ดังที่ได้เกริ่นนำใบบทความตอนก่อน (50 ปี 6 ตุลา) ว่า คุณฟ้ารุ่ง ศรีขาว ได้มาขอคุยเรื่องของกรรมการของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ที่เดินทางไปบ้านนายกรัฐมนตรี และถูกจับกุมในตอนสายของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งในการคุยมีประเด็นพาดพิงไปที่คณะนายทหารที่ก่อการรัฐประหารในวันที่ 26 มีนาคม 2520 และถูกส่งมาคุมขังร่วมกับพวกเรานั้น
คุณฟ้ารุ่งมาชวนคุยและตั้งคำถามถึง ผลกระทบของรัฐประหาร และผลต่ออนาคตของรัฐบาลอำนาจนิยมพลเรือน ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารในค่ำของวันที่ 6 ตุลาฯ
ผมเลยขอตอบผ่านหน้าของมติชน เพราะการคุยในวันนั้นถูกชี้ขาดให้ต้องยุติลงด้วยสภาวะอากาศ ที่ฝนตั้งเค้ามืดมา เพื่อบอกแก่เราว่า ควรจะต้องหยุดคุย และกลับบ้านได้แล้ว ซึ่งคุณฟ้ารุ่งเองต้องกลับบ้านต่างจังหวัด
จริงๆแล้ว ผมอยากเรียกชื่อบทความนี้ว่า “จากรัฐประหาร สู่รัฐประหาร” เพราะการเชื่อมต่อของการยึดอำนาจทั้ง 2 ครั้งนั้น มีนัยอย่างมากกับสังคมการเมืองไทย แต่เพื่อให้สอดคล้องกับวาระ 50 ปี 6 ตุลา ก็เลยขอตั้งชื่อว่า “จากตุลา สู่มีนา” แทน
การล้อมปราบที่เกิดขึ้นในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น จบลงด้วยภาพของความรุนแรงทางการเมืองอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน การเมืองไทยในอดีตที่จะมีการใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน ก็เป็นเรื่องของฝ่ายที่มีกำลังทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นกบฏแมนฮัตตัน ที่เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างทหารบกกับทหารเรือ หรือรัฐประหาร 2500 ก็สะท้อนส่วนหนึ่งถึงความขัดแย้งระหว่างทหารบกกับตำรวจ เป็นต้น
แต่การใช้กำลังของฝ่ายรัฐในวันที่ 6 ตุลาฯ แตกต่างออกไป ภาพของตำรวจพร้อมอาวุธหนักที่บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บ่งบอกถึงอำนาจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างนักศึกษากับเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น เมื่อการใช้กำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สิ้นสุดลง จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่า การเมืองในระบบรัฐสภาของไทยไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้อย่างแน่นอน
แล้วในที่สุด ค่ำของวันที่ 6 ตุลาฯ ก็มีประกาศการยึดอำนาจอย่างที่ไม่ผิดคาดนัก … คิดอีกแบบ ก็ตอบได้ง่ายๆว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีการยึดอำนาจ ด้วยความรุนแรงของสถานการณ์ในขณะนั้น การยึดอำนาจกลายเป็นความชอบธรรมในตัวเอง
เนื่องจากในมุมมองของฝ่ายผู้มีอำนาจนั้น การยึดอำนาจเป็นเครื่องมือของการควบคุมสถานการณ์ เพราะด้วยการใช้ความรุนแรงเช่นนั้น ย่อมเป็นคำถามในตัวเองว่า “แล้วจะเกิดอะไรตามมา?”
