จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

‘สรรพนาม’ คำเรียกขานแทนกันทุกวันนี้มีอะไรๆ ให้แปลกใจอยู่เรื่อย

วันก่อนดูทีวี พิธีกรหญิงกำลังเมาธ์อย่างออกรสกับพิธีกรชาย เรียกฝ่ายนั้นว่า ‘หล่อน’ อย่างนั้น ‘หล่อน’ อย่างนี้ ทั้งยังพูดถึงแขกรับเชิญอีกคนหนึ่งว่า “นางใกล้จะมาแล้ว” ทันทีที่เสียงดนตรีดังกระหึ่ม แขกที่ว่าก็ปรากฏตัว ‘นาง’ คือ หนุ่มร่างใหญ่ ไร้เส้นผม แต่หนวดเคราเฟิ้ม เดินหัวเราะร่า

วันนี้คำเรียกผู้ชายกลายเป็น ‘หล่อน’ และ ‘นาง’ ไปเรียบร้อย

น่าสังเกตว่าสรรพนาม ‘หล่อน’ ในวรรณคดีใช้แทนได้ทั้งชายและหญิง (สมัยนี้คำว่า ‘หล่อน’ และ ‘นาง’ นอกจากใช้แทนทั้งสองเพศแล้ว ยังครอบคลุมเพศที่สามอีกด้วย)

นิทานคำกลอนเรื่อง “พระอภัยมณี” เมื่อสุดสาครและหัสไชยมาขอเฝ้าพระอภัยมณี นางละเวงวัณฬาเกรงว่าสุดสาคร (ลูกชายของพระอภัยมณีกับนางเงือก) มาเพื่อแก้ไขมนต์เสน่ห์ให้พระบิดา จึงคิดรั้งตัวไว้ให้อยู่ในสายตา

นางใช้คำว่า ‘หล่อน’ แทนตัวสุดสาคร โดยทำเป็นขอร้องพระอภัยมณีให้นางได้ดูแลสุดสาคร ฤษีหนุ่มที่

“มีไม้เท้าดาวบสดังกรดกริช สุจริตแจ้งจำคำสิกขา

หนังเสือเหลืองเครื่องประทับประดับประดา ถือศีลห้าอายุสิบแปดปี

๏ นางคาดถูกลูกจะมารักษาพ่อ จำจะล่อไว้บำรุงซึ่งกรุงศรี

จึงเสแสร้งแกล้งว่าเหมือนปรานี บุตรพระพี่มัจฉาน่าเอ็นดู

แต่ยังไม่ได้พบประสบพักตร์ ยังน่ารักรสถ้อยอร่อยหู

อย่าปล่อยไปให้ประสมชาวชมพู ให้หล่อนอยู่เสียในวังที่ลังกา

โปรดประทานฉันจะใคร่ได้เป็นลูก แล้วจะปลูกฝังรักให้หนักหนา”

คําว่า ‘หล่อน’ ข้างต้นใช้ไม่ต่างจากเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนที่นางแก้วกิริยาบอกขุนแผนว่า

“คืนนี้ลูกชายพลายชุมพล นอนอยู่บนเตียงแล้วก็หายไป”

ขุนแผนฟังแล้วตกใจเพราะพลายชุมพลยังเล็กนัก เกรงจะมีอันตราย จึงจับยามตรวจดูรู้ว่าไม่มีเหตุร้าย พลายชุมพลจะได้พบญาติผู้ใหญ่ ไม่ช้าจะกลับมาพบกันอีก ในที่นี้ขุนแผนแทนตัวลูกชายว่า ‘หล่อน’ เช่นกัน

“๏ ขุนแผนฟังเมียให้หวาดจิต เอ๊ะนี่ผิดแล้วหล่อนจะไปไหน

จึงจับยามตามเคยสังเกตใจ คืนนี้ไปยามจันทร์วันอังคาร

ในตำราว่าอำมฤคโชค ไม่มีโศกจะเป็นสุขสนุกสนาน

จะพานพบท่านผู้ใหญ่ในวงศ์วาน ไม่ช้านานก็จะมาเห็นหน้ากัน”

ย้อนกลับไปที่เรื่อง “พระอภัยมณี” เหตุการณ์ต่อจากตอนที่ยกมา หลังจากสุดสาครถูกรั้งให้อยู่เมืองลังกา นางสุลาลีวัน (ลูกเลี้ยงนางละเวง) ได้แขวะสุดสาครว่านั่งทำหน้ามุ่ยบ่นพึมพำๆ อย่างนี้เพราะครุ่นคิดจะแต่งเพลงยาว หรือแต่งนิราศรักที่ต้องจากเมืองมาไกล ใจเศร้าหมองคิดถึงน้องสาวละซี ทั้งยังเหน็บแนมความสัมพันธ์ระหว่างนางเสาวคนธ์กับสุดสาครในเชิงชู้สาวว่า

“เสียดายนุชสุดสวาทต้องขาดคราว พระพี่หนาวหนักหนาไม่มาตาม

เสาวคนธ์มณฑายุพาพักตร์ มิงามนักแล้วหรือหนอน้องขอถาม”

