ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ประกันสังคม
หลังพิงของคนธรรมดา
ในยามวิกฤตการสู้รบชายแดน
เมื่อเสียงปืนใหญ่ดังก้องบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้คนมักจับตาดูเฉพาะความเสียหายทางการเมืองและการทูต
แต่น้อยคนนักที่จะมองเห็นความทุกข์ทรมานของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น
พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสถิติ แต่เป็นแรงงานที่มีครอบครัว เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องหยุดการผลิต และเป็นผู้ใช้แรงงานที่สูญเสียรายได้ในชั่วข้ามคืน
ประสบการณ์จากต่างประเทศสะท้อนให้เห็นว่าสงครามและความขัดแย้งเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาระบบประกันสังคม
การศึกษาพบว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ประเทศในยุโรปตะวันตกจัดตั้งระบบประกันการว่างงาน
เยอรมนีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ในปี 1927 ระบบประกันการว่างงานถูกจัดตั้งขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
ยูเครนในยุคปัจจุบันเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าความขัดแย้งส่งผลกระทบอย่างไรต่อตลาดแรงงาน
สงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 34% และมีผู้สูญเสียงาน 2.4 ล้านคน
ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอย่างลูฮานสค์และโดเนตสค์ มีประชากรถึง 57% ที่มีปัญหาในการหาเลี้ยงชีพขั้นพื้นฐาน
ผลกระทบจากการสู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบาดแผลหนักต่อชีวิตคนธรรมดา โดยเฉพาะแรงงานผู้อพยพและลี้ภัยในประเทศที่อาจมีการปิดกิจการชั่วคราว หรือลดการผลิต ภาคบริการก็ไม่สามารถทำการผลิตเต็มที่ ต้องลดกำลังการผลิต สถานการณ์ที่ตอนนี้ยังไม่คลี่คลาย 100%
ปัจจุบัน ระบบประกันสังคมไทยมีสิทธิประโยชน์ “ว่างงานจากเหตุสุดวิสัย” ที่ให้การชดเชยรายได้ 50% เป็นระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม นิยามเดิมของ “เหตุสุดวิสัย” ยังไม่ครอบคลุมถึง “ภัยสงคราม การสู้รบ” ทำให้เกิดช่องว่างที่ทิ้งผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไว้โดดเดี่ยว
กรณีนี้จึงต้องมีการแก้ไขนิยามในกฎกระทรวง โดยมีประเด็นผ่านอนุกรรมการมาแล้ว เพื่อเข้าประชุมคณะกรรมการประกันสังคม โดยคาดการณ์ว่าน่าจะใช้งบประมาณไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งจากการสู้รบครั้งนี้ (เท่างบฯ ผลิตปฏิทินสองปี)
ลองนึกภาพดู นายสมชาย เจ้าของโรงงานผลิตเสื้อผ้าขนาดเล็ก เมื่อเกิดการสู้รบ เขาต้องหยุดการผลิตเพื่อความปลอดภัยของลูกจ้าง 20 คน การหยุดงานนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อนายสมชายเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อพนักงานทุกคนที่พึ่งพาเงินเดือนเลี้ยงครอบครัว
หรือ น.ส.พลอย ลูกจ้างในโรงแรมชายแดน ที่ต้องสูญเสียงานเมื่อนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เธอมีลูกเล็กสองคนและแม่สูงอายุที่ต้องดูแล รายได้ที่หายไปนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นค่าข้าวค่าน้ำ ค่าโรงเรียน และค่ายาของครอบครัว
ที่จริงแล้วสิทธิประโยชน์นี้ไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายผู้ประกันตนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ฝ่ายนายจ้างได้ประโยชน์มากกว่าเสียอีกเพราะมีคนช่วยจ่ายค่าจ้างให้ 50% ในช่วงวิกฤต หากเลิกจ้างค่าชดเชยตามกฎหมายสูงกว่านี้
สิทธิประโยชน์นี้ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะผู้ประกันตนเท่านั้น นายจ้างก็ได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อมีการชดเชย 50% ของค่าจ้าง นายจ้างสามารถรักษาแรงงานไว้ได้โดยไม่ต้องเลิกจ้าง ซึ่งหากเลิกจ้างจริง ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานจะสูงกว่านี้มาก
ตัวอย่างเช่น หากนายสมชายต้องเลิกจ้างพนักงานที่ทำงานมาหลายปี เขาต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายของอัตราค่าจ้างสุดท้าย แต่ด้วยระบบชดเชยว่างงานจากเหตุสุดวิสัย นายสมชายสามารถรักษาพนักงานไว้และรอให้สถานการณ์คลี่คลาย
ปรากฏว่าเรื่องที่น่าจะง่ายไม่มีอะไร ก็ดันมีอะไรจนได้
เพราะในคณะกรรมการประกันสังคมยังไม่รับหลักการ ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงทางด้านการเงิน
การแก้ไขนิยาม “เหตุสุดวิสัย” ให้รวมถึงภัยสงครามดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่ในความเป็นจริงกลับมีความซับซ้อน
คณะกรรมการประกันสังคมแสดงความกังวลเรื่องความมั่นคงทางการเงินของกองทุน
และความเสี่ยงที่เรียกว่า “Moral Hazard”
การว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัยเป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่เบิกยากเย็น เงื่อนไขเยอะ ภัยสงครามไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ มีหลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิด Moral Hazard คือกิจการชายแดนจะมาแสวงประโยชน์มาเปิดกิจการชายแดน แต่ใครอยากเสี่ยงเอาทุน เอาเครื่องจักรมาเสี่ยงกับประโยชน์เพียงเล็กน้อย?
