ผลสะท้อน ยิ่งใหญ่ ทุกข์ลำเค็ญ ภายใน ‘กรงขัง’ บทเรียน เทียนวรรณ
บทความพิเศษ
จากการศึกษาสังคมไทยโดยเฉพาะในห้วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประสานเข้ากับกรณีของเทียนวรรณในห้วงระหว่างแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ได้บทสรุปว่า
การสร้างความคิดใหม่เป็นกิจกรรมที่แปลกอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ผลของมันที่จะเป็นประโยชน์หรือมีผลกระทบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรมนั้นมักจะต้องมาหลังจากคนอื่นๆ นำเอาความคิดนั้นไปสานต่อหรือวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งกันต่อไป
หากเสนอความคิดใหม่แล้วมีแต่ “ความเงียบ” ตามมา ก็จะไม่มีความหมายอะไรมากนัก
การฆ่าทำลายตัดตอน “ความคิดใหม่” ที่มีประสิทธิภาพที่สุดจึงไม่ใช่การจับปราบปรามและเข่นฆ่าคนที่คิด หากคือการทำให้การสนทนาวิพากษ์วิจารณ์ความคิดต่างๆ เหล่านั้นแห้งเหิดลงไป
ขณะเดียวกัน ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เมื่อศึกษารายละเอียดอันเป็นภูมิหลังการก่อเกิดเป็นตัวตนของเทียนวรรณแล้วก็สรุปถึงอิทธิพลโดยพื้นฐานที่มีผลต่อกระบวนการในทางความคิดของเทียนวรรณ 2 ประการสำคัญ
ประการ 1 คือ อิทธิพลของการศึกษา ประการ 1 คือ อิทธิพลของการค้า

พื้นฐาน สะสม ความรู้
1 ทฤษฎี 1 การปฏิบัติ
กล่าวสำหรับประสบการณ์ทางด้านการศึกษา ประสบการณ์ช่วงนี้มีนัยสำคัญไม่น้อยต่อความคิดและวิธีคิดของเทียนวรรณในระยะเติบใหญ่
ด้วยการที่เขาได้เข้าไปใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและขบวนการธรรมยุติกนิกาย
ดังจะเห็นในวิธีการมองและวิเคราะห์สังคมและการเมืองของเทียนวรรณ
อีกด้านคือการค้าทั้งในและนอกอาณาจักร ไปกับเรือกำปั่นสินค้าไปถึงซัวเถา ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่ออายุได้ 26 ปี
หลังจากสึกจากพระเทียนวรรณทำอาชีพค้าขายของตนเองอย่างจริงจัง
เขาทำอาชีพค้าขายเดินทางไปถึงสิงคโปร์ ได้เก็บรับบทเรียนจากการค้าและการติดต่อกับต่างประเทศมาไม่น้อย ประสบการณ์นอกประเทศเหล่านี้ล้วนแต่มีผลกระทบต่อกระบวนการรับรู้และเข้าใจโลกของเทียนวรรณอย่างมาก
ความรู้อีกอย่างที่สำคัญมาก คือ กฎหมาย
ช่วงที่ทำงานและมีครอบครัวอยู่ที่ตราดนี้เองที่เทียนวรรณทำการศึกษาเรื่องกฎหมายและทำหน้าที่ในการศาล
เขาเล่าว่า ตัวเองไม่ได้มีความรู้ในตัวบทกฎหมายอย่างแท้จริงเพราะไม่ได้ร่ำเรียนมาหากแต่ได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ประกอบกับการที่เขาเป็นคนฉลาดหลักแหลมในการคิดและการพูดจึงสามารถเอาชนะในการโต้แย้งในคดีความได้
คิดว่าเขาคงฝึกหัดวิชากฎหมายจากการปฏิบัติกับหมอกฎหมายและขวนขวายหาตำราวิชาการด้านนี้และอื่นๆ มาอ่านเพิ่มเติมจนสามารถถกเถียงข้อกฎหมายและปัญหาบ้านเมืองอื่นๆ ได้
ตำรากฎหมายเล่มหนึ่งที่เขาเอ่ยถึงด้วยความประทับใจ ได้แก่ ตำราของขุนหลวงพระยาไกรสี
เรียนรู้ จาก ความจริง
เข้าสู่ พรมแดน กฎหมาย
ความคิดสมัยใหม่ได้สร้างความขัดแย้งในตัวเขาเช่นเดียวกับปัญญาชนสมัยใหม่ที่พบว่าโลกเก่าของพวกเขานั้นไม่อาจให้คำตอบและความหวังต่ออนาคตของสังคมได้อีกต่อไป
วาทกรรมและความรู้ที่สั่งสอนกันมายาวนานไม่อาจสามารถสร้างเอกภาพและรักษาโลกที่ดำรงอยู่
ให้ดำรงอยู่และดำเนินไปอย่างสมานฉันท์ได้อีกต่อไป
ความคิดการเมืองและความเชื่อในศาสนาแบบเก่าไม่เพียงพอที่จะให้คำตอบกับการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งใหม่ๆ ได้อย่างมีพลังและอย่างมีความหมายได้อีกต่อไป
