bg-single

ค่านิยมรูปร่างผู้ชายตามยุคสมัย

07.09.2026

คลุกวงใน | พิศณุ นิลกลัด

FB : @Pitsanuofficial

สมัยนี้ ผู้ชายส่วนใหญ่นิยมฟิตหุ่นให้มีกล้ามและซิกซ์แพ็กกัน ผู้ชายที่หุ่นดี มีกล้ามก็เป็นที่กรี๊ดกร๊าดของบรรดาสาวๆ

แม้คนมักจะคิดกันว่า เวลาผู้หญิงจะเลือกผู้ชายเป็นแฟนนั้นดูที่นิสัยมากกว่ารูปร่างหน้าตา

แต่จากการศึกษาของ Eastern Connecticut State University เมื่อปี 2017 พบว่า เวลาเลือกแฟนหนุ่ม ผู้หญิงให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาของผู้ชายมากกว่าที่ตัวเองคิดหรือยอมรับ

ค่านิยมนับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา ผู้ชายในอุดมคติจะต้องมีรูปร่างลีน (lean) คือผอมบางไร้ไขมัน มองเห็นซิกซ์แพ็ก และมีกล้ามแบบพอดีๆ ไม่ต้องใหญ่เหมือนกับนักเพาะกาย มองดูแล้วเป็นคนที่มีสุขภาพดี หุ่นเหมือนนายแบบและดาราภาพยนตร์อย่างแบรด พิตต์ (Brad Pitt) ในเรื่อง Fight Club เมื่อปี 1999 ซึ่งมีกล้ามเนื้อชัดเจนทุกส่วน แต่ไม่ใหญ่เทอะทะ

ในการศึกษาเมื่อปี 2012 ของสถาบันประสาทวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล (Institute of Neuroscience, Newcastle University) และคณะจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยนอร์ทัมเบรีย (Department of Psychology, University of Northumbria) ได้ใช้โปรแกรมจำลองภาพสามมิติเพื่อประเมินว่ารูปร่างในอุดมคติของผู้ชายและผู้หญิงในปัจจุบันจะมีลักษณะประมาณไหน

ซึ่งก็พบว่าผู้ชายและผู้หญิงสมัยนี้ชอบรูปร่างที่ผอมและมีกล้ามแทบไม่ต่างจากรูปร่างของแบรด พิตต์ ในภาพยนตร์เรื่อง Fight Club

แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 150 ปีก่อน ช่วงปี 1870 เป็นต้นมา ผู้ชายมีเสน่ห์คือคนที่มีรูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ เป็นรูปร่างยอดนิยมของชนชั้นสูงในสมัยนั้น เพราะดูเป็นคนที่ร่ำรวย มีอันจะกิน เนื่องจากชนชั้นอื่นๆ ในสมัยนั้นยังขาดแคลนอาหาร

ในปี 1866 ที่สหรัฐอเมริกาได้มีการก่อตั้งชมรมคนอ้วน (Fat Man’s Club) ขึ้นครั้งแรกในรัฐคอนเนทิคัต เป็นการรวมตัวพบปะกันของผู้ที่มีรูปร่างอ้วน โดยคนที่เข้าร่วมชมรมได้จะต้องมีน้ำหนักตัว 90 กิโลกรัมขึ้นไป จากนั้นก็แผ่ขยายชมรมไปทั่วสหรัฐอเมริกา

กระทั่งในปี 1903 ชมรมคนอ้วนก็ต้องปิดตัวลง เนื่องจากข้าวปลาอาหารเริ่มเข้าถึงคนในชนชั้นต่างๆ มากขึ้น ประกอบกับมีผู้อพยพเข้ามาในอเมริกาจำนวนมากซึ่งมีรูปร่างอ้วนและเป็นชนชั้นล่าง ทำให้คนอเมริกันเริ่มไม่ชอบคนที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์

ช่วงปี 1930 เป็นต้นมา วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดกำหนดให้นักแสดงต้องมีรูปร่างที่ผอมเพรียวเวลาเข้าฉาก ซึ่งเมื่อรูปร่างที่ผอมเพรียวของนักแสดงออกสู่สายตาของสาธารณชน ก็กลายเป็นการสร้างค่านิยมใหม่ให้กับรูปร่างของผู้ชายในยุคนั้น

ในปี 1940 วิลเลียม เฮอร์เบิร์ท เชลดอน (William Herbert Sheldon) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (Harvard University) ได้จำแนกลักษณะรูปร่างของคนออกเป็น 3 แบบใหญ่ๆ ได้แก่ เอกโตมอร์ฟ (Ectomorph : รูปร่างผอมแห้ง) เมโซมอร์ฟ (Mesomorph : รูปร่างสมส่วน) และเอนโดมอร์ฟ (Endomorph : รูปร่างอ้วนกลม)

ซึ่งรูปร่างในอุดมคติคือรูปร่างสมส่วนและบึกบึนแบบเมโซมอร์ฟ ที่สังเกตกันได้จากรูปร่างของนักแสดงนำชายในฮอลลีวูด เช่น คลาร์ก เกเบิล (Clark Gable) จอห์น เวย์น (John Wayne) และเกรกอรี เพก (Gregory Peck)

ในฝั่งของนักเพาะกาย ยุคนั้น ชาร์ลส์ แอตลาส (Charles Atlas) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายที่พัฒนารูปร่างของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด (The World’s Most Perfectly Developed Man) ก็มีรูปร่างตามแบบฉบับค่านิยมในยุคนั้นเช่นเดียวกัน คือรูปร่างแบบเมโซมอร์ฟและเป็น v-shape แต่ถ้านำไปเทียบกับยุคของอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ช่วงปี 1980 คนอาจจะมองว่าแตกต่างจากอาร์โนลด์อยู่เยอะมาก