Moral Hazard ในกรณีนี้หมายถึงความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการอาจใช้ประโยชน์จากระบบโดยการเปิดกิจการในพื้นที่เสี่ยงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการชดเชย
อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลนี้อาจไม่สมเหตุสมผลในทางปฏิบัติ พิจารณาดูว่า ใครจะเอาทุนหลักแสนหลักล้านไปเสี่ยงในพื้นที่ที่อาจมีการสู้รบเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพื่อผลประโยชน์ที่ได้แค่ 50% ของค่าจ้างเป็นเวลา 6 เดือน?
นักลงทุนที่มีสติจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะค่าเสียโอกาสและความเสี่ยงสูงกว่าผลตอบแทนที่อาจได้รับมาก
ระบบประกันสังคมต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ไม่ใช่เป็นเพียงระบบที่ทำงานได้ดีเฉพาะในสถานการณ์ปกติ หากมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ 1,000 ครัวเรือน การชดเชยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อครัวเรือน
ซึ่งอาจเป็นเงินจำนวนนี้ที่ช่วยครัวเรือนเหล่านั้นผ่านพ้นวิกฤตได้
เมื่อเทียบกับประกันเอกชนมักมีข้อยกเว้นมากมาย เช่น ไม่คุ้มครองในพื้นที่เสี่ยง ไม่คุ้มครองโรคที่มีอยู่เดิม หรือไม่คุ้มครองในสถานการณ์สงคราม บริษัทประกันเอกชนทำเช่นนี้เพื่อจำกัดความเสี่ยงและรักษากำไร
แต่ประกันสังคมต่างออกไป มันคือระบบที่รัฐจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็น “หลังพิง” ของประชาชนในยามที่เอกชนไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ เป็นระบบที่ควรครอบคลุมสถานการณ์ที่ประกันเอกชนปฏิเสธ
น.ส.พลอยที่เราพูดถึงก่อนหน้านี้ หากเธอมีประกันชีวิตเอกชน เมื่อเธอว่างงานจากเหตุสงคราม บริษัทประกันอาจปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่าเป็น “ข้อยกเว้นภัยสงคราม” แต่ประกันสังคมควรเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เธอพึ่งพาได้
เรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ ต้องผลักดันกันต่อไป สิ่งที่น่าสนใจคือความขัดแย้งระหว่างการแสดงออกทางการเมืองกับการปฏิบัติจริง
หลายคนที่ชอบแชร์คลิปสงคราม โพสต์ข้อความปลุกใจให้รักชาติ กลับเฉยเมยต่อการช่วยเหลือคนร่วมชาติที่ได้รับผลกระทบจริงจากความขัดแย้ง
ผมเองก็ได้แต่สงสัยว่า เวลาคนที่บอกรักชาติ รักประเทศรักประชาชน แชร์คลิปสงคราม โพสต์ปลุกใจให้รักชาติ เวลาที่พูดถึงชีวิตคนร่วมชาติจริงๆ ที่นอนกลางดินกินกลางทราย กำลังจะเสียงาน เสียธุรกิจ เสียครอบครัว กลับมองข้ามไปได้เฉยๆ
การรักชาติที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนแชร์หรือไลก์ในโซเชียลมีเดีย
แต่วัดจากการดูแลคนในชาติเมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ นายสมชายและ น.ส.พลอยไม่ต้องการคำปลอบใจ พวกเขาต้องการระบบที่ช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นวิกฤตได้
ผมอยากเขียนบทความนี้ย้ำให้เห็นว่า ประกันสังคมไม่เหมือนกับประกันเอกชน ที่มีข้อยกเว้นกรมธรรม์ ในพื้นที่ ในอาการความเจ็บป่วย มันคือหลังพิงของคนธรรมดา จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปรับปรุงระบบประกันสังคมให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนในศตวรรษที่ 21 หรือไม่
ประกันสังคมไม่ควรเป็นเพียงระบบที่ทำงานได้ดีในยามปกติ แต่ควรเป็นระบบที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติธรรมชาติ โรคระบาด หรือความขัดแย้งที่ชายแดน
สิ่งสำคัญคือ เราต้องจำไว้ว่าเบื้องหลังตัวเลขสถิติและการอภิปรายทางนโยบาย คือชีวิตของคนจริง คนที่มีครอบครัว ความฝัน และความหวัง คนที่สมควรได้รับการดูแลจากสังคมที่พวกเขาช่วยสร้างขึ้นด้วยแรงงานและภาษีของตัวเอง
ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ระบบประกันสังคมที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นไม่ใช่เพียงนโยบายทางเศรษฐกิจ
แต่เป็นการลงทุนในความมั่นคงของสังคมและเป็นการแสดงออกถึงค่านิยมของชาติที่แท้จริง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