การคิดค้นหาคำตอบอันใหม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือทางภูมิปัญญาอันใหม่ด้วย
ในบางแห่งนำไปสู่การเกิดขึ้นของปรัชญา ในบางที่นำไปสู่การค้นพบจริยธรรมในการเมือง หรือในสังคมอาจนำไปสู่การค้นพบการเมืองในศาสนาและจริยธรรมก็ได้
หลังจากอยู่ที่ตราดระยะหนึ่งเทียนวรรณจึงกลับเข้ามายังกรุงเทพฯ และหันมาทำอาชีพใหม่ คือการเป็นทนายรับเขียนคำร้องและฎีกาให้ชาวบ้าน ตั้งสำนักงานที่สี่แยกคอกวัวชื่อ ออฟฟิศ อรรษณานุกูล
จุดนี้เองคือจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ยิ่งของเทียนวรรณ เพราะเขาต้องโทษฐานหมิ่นตราพระราชสีห์น้อย
จนต้องถูกจับเข้าคุกตีตรวนแบบขังลืมนานถึง 17 ปี
17 ปี ใน กรงขัง
ผลสะเทือน ยิ่งใหญ่
ชีวิตและความคิดของเทียนวรรณอาจไม่เปลี่ยนผันแปรไปมากนักหากเขาไม่ถูกจับเข้าคุกและถูกลงโทษอย่างไม่ยุติธรรมเป็นเวลายาวนานถึง 17 ปี
เขาเริ่มอ่านหนังสืออย่างจริงจังเมื่ออายุได้ 28 ปี
ลงมือเขียนบ้างแต่ยังไม่ได้พิมพ์จนเมื่อออกจากคุกครั้งหลังเมื่ออายุได้ 57 ปี เทียนวรรณจึงเริ่มกิจการพิมพ์บทความต่างๆ จำนวนมากที่เขาได้เขียนและบันทึกเอาไว้แต่เมื่อครั้งอยู่ในคุก
ในปี พ.ศ.2443 เริ่มออกหนังสือ “ตุละวิภาคพจนกิจ” รายปักษ์ ทำมาได้จนถึงปี พ.ศ.2449 ต้องหยุดไปเพราะขาดทุน
แต่ปฏิกิริยาของผู้อ่าน (โดยเฉพาะชนชั้นนำแห่งสยาม) ที่มีต่อข้อเขียนและหนังสือพิมพ์ของเขาน่าสนใจมาก
เขากล่าวว่า “เมื่อจวนจะสิ้นปีทุกปีได้มีบัตสนเท่ห์มาปะริภาศทุกปี ครั้นในปีที่ 4 นี้ ถลกวิทยาผุดโผล่ขึ้นมาจากไหนก็ไม่ทราบ ด้วยหายไปนาน กรงเข้ามาถลกเอาหนังกำพร้าแทบจะถลอกไป
แต่มาคิดเห็นว่า เราเองก็ไม่ต่างอะไรแก่ใส้เดือนเพราะใส้เดือนมันคงเข้าใจเหมือนเราเข้าใจว่า ตัวมันทั้งเกลี้ยงแลกลมแลมีเงามีแสงด้วย
เห็นเป็นธรรมดาอยู่เองที่ใครจะไม่เข้าใจอย่างนั้น
ย่อมเข้าใจว่า ของตัวที่ได้กล่าวออกมาแล้วนั้นเปนดีแน่ถูกแน่ ไม่เห็นเลยว่าใครจะไม่เข้าใจอย่างนั้น อาไศรยความเห็นอย่างนี้จึงทำเนาไม่ถือ”
เขายังพยายามออกหนังสือต่อไปในปี พ.ศ.2450 คือ “ศิริพจนภาค” รายเดือน
เทียนวรรณตายในปี พ.ศ.2458 ด้วยอายุ 73 ปี ในบั้นปลายชีวิตเขาได้เห็นการพยายามเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองด้วยกำลังในกรณีกบฏ ร.ศ.130 (2454)
แท่นพิมพ์ หนังสือพิมพ์
จุดประกาย โยงยาว
แม้เทียนวรรณจะเริ่มชีวิตการเป็น “นักหนังสือพิมพ์” เมื่อล่วงเข้าปีที่ 57 แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขามีความสุขกับการเขียนหนังสือมาก่อนหน้านั้นและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเทียนวรรณ
หากถามว่าจุดมุ่งหมายใหญ่ในกิจกรรมการงานหลักที่เทียนวรรณยึดถือคือการเขียนและพิมพ์หนังสือออกสู่ผู้อ่านทั่วไปคืออะไร
คำตอบของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ก็คือ
ความหวังว่าจะเป็น “เครื่องนำทางถางไว้ชั้นหนึ่งก่อน” เขาไม่ได้คิดว่าลำพังเพียงการอ่าน การเขียนและคิดจะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเองได้เลย หากแต่ถือว่าการคิดและเขียนเป็นเสมือนการก่นสร้างหักร้างถางพง
ก่อนจะลงมือฟันดิน ก่อนจะปลูกเพาะพืชพันธุ์แห่งปัญญาต่อไป
ความคิดของเทียนวรรณจึงมิได้พลุ่งโพลงขึ้นอย่างเลื่อนลอย ย่อมสัมพันธ์อยู่กับสภาพในทางสังคมที่เริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
เมื่อมีแท่นพิมพ์ เมื่อมีหนังสือพิมพ์
