‘ภาวุธ’ เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ เปิดจักรวาลเงินพระ ทำอย่างไรพ้นภัยกลโกงวัด
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
‘ภาวุธ’ เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ
เปิดจักรวาลเงินพระ
ทำอย่างไรพ้นภัยกลโกงวัด
ความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนากำลังถูกสั่นคลอนจากพฤติกรรมไม่เหมาะสมและการใช้เงินบริจาควัดอย่างผิดวัตถุประสงค์ของพระสงฆ์บางรูป
“จีวร” ทั้งประเทศกำลังร้อน
คำถามที่สังคมสงสัยคือ ระบบที่ควรกำกับดูแลเรื่องเหล่านี้ ยังทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ หรือต้องใช้วิธีใดจัดการปัญหานี้ให้หมดไป
“ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ แนะนำและเสนอไอเดียต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผ่านเทคโนโลยี 3 ระบบหลัก ดังนี้
1.ระบบ Traffy Fondue แพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาโดย NECTEC มาใช้รายงานพฤติกรรมของพระ-วัด
2.ระบบบัญชีออนไลน์ วัดต้องเปิดเผยข้อมูลเงินบริจาค รายรับ-รายจ่ายผ่านระบบบัญชีเพื่อสร้างแรงกดดันเชิงสังคม
3.ระบบติดตามงบประมาณของวัด Dashboard เปิดเผยข้อมูล งบประมาณ และโครงการต่างๆ ให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้
ภาวุธบอกว่าทั้ง 3 ระบบนี้จะทำให้ชาวบ้านสามารถตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์ ว่าถูกนำไปใช้กับอะไรบ้าง นอกจากนี้ เขายังเสนอให้หน่วยงานรัฐเฟ้นหา “สตาร์ตอัพไทย” เข้ามาช่วยดูแลสอดส่อง ทำให้วัดและพระไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการ “บริหารจัดการ” ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีขั้นพื้นฐานอย่างเว็บไซต์เพื่อเข้าถึงข่าวสาร กิจกรรมสวดมนต์ออนไลน์ ไปจนถึงช่องทางทำบุญ
ข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่า วัดในไทยมีมากกว่า 44,000 แห่ง และมีพระสงฆ์ไม่ต่ำกว่า 250,000 รูป ขณะที่ข้อมูลจากรายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติในประเทศไทย ปี 2565 ระบุว่า คนไทยร้อยละ 92.5 นับถือศาสนาพุทธ และยังถูกบรรจุเป็นศาสนาประจำชาติ ทำให้ไม่อาจปฏิเสธถึงความสำคัญและการยึดโยงต่อผู้คนในประเทศมากแค่ไหน
ภาวุธสะท้อนข้อเท็จจริงว่า ในอดีตไม่เคยมีใครมาตั้งคำถามว่าพระรูปนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เฉกเช่นเดียวกับการตรวจสอบระบบบัญชี เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรมี “ระบบกลาง” ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลพระสงฆ์ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับทั้งวัดและชาวบ้าน
แอพพลิเคชั่นที่ง่ายที่สุดในการเริ่มดำเนินการคือ “ThaID” (ไทยดี) หรือบัตรประชาชนดิจิทัล โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
ระบบยืนยันตัวตน แสดงข้อมูลได้ตั้งแต่ประวัติพื้นฐาน พฤติกรรม ประวัติอาชญากรรม ตลอดจนคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถหยิบมาใช้ได้ทันที เนื่องจากจะช่วยติดตามตัวตน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการศึกษา วุฒิธรรม วุฒิเปรียญ หรือแม้แต่การโยกย้ายวัด ได้อย่างเรียลไทม์ แก้ปัญหา “ใบสุทธิ” ของพระสงฆ์ เช่นตัวอย่างของ “ทิดอลงกต” แห่งวัดพระบาทน้ำพุ กรณีศึกษาที่กำลังเปลี่ยนเกมศรัทธาพระพุทธศาสนาไทย
“ช่องโหว่นี้เปิดโอกาสให้เกิดการสวมสิทธิ์และใช้ข้อมูลผู้อื่นได้โดยไร้การตรวจสอบ แต่หากมีระบบกลางก็จะสามารถสแกนเพื่อตรวจสอบวันบวช วัดต้นสังกัด และสถานะของพระรูปนั้นได้ทันที ซึ่งการมีอยู่ของมันก็จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในการศรัทธาให้กับพุทธศาสนิกชนได้อีกด้วย”
ในประเด็นเรื่อง “เงินบริจาค” ล่าสุด กรมสรรพากรได้จัดการเบื้องต้นไปแล้วด้วยระบบ e-Donation หลังจากนี้เงินทุกบาทที่โอนเข้าบัญชีวัด จะเชื่อมเข้ากับระบบ e-Donation ทำให้ข้อมูลการบริจาคถูกส่งต่อเข้าสู่ระบบภาษีอัตโนมัติ โดยที่ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บใบอนุโมทนาบัตรแบบเดิมอีกต่อไป