ช่วงระหว่างปี 1945-1960 อเมริกามีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ในยุคนี้รูปร่างและลุคของผู้ชายจะขึ้นอยู่กับอาชีพการงาน เพราะคนที่มีรูปร่างสูง ตัดทรงผมสั้นแบบทหารอเมริกันและมีกรอบหน้าชัด มีสันกราม มีโหนกแก้ม จะเป็นที่นิยมและมีความได้เปรียบในตำแหน่งหน้าที่การงานของบริษัทต่างๆ

ช่วงปลายทศวรรษ 1960 หนุ่มชาวอเมริกันเริ่มหมดความอดทนกับระบบการทำงานแบบบริษัท การก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งของเบื้องบน และเห็นหลายบริษัทได้ผลกำไรจากการที่สหรัฐอเมริกาก่อสงครามกับเวียดนาม ทำให้เกิดวัฒนธรรมต่อต้าน (Counterculture) ขึ้นในอเมริกา เพื่อสวนกระแสหลักของสังคมในเวลานั้น

คนชนชั้นกลางหลายๆ คนเริ่มกลับมาค้นหาตัวตนที่แท้จริงข้างในตัวเองเพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางค่านิยม

แบรด พิตต์ ในภาพยนตร์เรื่อง Fight Club

ลินน์ ลูเซียโน่ (Lynne Luciano) ผู้เขียนหนังสือ “Looking Good, Male Body Image in Modern America” บอกว่า สมาชิกในกลุ่มวัฒนธรรมต่อต้านมักจะเป็นเด็กหนุ่มในชนชั้นกลางที่มีการศึกษาสูง เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลและมีความมั่งคั่งประสบความสำเร็จ แต่พวกเขาเลือกหันหลังให้กับสิ่งเหล่านั้นและจดจ่อกับการออกประท้วง สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสังคม และค้นหาตัวตนแท้จริงที่อยู่ข้างใน

ชายหนุ่มเหล่านี้ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการออกกำลังกายหรือรูปร่างภายนอก ชื่นชอบการเสพยา

หลายคนปล่อยให้ผมเผ้ายาวรุงรัง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสันลวดลายแปลกตาตามสไตล์ฮิปปี้ และตื่นเต้นกับการทานอาหารธรรมชาติ

ในช่วงทศวรรษ 1960 นักร้องเพลงร็อกได้กลายเป็นผู้กำหนดค่านิยมด้านรูปร่างผู้ชายแทนที่ของดาราภาพยนตร์ ในยุคนั้นรูปร่างไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับการแต่งกายและการไว้ผมยาวเพื่อสร้างเอกลักษณ์และเป็นที่ดึงดูดของสาวๆ

โดยนักร้องที่เป็นผู้นำเทรนด์ในยุคนั้นก็เช่น มิค แจ็กเกอร์ (Mick Jagger) โรเบิร์ต แพลนท์ (Robert Plant) และจอห์น เลนนอน (John Lennon)

ช่วงทศวรรษ 1980 ดาราภาพยนตร์แอ๊กชั่นชื่อดังอย่างซิลเวสเตอร์ สตอลโลน (Sylvester Stallone) อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ (Arnold Schwarzenegger) และฌ็อง-คล้อด แวนแดมม์ (Jean-Claude Van Damme) ได้สร้างค่านิยมรูปร่างผู้ชายกลับมามีรูปร่างบึกบึนเหมือนกับชาร์ลส์ แอตลาส ในช่วงทศวรรษ 1930 แต่ต่างกันที่กล้ามเนื้อมีความใหญ่ ซิกซ์แพ็กชัดสวยงาม มองเห็นเส้นเลือดได้ชัดเจน

ภาพยนตร์ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันมากในยุคนั้นคือ Terminator (1984) ที่นำแสดงโดยอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างค่านิยมว่าผู้ชายที่มีรูปร่างแข็งแรงสุดยอดคือฮีโร่ที่ช่วยกอบกู้โลก ความแข็งแกร่ง ความกล้าหาญ เกียรติยศเป็นสิ่งที่จะช่วยจัดการกับปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ตัวละครเหล่านี้ต้องเจอ และได้สร้างมาตรฐานว่าพระเอกในภาพยนตร์แอ๊กชั่นจะต้องมีรูปร่างที่ใหญ่บึกบึน

ยุคนี้จึงเป็นยุคที่การออกกำลังกายได้รับความนิยม คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ เพราะต้องการมีรูปร่างแบบเหล่าดาราภาพยนตร์ชื่อดัง

และเป็นช่วงที่กีฬาเพาะกายได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมาก ก่อนที่รูปร่างผู้ชายในอุดมคติยุคปัจจุบันจะกลับมาเล็กลงจากเดิม แต่ก็ยังเห็นกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ชัดเจน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | สภาวะ ซับซ้อน การเมือง แยกกัน”เดิน” รวมกัน”ตี”
ค่านิยมรูปร่างผู้ชายตามยุคสมัย
SPIDER-MAN : BRAND NEW DAY | ‘โดดเดี่ยวอ้างว้าง’
บันทึกการเสวนา ‘วัฒนธรรมกลองมโหระทึกของประเทศจีน’ ตอนที่ 2 : กลองมโหระทึก 8 แบบ
กลยุทธ์มหาอุด …ที่จุกไม่ได้มีไว้แค่อุด
การ์ตูน “อรุณ วัชระสวัสดิ์”
กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : ยึด E-commerce
การ์ตูน “san_d1196”
โอกาสพิเศษ
เรียกขานกาลก่อน (1)
กาเมสุมิจฉาจาร ในรัฐจารีต ที่การมีเมียมาก คือสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมี
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก (4) ergot