เหยี่ยวถลาลม
สงครามไทย-กัมพูชา
คุโชนยังไม่สิ้น!
ตั้งแต่ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา ทั้งในไทยและในกัมพูชาเดือดพล่านไปทั้งแผ่นดิน
ไฟจุดติดที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทันทีที่ทหารฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธโจมตีใส่พลเรือนในเขตไทยทำให้โรงพยาบาล ชุมชน ร้านสะดวกซื้อได้รับความเสียหายหนัก ชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กับการเมืองการรบบาดเจ็บและเสียชีวิต จังหวัดแถบชายแดนของไทยต้องอพยพประชาชนนับแสนออกจากพื้นที่
เย็นวันเดียวกัน ไทยตัดสินใจส่งเครื่องบินรบ F-16 ซึ่งเพิ่งอัพเกรดพร้อมรบเต็มพิกัด บินขึ้นจากตาคลี นครสวรรค์ 2 ลำ
ตูมแรกถล่มช่องอานม้า ตูมที่สอง ลงช่องตาเฒ่า
การรบทางอากาศเหนือความคาดหมายของกองทัพกัมพูชาเป็นอย่างมาก ฐานที่ตั้งยิงจรวด BM-21 และกองพลน้อย ราบที่ 42 ถูกถล่มเละเป็นจุณ
ในทันทีกัมพูชา “ร้อง” ว่าไทยรุกราน พร้อมกับปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อให้ผู้คนลืมความยากจนและความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลตระกูล “ฮุน”
ส่วนในไทยก็ไม่แพ้กัน “นักรบคีย์บอร์ด” ฮึกเหิมห้าวหาญปลุกกระแสความเกลียดชังชาติพันธุ์ กดข่ม หมิ่นหยามราวกับกัมพูชาไม่ใช่เพื่อนบ้าน
นาทีนั้น ใครพูดหรือโพสต์เฉกเช่นผู้มีมนุษยธรรมทั่วไปว่า ชาวกัมพูชาคือเพื่อนบ้าน ประเทศกัมพูชาคือตลาดการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย ซึ่งไทยได้ดุลการค้าปีละไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท คนที่พูดหรือคนที่โพสต์อาจถูกคนไทยด้วยกัน (จำนวนหนึ่ง) ถ่มถุยใส่ด้วยภาษาง่ายๆ ที่ไร้สติว่า “ขายชาติ”
ในยามที่ทหารไทยกับทหารกัมพูชายิงกันที่ชายแดน บรรดา “นักรบคีย์บอร์ด” ตลอดจนคนที่รู้สึกว่าตัวเองรักชาติมากกว่าผู้อื่นจะรู้สึกฮึกเหิมและอ่อนไหวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นพิเศษ บางรายใช้ท่วงท่าและภาษาคับแค้นใจ ที่ป่วยอาจถึงกับร่ำไห้ แต่บางคนกระหายใคร่อยากให้กองทัพไทยลุยบดขยี้ไปให้ถึงพนมเปญ
อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากเปิดรับสมัคร “นักรบคีย์บอร์ด” ผู้ถวิลหาสงคราม แล้วพาไปหย่อนไว้ตามจุดสำคัญที่พิพาทกัน เช่น ภูมะเขือ ช่องอานม้า ช่องสายตะกู ตาเมือนธม ตาควาย ตาเมือนโต๊ด โดนตวล ช่องบก ช่องจอม จะมีคนสมัครใจหรือไม่
อนาคตประเทศกับชีวิตประชาชน ไม่ใช่วัตถุไร้ค่าทุบเล่น
เมื่อจับอุณหภูมิได้ว่า “คลั่งชาติ” เป็นอาการคล้ายโรคระบาดที่ลุกลามแพร่กระจายเร็ว กองทัพแม้จะกำลังเคร่งเครียดกับแผนการรบและการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนก็ยังต้อง “ตั้งสติ” พร้อมกับเพิ่ม “มาตรฐาน” ในการสื่อสารทั้งภาษาพูด ข้อเขียน และปฏิบัติการทางทหาร โดยคำนึงถึงผลทางจิตวิทยาทั้งต่อภายในและภายนอกประเทศ
ความจริงแล้วทหารไทยมีความรู้มีความเข้าใจมิติหลากหลายของชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงแม้การสู้รบในวันต่อมาจะหนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับทั่วทั้งชายแดนอุบลราชธานี, สุรินทร์, บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ แต่กองทัพไทยไม่ใช้คำว่า “สงคราม”
เป็นก็แต่เพียง “การสู้รบ” ตามแนวเขตแดน ดังเช่นที่ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกชี้แจงด้วยทัศนคติที่ฉลาดหลักแหลมว่า “ไม่ใช่สงคราม ไทยจะไม่ข้ามเส้น 1 ต่อ 50,000 บางพื้นที่เขารุกล้ำ เราก็ผลักดันออกไป”
สงครามนำมาซึ่งความสูญเสีย!