ทำเอาฝ่ายชายโกรธจัด ด่ากลับฉับพลัน สุดสาครแทนตัวนางเสาวคนธ์ว่า ‘หล่อน’ และ ‘เขา’ และแทนตัวนางสุลาลีวันว่า ‘ตัว’ และ ‘เจ้า’

“เอานามน้องของข้ามาพูดกาลี โน่นหล่อนดีดอกไม่เป็นเหมือนเช่นตัว

พึ่งรุ่นราวสาวแส้กระแตวับ ไม่นอนหลับเลียปากให้อยากผัว

เฝ้าพูดจาว่าแต่เขาช่างเมามัว เจ้ามันตัวสันทัดได้หัดปรือ”

ทํานองเดียวกับใน “มหาเวสสันดร” กัณฑ์ชูชก สำนวนของสำนักวัดสังข์กระจาย ชูชกพราหมณ์ชราใช้คำว่า ‘หล่อน’ แทนนางอมิตตดาเช่นเดียวกัน ชูชกมาทวงเงินร้อยกษาปณ์ที่ฝากไว้กับพราหมณ์สองผัวเมีย (พ่อแม่ของนางอมิตตดา) เนื่องจากพราหมณ์ทั้งสองใช้เงินนั้นจนเกลี้ยง จึงขอชดใช้โดยยกลูกสาวให้แทน

ชูชกมองนางไม่วางตาและพูดกับพ่อแม่ของนางว่า

“ยิ่งเหลียวๆ แลๆ ดูนี่ก็ยิ่งเห็นงาม เถ้าก็รับรองความตามคดี ว่าถ้าท่านทั้งสองจะปรานีฉันจริงไซ้ ฉันจะขอลาพาหล่อนไปในวันนี้ ส่วนพราหมณ์ทั้งสองศรีก็ยินยอมไม่ห้ามปราม เถ้าก็ลาสกุลพราหมณ์ลงจากเรือนมิทันนาน พานางอมิตตดาไปสู่บ้านทุนวิฐ อยู่ร่วมภิรมย์สมสนิทเสนหา ตามโลกธรรมดานั้นแล” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

จะเห็นได้ว่าสรรพนาม ‘หล่อน’ ในวรรณคดีใช้ได้ทั่วถึงทั้งหญิงชาย โดยเฉพาะเป็นคำที่ผู้ใหญ่ใช้กับเด็ก เช่น นางละเวงใช้แทนสุดสาคร ขุนแผนใช้พูดถึงกุมารน้อยพลายชุมพล เฒ่าชูชกใช้คำนี้เรียกสาวน้อยอมิตตดา หรือใช้กับคนที่เด็กกว่าตนเอง

ดังที่สุดสาครใช้คำว่า ‘หล่อน’ แทนนางเสาวคนธ์ ซึ่งอายุน้อยกว่า

ลองพิจารณาที่มาของคำว่า ‘หล่อน’ จะเข้าใจทันทีว่าทำไมผู้ใหญ่จึงใช้คำนี้กับเด็ก การใช้สรรพนาม ‘หล่อน’ น่าจะสัมพันธ์กับความหมายของคำโดยตรง ดังจะเห็นได้จากพระดำริของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพในหนังสือ “สาส์นสมเด็จ” เล่ม 9 (ภาค 44 – ภาค 49)

“คำที่เรียกว่า ‘ลูกอ่อน’ นี้ ภายหลังมาตัดคำหน้าออกเสียคงใช้แต่ว่า ‘อ่อน’ ท่านคงจะยังทรงจำได้ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูรตรัสถึงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงใช้คำว่า ‘อ่อน’ เป็นนิจ เขาว่าท่านเอาอย่างสมเด็จพระศรีสุราลัยเรียกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมาใช้ ก็น่าจะเป็นความจริง เพราะเป็นคำเก่ามาก เมื่อสิ้นทูลกระหม่อมปราสาทแล้วก็ไม่ได้ยินใครใช้คำนั้นต่อมา คำว่า ‘หล่อน’ ดูก็น่าจะแปลงไปจากคำว่า ‘อ่อน’ นั่นเอง”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเห็นพ้องกับพระดำริดังกล่าวว่า

“คำว่า ‘อ่อน’ เกล้ากระหม่อมก็เคยได้ยิน และคำ ‘หล่อน’ ก็ได้คิดเหมือนกันว่าออกจาก ‘อ่อน’ เคยได้ฟังมาใช้คำ ‘หล่อน’ กันไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช้แล้ว ใช้คำ ‘เธอ’ แทน คำ ‘เธอ’ นั้นแต่ก่อนวางไว้สูง ใช้แต่พระกับเจ้า”