ตามการยกระดับการบริหารจัดการศาสนาให้สอดรับกับแนวทาง “รัฐบาลดิจิทัล” (Digital Government) ประกาศให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ยกเลิกการใช้ใบอนุโมทนาบัตรกระดาษสำหรับการหักลดหย่อนภาษีจากการบริจาคเงินให้วัดหรือองค์กรสาธารณกุศล
คำถามก็คือ หลังจากเงินเข้าบัญชีวัดไปแล้วถูกจัดการต่ออย่างไร

ภาวุธเสนอให้วัดไทยใช้ “ระบบบัญชีออนไลน์” ให้เหมือนกับที่หน่วยงานรัฐและเอกชนใช้อยู่ในปัจจุบัน “อบจ. ลำพูน” ยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เขาย้ำว่า เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาระบบโครงการ, งบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง, รายรับ-รายจ่าย และผลการดำเนินงาน และมาตรการป้องกันการทุจริตได้ตลอดเวลา ต้นแบบที่เห็นควรนำมาประยุกต์ใช้กับกิจกรรมทางศาสนา หรือโครงการปรับปรุง-พัฒนาวัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า เงินบริจาคของเราถูกนำไปใช้อย่างที่ตั้งใจ
รัฐบาลยังมีเครื่องมือในการสนับสนุนให้เกิดความโปร่งใสอย่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ที่น่าจะหันมาร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างสมาคมไทยสตาร์ตอัพ (Thai Startup) หรือสมาคมโปรแกรมเมอร์ สร้างแพลตฟอร์มและพัฒนาระบบการใช้ให้เกิดขึ้นจริง
“ถ้ารัฐพร้อม ภาคเอกชนพร้อม ระบบนี้เริ่มต้นทดลองใช้ได้ทันที และขยายผลให้เป็นมาตรฐานต่อไปในอนาคต”
นอกจากความร่วมมือเพื่อความโปร่งใสแล้ว ยังมองว่ามันคือโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการในการสร้างรายได้หรืออาชีพใหม่ๆ ภายใต้แนวคิด “วัดต้นแบบ” โดยอาจเริ่มจากภาครัฐเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านกระบวนการ “ประชาพิจารณ์” ร่วมออกแบบระบบให้เหมาะสมกับบริบทของศาสนาไทยก็จะช่วยการสร้างความ “โปร่งใส” และ “โอกาสทางธุรกิจ” ได้มากยิ่งขึ้น
เมื่อตำรวจบุกจับหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.สระบุรี และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล คนสนิท ด้วยข้อหาหลายกระทง ทั้งเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และคดีฟอกเงิน
มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการยักยอกไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ไม่นับรวมมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกถือครองโดยคนใกล้ชิด ที่ดินกว่า 2 พันไร่ และอาคารสิ่งปลูกสร้างอีกหลายล้านบาท
ก่อนหน้านี้ คดียักยอกทรัพย์สินและเงินสด เกี่ยวกับพระและวัดดัง อุบัติขึ้นรัวๆ ต่อเนื่อง ตั้งแต่วัดไร่ขิง 300 ล้านบาท รวมทั้งวัดใหญ่ในกรุงเทพฯ ส่งผลให้พระที่มีสมณศักดิ์สูงหลายสิบรูปต้องลาสิกขาบท และหนีคดีความ
แม้ข้อเสนอของ “ภาวุธ” จะยังไม่เข้าหู “สุชาติ ตันเจริญ” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยตรง แต่ก่อนหน้านี้เขาได้สั่งการเรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ 3 ระยะ
ตั้งแต่แก้ปัญหาต้นเหตุ เช่น การมั่วสีกา ซึ่งอาจมีมูลเหตุจากความประสงค์ต่อทรัพย์ด้วย จึงควรมีการตรวจสอบรายรับรายจ่ายของวัดและพระอย่างรัดกุม
ออกกฎหมายและข้อกำหนด โดยขณะนี้ได้ประสานให้มหาเถรสมาคมออกกฎระเบียบเพิ่มเติม อาทิ การห้ามวัดถือเงินสดเกิน 100,000 บาท หากเกินต้องนำฝากธนาคาร และต้องรายงานรายรับรายจ่ายต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทุกเดือน โดยสรุปรายงานปีละ 1 ครั้ง
ป้องปราม ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยในการกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ร่วมสอดส่องดูแลพฤติกรรมของพระสงฆ์ในชุมชน ผ่านเครือข่ายผู้นำหมู่บ้านและประชาชนในพื้นที่
ปัญหาการเงิน-การจัดการทรัพย์สินมหาศาล ที่เกิดขึ้นกับวัดและพระสงฆ์ ตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาส ถึงระดับสมณศักดิ์สูง สะท้อนวิกฤตศรัทธา ที่ถึงเวลาต้องใช้เทคโนโลยีไล่ล่ากลโกงเงินร้อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชายผ้าเหลือง