ทุกประเทศที่เข้าสู่สงคราม ได้รับผลลัพธ์เหมือนกัน สถานที่ราชการ วัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร อาคารบ้านเรือนพังพินาศเป็นซาก ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย เศรษฐกิจวินาศสันตะโร แม้แต่คนที่เคยปากดีจำนวนมากก็ไม่มีทางทำกิน
มนุษย์ในทุกประเทศทุกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์จึงควรรังสรรค์สันติภาพสถาพร ไม่ใช่เชียร์ให้ชักธงทำสงคราม
เกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจวันละ 500 ล้านบาท จากนั้นผลจะปะทุรุนแรงยิ่งขึ้นในหลากหลายด้าน เช่น ด้านการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และงบประมาณ
ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อมูลด้วยว่า ปิดด่าน 3 เดือน สูญเสียมูลค่าทางการค้าประมาณ 15,000-17,000 ล้านบาท
ชนชั้นนำอาจจะ “นิ่ง” ได้นานกว่า แต่ลดชั้นไล่ลงมาถึงผู้คนทั่วไปจะเดือดร้อนทั่วทุกหย่อมหญ้าภายหลังสงคราม
การสู้รบครั้งนี้ ทั้งไทยกับกัมพูชาถูกกำหนดให้ “โฟกัส” ไปจุดเดียวกันคือ ตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด ตาควาย พื้นที่ช่องบก ภูมะเขือ ภูผี ปราสาทโดนตวล ช่องตาเฒ่า ช่องจอม ช่องอานม้า ช่องสายตะกู ซึ่งประมาณได้ว่า “ร้อยกว่าปีมา” การปักหมุดเขตแดนก็ไม่เคยทำสำเร็จ
เพียงมี “มือ” ตั้งใจจุดไฟก็ลามได้ทุกที
แต่ในที่สุด “การสู้รบ” ก็เหมือนกันทุกครั้ง เหมือนกันทุกพื้นที่ นั่นคือต้องเดินทางไปถึงจุดที่เรียกว่า “เจรจา”
วันที่ 28 กรกฎาคม อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน จัดประชุมเจรจาไทย-กัมพูชา มีตัวแทนจากสหรัฐอเมริกาและจีนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน
จบแล้ว “อันวาร์” ได้แถลงว่า
1. สองฝ่ายหยุดยิงทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 28 กรกฎาคม
2. กองทัพไทยกับกัมพูชาจะประชุมร่วมกันเวลา 07.00 น. วันที่ 29 กรกฎาคม และ
3. ไทย-กัมพูชาประชุมร่วมคณะกรรมการชายแดนในวันที่ 4 สิงหาคม
หลังเที่ยงคืน “29 กรกฎาคม 2568” ที่หลายคนบอกว่า “จบแล้ว” สงครามย่อยๆ ระหว่างไทย-กัมพูชา ในชีวิตจริงสองฝ่ายยังปะทะดุเดือดจนถึงตี 3-4
รอ.31 หรือหน่วยรบพิเศษของกองทัพไทยประจันหน้าบุกเข้ายึดปราสาทตาควาย ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ 126 นาย เสียชีวิต 4 นาย ในขณะที่ 10 นาทีสุดท้ายก่อนเวลา “หยุดยิง” F-16 ของไทยก็ยังถล่มอีกรอบ เพื่อตัดการลำเลียงปืนใหญ่และอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดของหน่วยสนับสนุนของกัมพูชาที่ปราสาทตาควาย
กระทั่งเช้าตรู่ กองทัพภาคที่ 2 ยืนยัน “ธงชาติไทย” ปักมั่นคง ณ ภูมะเขือ, ช่องอานม้า, ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย และแนวเขตแดนช่องบก
สงครามจบนับศพทหาร!
ทหารฝ่ายไทยราว 12 นาย ชาวบ้าน 15 ส่วนฝ่ายกัมพูชาปวดร้าวมากแต่ไม่เปิดเผย ทหารกัมพูชาเสียชีวิตหลายร้อยนาย สูญเสียอาวุธยุทโธปกรณ์หนักสุดในรอบ 50 ปี
“หยุดยิงทั่วแนวแล้วเรียบร้อย” พล.ต.วินธัยแถลงหลังการประชุมของกองทัพสองฝ่ายจบลง
วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ปิดม่าน จบฉากที่ 1 !?!!!