ว่าที่จริง คำถามเช่นนี้ตอบไม่ยากเลย เพราะด้วยศักยภาพทางด้านกำลังของขบวนนิสิตนักศึกษาแล้ว ไม่มีอำนาจที่จะทำการตอบโต้ด้วยกำลังแต่อย่างใด
แต่ด้วยผลของการปลุกระดมและสร้างความกลัวทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน จึงทำให้เกิดความกลัวว่า จะมีการใช้กำลังตอบโต้การใช้กำลังของฝ่ายรัฐในตอนเช้า คำตอบที่เป็นรูปธรรมคือ เป็นไปไม่ได้เลย ขบวนนิสิตนักศึกษาไม่ได้มีขีดความสามารถที่จะทำสิ่งที่ในภาษาทหารเรียกว่า “counterattack” หรือ “การโจมตีตอบโต้กลับ” ได้แต่อย่างใด เพราะขบวนนิสิตนักศึกษาไม่ใช่ “ขบวนติดอาวุธ” ที่จะมีศักยภาพกระทำการเช่นนั้นได้
ปัญหาศักยภาพของอีกฝ่ายที่จะ “โจมตี” ได้จริง กลับซ่อนอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารในตอนค่ำของวันที่ 6 ตุลาฯ ต่างหาก เนื่องจากก่อนที่จะเกิดเหตุในวันที่ 6 นั้น เป็นที่รับรู้กันอยู่พอสมควรว่า ไม่ได้มีทหารกลุ่มเดียวที่เตรียมยึดอำนาจ
ดังนั้น ในอีกด้านของปัญหา การยึดอำนาจในค่ำวันนั้น จึงเป็น “การชิงไหวชิงพลิบ” ของกลุ่มผู้มีอำนาจด้วยกันเอง และดูจะเป็นสัจธรรมของ “ทฤษฎีรัฐประหารไทย” ที่สอนว่า “ใครยึดก่อน คนนั้นชนะ” อันทำให้ฝ่ายที่เข้ายึดอำนาจก่อน สามารถเข้ากุมอำนาจรัฐได้สำเร็จ (อย่างไรก็ตาม อาจต้องเป็นบอกหมายเหตุว่า ทฤษฎีนี้ไม่จริงในกรณีของ “รัฐประหารยังเตริ์ก” ที่ล้มเหลวถึง 2 ครั้ง เพราะมีปัจจัยแทรกซ้อนที่ควบคุมไม่ได้)
รัฐประหาร 6 ตุลาฯ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการกวาดล้างขบวนนิสิตนักศึกษาเท่านั้น หากยังหมายถึง การจัดการกับกลุ่มการเมือง/กลุ่มทหารอีกฝ่ายอีกด้วย
ผลตอบแทน 2 ประการจากรัฐประหาร 2519 จึงสะท้อนให้เห็นอีกด้านของการเมืองไทยในยุคนั้นคือ ความขัดแย้งทางการเมืองในโครงสร้างอำนาจรัฐ โดยเฉพาะความขัดแย้งภายในกองทัพ และนักเรียนรัฐศาสตร์ถูกสอนด้วยบทเรียนที่เป็นจริงในทางการเมืองว่า ความขัดแย้งของผู้ถืออาวุธไม่เคยจบลงอย่างง่ายๆ และมักจะจบลงด้วยการใช้กำลังเสมอ เพราะตราบเท่าที่ยังมีกำลังในมือแล้ว กำลังก็จะเป็นเครื่องมือในการตัดสินอนาคตของคู่ขัดแย้ง
แล้วในที่สุดความขัดแย้งของกลุ่มที่มีอำนาจที่ซ่อนอยู่เช่นนั้น ก็ปะทุขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอย่างคาดไม่ถึงด้วย ใครเลยจะคิดว่า อีก 5 เดือนหลังรัฐประหาร 2519 รัฐประหารก็หวลกลับมาสู่การเมืองไทย (อยากจะย้ำว่า เพียง 5 เดือนเท่านั้น !)
ในเช้าวันที่ 26 มีนาคม 2520 ซึ่งเป็น “วันเกิดของจุฬาฯ” นั้น กำลังรบจากหน่วยทหารที่ถือว่าเป็นกองพลที่ดีที่สุดหน่วยหนึ่งของกองทัพบกไทย ก็เคลื่อนตัวจากกาญจนบุรี เดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ
แต่ด้วย “คำสัญญา” ที่ไม่ปรากฏเป็นจริงในเช้าวันนั้น ทหารจากหน่วยกำลังในกรุงเทพฯ ควรจะเคลื่อนตัวออกมารับกำลังที่กำลังเดินทางสะพานปิ่นเกล้าเข้าสู่ใจกลางพระนคร เพื่อทำการเข้าควบคุมทุกอย่างให้ได้ตามแผนยุทธการของการยึดอำนาจ
การไม่ปรากฏตัวของทหารกรุงเทพฯ จึงเป็นสัญญาณโดยตรงว่า ทหารจากกาญจนบุรีถูก “เท” กลางถนนราชดำเนิน
แล้วในที่สุด บรรดาผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐประหาร 26 มีนาฯ ก็เปลี่ยนสถานะเป็น “นักโทษการเมืองรุ่น 2” โดยมีนักศึกษาจากกรณี 6 ตุลาฯ “นอนรอ” อยู่ก่อนแล้วที่แดนพิเศษ บางขวาง …
นี่คือ จุดเริ่มต้นของนักโทษการเมืองในคดีกบฎ 26 มีนาคม 2520 !
