่กว้างขวาง)

จนสามารถคลุกคลีกับวงขุนนางอยุธยาชั้นสูง โดยเฉพาะอะไรที่เรียกว่า “ฝ่ายใน” ของพระราชวังกรุงศรีอยุธยาเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าในกรณีของนางออสุตนี้จะเป็นการแต่งงานใหม่เมื่อหย่าขาดกับสามีคนเดิมแล้ว แต่ทั้งหมดต่างก็ดำรงตำแหน่งเดียวกันในบริษัท VOC เหมือนกันทั้งหมด แต่เมื่อต้องย้ายออกจากกรุงศรีอยุธยาไปที่อื่นแล้ว ผู้หญิงเก่งนางนี้ก็พร้อมจะหย่าขาดและแต่งงานใหม่กับผู้มีอำนาจสูงสุดในบริษัทดังกล่าวที่สาขาอยุธยาคนใหม่โดยทันที

เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว (และจะเหมารวมไปชายกับชาย หญิงกับหญิง หรืออีกสารพัดความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพที่หลากหลาย) จึงไม่ได้ผูกติดอยู่กับมิติทางศีลธรรม โดยเฉพาะศีลธรรมอย่าง “กาเมสุมิจฉาจาร” ในศีลข้อที่ 3 ที่มักถูกแปลความจากมุมของคนในปัจจุบันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีแง่มุมอื่นๆ อย่างเช่นแง่มุมที่ผมยกตัวอย่างมาข้างต้นอีกด้วยนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | สภาวะ ซับซ้อน การเมือง แยกกัน”เดิน” รวมกัน”ตี”
ค่านิยมรูปร่างผู้ชายตามยุคสมัย
SPIDER-MAN : BRAND NEW DAY | ‘โดดเดี่ยวอ้างว้าง’
บันทึกการเสวนา ‘วัฒนธรรมกลองมโหระทึกของประเทศจีน’ ตอนที่ 2 : กลองมโหระทึก 8 แบบ
กลยุทธ์มหาอุด …ที่จุกไม่ได้มีไว้แค่อุด
การ์ตูน “อรุณ วัชระสวัสดิ์”
กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : ยึด E-commerce
การ์ตูน “san_d1196”
โอกาสพิเศษ
เรียกขานกาลก่อน (1)
กาเมสุมิจฉาจาร ในรัฐจารีต ที่การมีเมียมาก คือสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมี
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก (4) ergot