เอกชน-รัฐผนึกกำลัง Think Tank ยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจไทย’ ก้าวฝ่าวิกฤตการเมือง
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
เอกชน-รัฐผนึกกำลัง Think Tank
ยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจไทย’
ก้าวฝ่าวิกฤตการเมือง
ท่ามกลางความโกลาหลทางการเมือง ที่ดูเหมือนกำลังเป็น Dead Lock กำลังสั่นสะเทือนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน
ขณะที่ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งมรสุมที่ถาโถมต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนักหนา โดยเฉพาะปัญหาจากมาตรการภาษีตอบโต้ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐที่เล่นงานทุกประเทศปั่นป่วน
และเพิ่งเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ จากที่ไทยโดนภาษีตอบโต้ 19% เมื่อ 31กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่ยังอยู่ในช่วงการเจรจารายละเอียดข้อตกลงแลกเปลี่ยนต่างๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจน
ในที่สุดการเมืองประเทศไทยก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง
หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จาก “คดีคลิปเสียง” สนทนากับสมเด็จฮุน เซน
และหลังจากที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดการชิงการนำจัดตั้งรัฐบาล ระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทย โดยมีตัวแปรสำคัญคือ พรรคประชาชน ที่มีเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดในสภา 143 เสียง หากขั้วไหนได้จำนวนเสียงของพรรคประชาชนไปสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล ก็มีโอกาสที่จะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
โดยพรรคประชาชนมีเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1. ยุบสภาใน 4 เดือน 2. จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3. พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาล และไม่มีบุคคลในพรรคหรือตัวแทนไปรับตำแหน่งคณะรัฐมนตรี
สำหรับขั้วพรรคภูมิใจไทย มีเสียงหากพรรคประชาชนโหวตสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่พรรคเพื่อไทย ที่ชูนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ พร้อมกับกระแสการยุบสภา
“เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ตอนนี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ การตัดสินใจและการทำงานของรัฐบาลยังทำไม่ได้ 100% ข้าราชการเกียร์ว่าง ความคล่องตัวลดลง เพราะรัฐจะวุ่นอยู่กับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่
“ความล่าช้าในการเดินหน้านโยบายของรัฐบาลทำให้เกิดความเสียหายมาตลอด ไม่ใช่แค่ช่วงนี้ หากไทยได้รัฐบาลขั้วเดิม ผลดีคือ การเดินหน้าของนโยบายเศรษฐกิจ การเจรจาภาษีทรัมป์ ปัญหาชายแดน รวมถึงโครงการลงทุนใหญ่ๆ จะทำต่อได้เลย เพียงแต่เสียเวลา 1-2 เดือนจากกระบวนการเลือกนายกฯ คนใหม่ แต่ถ้ามีปัญหา ทำให้ไม่ต่อเนื่อง จะเป็นผลกระทบหนักที่จะเสียหายมาก หากมีขั้วการเมืองใหม่ ไทยจะต้องเสียเวลาอย่างน้อย 6-7 เดือน กว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้ และทุกอย่างจะต้องเริ่มกันใหม่”
ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จะมีการนำไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในวันที่ 3 กันยายน 2568 เพื่อประเมินผลกระทบ ทางออก แผนรับมือ และภาพรวมเศรษฐกิจกันใหม่ เพราะเชื่อว่าตอนนี้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและรอจนกว่าทุกอย่างจะชัดเจน จึงจะตัดสินใจลงทุน
อย่างไรก็ตาม ขอให้การเมืองครั้งนี้จบเร็วที่สุด
ขณะที่ “ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และในฐานประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองตอนนี้พูดอะไรยาก เพราะมองไม่ออกว่า Chapter ต่อไปประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ในส่วนของเอกชน 3 สถาบันก็จะมีการประชุมหารือกัน เพราะต้องยอมรับว่าสถานการณ์เช่นนี้ก็ย่อมกระทบต่อการดำเนินนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะการเจรจาเรื่องข้อตกลงภาษีทรัมป์ ซึ่งทางสหรัฐก็ย่อมเห็นความไม่แน่นอนของไทยมากขึ้นก็อาจต่อรองมากขึ้น
นอกจากนี้ ประธานสมาคมธนาคารไทยสะท้อนว่า เนื่องจากการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย และเป็นลักษณะใครไป-ใครมา โดยไม่การทำเรื่องโครงสร้าง ทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่มีความสามารถการแข่งขันและไม่สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ
ประเทศไทยเผชิญปัญหาเช่นนี้มาหลายปี จึงมองว่าถึงเวลาที่ต้องทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น ดังนั้น ภาคเอกชนโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จึงได้ร่วมมือกับเทคโนแครตเพื่อทำ White paper ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ
เพราะจากปัญหาภาษีทรัมป์ทำให้ กกร.เกิดความร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยประสานทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย, สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์, สภาพัฒน์, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันเป็น Think Tank ในการแก้โจทย์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
“ก็หวังว่าการเมืองจะเห็นคุณค่า”
“ผยง” ย้ำว่า ในความร่วมมือของสถาบันทางเศรษฐกิจภาครัฐและเอกชนที่เกิดขึ้น นอกจากเป็นเหมือน Think Tank วางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยร่วมกันแล้ว ทุกหน่วยงานก็จะเข้ามามีความร่วมมือให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม
จากที่หารือเบื้องต้นกับสภาพัฒน์ ว่าจะช่วยกันตั้งโจทย์ว่า 2 ปีข้างหน้าประเทศไทยต้องทำอะไรบ้าง โดยให้กำหนดแค่ 5 เรื่องสำคัญ แล้วทำแบบ End to End และช่วยกันทำให้การขับเคลื่อนเกิดขึ้นจริง
“ผยง” กล่าวว่า หนึ่งในโจทย์และปัญหาสำคัญคือ “เศรษฐกิจนอกระบบ” และ “หนี้นอกระบบ” ที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทย เมื่อข้อมูลทุกอย่างอยู่นอกระบบทำให้การบริหารจัดการ การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลก็ไม่ตรงจุด รวมถึงทำให้เกิดการตัดสินใจบนข้อมูลที่บิดเบือน
ดังนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ทำผลสำรวจวิจัยเรื่องเศรษฐกิจนอกระบบและหนี้นอกระบบ โดยที่จะมีการอัพเดตเป็นดัชนีข้อมูลต่อเนื่องทุกปี เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศ
ข้อมูลธนาคารโลกระบุว่า ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ถึง 48% ของจีดีพี ครอบคลุมหลายกิจกรรม ทั้งร้านค้ารายย่อย หาบเร่แผงลอย ขายของออนไลน์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง โรงแรมที่ไม่ได้รับใบอนุญาต ธุรกิจสีเทา แรงงานนอกระบบประกันสังคม หนี้นอกระบบ จนถึงหวยใต้ดิน
ประธานสมาคมธนาคารไทยระบุว่า กรณีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไทย ต้องเริ่มจาก “ข้อมูล” รายได้ของคนไทย ดังนั้น เน็กซ์สเต็ปที่ต้องทำคือ
1. ยกระดับนโยบายสวัสดิการแบบตรงเป้า เพื่อทำให้ทุกครัวเรือนมีสวัสดิการที่เพียงพอ เหมาะสมกับรายได้ ซึ่งขณะนี้กระทรวงคลังก็มีแนวทางเรื่องนโยบาย Negative income Tax (NIT) ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วน นำประชาชนทุกคนเข้าสู่ระบบโดยให้ทุกคนยื่นแบบรายได้ เพื่อให้รู้ว่ามีรายได้เท่าไร ถ้าไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำก็จะมีการเติมสวัสดิการให้ตามฐานรายได้ ทำให้ทำให้สามารถลดความจำเป็นในการพึ่งพาหนี้นอกระบบให้น้อยลง
ทำให้ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายสวัสดิการได้ตรงกลุ่ม ตั้งแต่เบี้ยผู้พิการ, สวัสดิการแห่งรัฐ, ประกันสังคม (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร ว่างงาน) สวัสดิการข้าราชการ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด จนถึงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
2. ยกระดับ “ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ” (NCB) หรือเครดิตบูโรที่ปัจจุบันมีเฉพาะข้อมูลสถาบันการเงิน แต่ยังขาดทั้งนอนแบงก์ (122 ราย) และสหกรณ์ออมทรัพย์ (1,460 แห่ง) ทำให้การตัดสินใจภายใต้ข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงต้องดึงทั้งนอนแบงก์ สหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงเครดิตยูเนี่ยน เข้ามาอยู่ในเครดิตบูโร เพื่อลดการบิดเบือนของข้อมูล
เพราะหนี้สหกรณ์ฯ สูงมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ถือเป็นระบิดเวลาของหนี้ครัวเรือน
และ 3. นำมาสู่โจทย์ความสามารถการแข่งขันและรายได้คนไทย
“คีย์คือเรื่องข้อมูล เพื่อให้คนเข้าถึงเงินกู้ในระบบมากขึ้น รวมถึงการลดเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศไทยที่สูงขึ้น 18% ของจีดีพีลงมา ก็จะช่วยเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจในระบบได้มากขึ้น”
นี่คือเน็กซ์สเต็ปที่ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวไปสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่นับจากนี้
