เป้าหมายของสงคราม เพื่อจัดการกลุ่มอิทธิพลอาชญากรรม ไม่ใช่แค่การต่อต้านกัมพูชา
บทความพิเศษ | เทวินทร์ อินทรจำนงค์
เป้าหมายของสงคราม
เพื่อจัดการกลุ่มอิทธิพลอาชญากรรม
ไม่ใช่แค่การต่อต้านกัมพูชา
ในช่วงเวลาที่บรรยากาศชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการขยายอิทธิพลของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติและการตอบโต้ของรัฐไทย
เราจะได้ยินเสียงส่วนหนึ่งในสังคมที่ได้แสดงคำเตือนอย่างมีเหตุผลว่า “หากใครสนับสนุนให้การต่อสู้ของไทยครั้งนี้กลายเป็นสงครามกับกัมพูชา แสดงว่ากำลังเดินไปผิดทาง”
ข้อความนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการห้ามปรามด้วยความหวาดหวั่นเท่านั้น
แต่กำลังเป็นการย้ำเตือนให้ตระหนักถึงการเลือกเป้าหมายที่แท้จริง และการเดินเกมให้ชัดเจนด้วยสติปัญญา
ไม่ใช่ด้วยการใช้อารมณ์
จุดหมายของการเคลื่อนไหว
จะต้องเดินไปให้ตรงเป้า
อย่าเล็งไปผิดทิศทาง
ความเสียหายที่คนไทยต้องเผชิญในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องการปักปันเขตแดนที่ไม่ลงตัวเท่านั้น (เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา)
แต่เรื่องหลักสำคัญที่เป็นปัญหารุนแรงยังรวมไปถึงเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ การพนันผิดกฎหมาย และอาชญากรรมไซเบอร์ ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในฝั่งกัมพูชา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการควบคุมโดยกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงไปยังอดีตผู้นำและเครือข่ายเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตในหน้าที่
ดังนั้น การตอบโต้ที่มีประสิทธิภาพต่อเรื่องนี้ จึงไม่ใช่แค่เพียงการส่งกองกำลังเข้าไปเผชิญหน้า หรือการปลุกเร้าแนวคิดชาตินิยมต่อต้านต่างชาติจนสุดโต่ง
แต่จะต้องเจาะลึกลงไปยังรากเหง้าของปัญหาที่ต้นตอ
นั่นก็คือ “กลุ่มอำนาจเถื่อน” ที่ใช้พื้นที่ของรัฐกัมพูชาในการกระทำผิดกฎหมายสากล
ทำไมการเบี่ยงเบนไปสู่สงคราม
จึงอาจกลายเป็นกับดัก?
1.เฉพาะการทำสงครามอย่างเดียวยังไม่ได้ช่วยเข้าไปทลายแหล่งอาชญากรรม แต่กลับจะสร้างโอกาสให้กลุ่มเหล่านั้นเคลื่อนย้ายหรือขยายอิทธิพลภายใต้ความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้น
2. ประชาชนจะเป็นฝ่ายรับผลกรรมของความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่จะกลายเป็นสนามรบ และชุมชนสังคมที่อาจถูกสั่นคลอนเสียหายทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคง
3. ปิดโอกาสสร้างความร่วมมือของอาเซียน ที่ควรจะเป็นกลไกในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกัน
4. เสียเครดิตในเวทีโลก ถ้าหากว่าไทยกำลังใช้วิธีตอบโต้กับปัญหานี้ด้วยการมุ่งมั่นเข้าสู่การทำสงครามแบบล้าสมัยโดยละเลยกับปัญหาที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ
เราควรจะเดินหน้าอย่างไร?
หลังจากควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงได้แล้ว ประเทศไทยควรประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เป้าหมายในการปฏิบัติการของเราไม่ใช่เป็นไปเพื่อการรุกรานกัมพูชา แต่เพื่อการจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรมที่ใช้กัมพูชาเป็นฐานในการทำงาน โดยแนวทางที่ควรนำมาเป็นจุดเน้นในการเคลื่อนไหว ได้แก่
– การใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น INTERPOL, ASEANAPOL และ UN ในการผลักดันให้เกิดการจับกุมและส่งตัวผู้กระทำผิด
– ส่งเสริมบทบาทของสื่อ เสียงของเหยื่อ และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อกดดันทั้งสองรัฐบาลให้เปิดโปงเครือข่ายอิทธิพลเหล่านั้น
– สร้างความร่วมมือเชิงนโยบายกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรวมพลังกันจัดการกับ “ภัยที่ไร้พรมแดน” นี้
– แยกแยะประชาชนกัมพูชาออกจากผู้นำและกลุ่มอิทธิพลที่กระทำความผิด เพราะพวกเขาเองก็เป็นเพียงเหยื่อของระบอบทุจริตฉ้อฉล
ประชาชนไทย
ควรจับตามองให้ชัด
ว่า “ศัตรูที่แท้จริงคือใคร”
การวาดภาพว่ากัมพูชาเป็นศัตรูของชาติ อาจเป็นการตกหลุมพรางของกลุ่มอำนาจที่ต้องการเบี่ยงเบนเป้าหมาย ที่หลีกเลี่ยงการรับผิดชอบ หรือหวังใช้กลไกสงครามปลุกเร้าแนวคิดแบบ “รวมชาติโดยไร้เหตุผล” ขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว ศัตรูที่แท้จริงก็คือกลุ่มอิทธิพลอาชญากรรมที่กำลังใช้อำนาจในทางมิชอบ ที่ไม่ได้จำกัดขอบเขตว่าจะอาศัยอยู่ในฝั่งไหนของชายแดนก็ตาม
ประชาชนไทยจึงต้องร่วมมือกัน จับตามอง ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล และยืนยันในหลักการที่ชัดเจนว่า เราไม่ได้ต้องการแค่ทำสงครามอย่างไม่มีเป้าหมาย แต่เรากำลังต้องการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น กับเหยื่อของเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านั้นอย่างแท้จริง
“อย่าหลงทางเข้าสู่สงคราม เพราะชัยชนะที่แท้จริง คือการทำลายโครงข่ายอำนาจที่คุกคามความปลอดภัยของเรา ไม่ใช่การมุ่งถล่มหรือทำลายประเทศเพื่อนบ้าน”
หากประเทศไทยจะลุกขึ้นยืนหยัดอย่างมีเกียรติ ก็จงยืนหยัดอยู่บนหลักของสันติภาพ ความยุติธรรม และการใช้สติปัญญา มิใช่การเพียรพยายามที่จะเป็นผู้ชนะที่ยืนอยู่บนเถ้าถ่านของสงครามที่มีแต่ความสูญเสียของทุกฝ่าย