นอกจากนี้ ในหนังสือ “บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ” เล่ม 2 พระยาอนุมานราชธน หรือ ‘เสฐียรโกเศศ’ ได้ยกตัวอย่างคำไทยที่ใช้กันอยู่ทางพายัพและอีสาน ซึ่งความหมายต่างไปจากที่ใช้กันในกรุงเทพฯ หนึ่งในจำนวนนั้นคือคำว่า ‘ลูกอ่อน’ (กรุงเทพฯ ใช้ในความหมายว่า ทารก หรือลูกเล็กๆ ที่ยังไม่หย่านม เรียกพ่อหรือแม่ที่มีลูกเล็กๆ ยังไม่หย่านมว่า พ่อลูกอ่อน แม่ลูกอ่อน -“พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน”) ส่วนทางพายัพและอีสาน คำว่า ‘ลูกอ่อน’ มีความหมายกว้างๆ ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นทารก หรือเด็กเล็กๆ ที่ยังไม่หย่านมเท่านั้น ทั้งนี้เพราะ

“‘ลูกอ่อน’ – เด็ก (ไทยย้อย เสียงกร่อน เป็น ‘ละอ่อน’ ข้าพระพุทธเจ้านึกไปถึงคำว่า ‘หล่อน’ ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือวรรณคดีสมาคม)” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

จากความเห็นของผู้รู้ทั้งสามท่านช่วยให้กระจ่างว่าทำไมกวีจึงให้ตัวละครผู้ใหญ่ใช้คำว่า ‘หล่อน’ (ที่มาจากคำว่า ‘อ่อน’ หรือ ‘ลูกอ่อน’) แทนตัวละครที่อ่อนวัยกว่า

ในวรรณคดีนอกจากสรรพนาม ‘หล่อน’ ใช้แทนได้ทั้งชายหญิงแล้ว ยังมี ‘ดีฉัน’ ที่ใช้ได้ไม่ต่างกัน จะต่างกันก็เพียงอายุ ฐานะและความสัมพันธ์ที่มีต่อกันเท่านั้น ‘หล่อน’ เป็นคำที่ผู้ใหญ่ใช้กับเด็ก หรือใช้กับผู้น้อยทั้งที่เป็นชายและหญิง ส่วน ‘ดีฉัน’ เป็นคำสุภาพที่ผู้น้อยใช้แทนตัวเองเพื่อแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนเวลาพูดกับชายหรือหญิงที่สูงวัยกว่า มีความสัมพันธ์ มีสถานะทางสังคมสูงกว่า หรือมีความรู้ความสามารถเหนือกว่า

ใน “มหาเวสสันดรชาดก” กัณฑ์ชูชก ของสำนักวัดสังข์กระจาย เมื่อพราหมณ์สองผัวเมีย พ่อแม่นางอมิตตดาถูกชูชกพราหมณ์เฒ่าเจ้าของเงินร้อยกษาปณ์ที่ฝากไว้มาตะคอกขู่ทวงเงินยิกๆ “ผัวเมียก็อัดอั้นนั่งงันอยู่เปนครู่” นางพราหมณีรีบออกรับแทนผัวที่ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก นางละล่ำละลักวอนขอชูชกช่วยผ่อนผันยืดเวลาชำระเงินออกไป โดยใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ‘ดีฉัน’ และ ‘ข้าพเจ้า’ พูดกับชูชกอย่างนอบน้อมว่า

” คุณเจ้าขาคุณตาเจ้า ดีฉันจะขอทุเลาเลื่อนไปอิกสักน่อย เห็นข้าพเจ้าประหนึ่งว่าชั่วถ่อยหาความคิดไม่ แต่หยิบๆ ยืมเอาทองของคุณตาเจ้าไปใช้จนหมดสิ้น จนพ่อออฉิมเขาโกรธเขาคาดโทษอยู่ว่าจะตี ดีฉันจะขอนัดผัดผ่อนสักทีแต่พอให้ห่างๆ จะได้ขวนขวายบ้างหามาตระเตรียม แต่พอให้ยืดยาวย่างเยี่ยมเข้าปีน่า ข้าพเจ้าจะเสาะแสวงหามาให้ มิให้เคืองแค้นรำคาญใจ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

สรรพนาม ‘ดีฉัน’ มีใช้ทั่วไปในวรรณคดี ทั้งหญิงและชายแทนตัวกันทั่วถึง ใครใช้ ใช้กับใคร

ติดตามฉบับหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | สภาวะ ซับซ้อน การเมือง แยกกัน”เดิน” รวมกัน”ตี”
ค่านิยมรูปร่างผู้ชายตามยุคสมัย
SPIDER-MAN : BRAND NEW DAY | ‘โดดเดี่ยวอ้างว้าง’
บันทึกการเสวนา ‘วัฒนธรรมกลองมโหระทึกของประเทศจีน’ ตอนที่ 2 : กลองมโหระทึก 8 แบบ
กลยุทธ์มหาอุด …ที่จุกไม่ได้มีไว้แค่อุด
การ์ตูน “อรุณ วัชระสวัสดิ์”
กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : ยึด E-commerce
การ์ตูน “san_d1196”
โอกาสพิเศษ
เรียกขานกาลก่อน (1)
กาเมสุมิจฉาจาร ในรัฐจารีต ที่การมีเมียมาก คือสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมี
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก (4) ergot