รักชาติยิ่งชีพ (ของคนอื่น) : บทกวีจากชายคาบ้าน สู่ชายแดนไทย-กัมพูชา
บทความพิเศษ | คงกฤช ไตรยวงค์
ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์
มหาวิทยาลัยศิลปากร
รักชาติยิ่งชีพ (ของคนอื่น)
: บทกวีจากชายคาบ้าน
สู่ชายแดนไทย-กัมพูชา
ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชามีความเป็นมาที่ยาวนาน ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และความทรงจำ
กล่าวเฉพาะความทรงจำ เราชาวไทยถูกปลูกฝังว่าแต่เดิมแผ่นดินไทยกินพื้นที่ถึงบางส่วนของกัมพูชา
และความทรงจำของเราต่อชาวกัมพูชาคือ “เขมรแปรพักตร์”
เมื่อมีปัญหาความปะทุปะทะทางการทหารตามแนวชายแดน ภาพลักษณ์ที่ว่าก็เป็นเชื้อไฟแห่งความเกลียดชังได้เป็นอย่างดี
เห็นได้จากกวีจำนวนไม่น้อยเขียนบทกวีแสดงความรักชาติ ไปจนถึงขั้นรักชาติแบบเข้มข้น
เนื่องจากปีนี้รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน หรือรางวัลซีไรต์ จะมอบรางวัลในสาขากวีนิพนธ์ จึงเป็นเรื่องที่น่าอดสูอย่างยิ่งที่รางวัลดังกล่าวนี้กลับกลายเป็นสัญญะแห่งการล้อเลียนความล้มเหลวของประชาคมอาเซียนไปโดยปริยาย
ที่จริงแล้วรางวัลซีไรต์ได้เสื่อมมนต์ขลังไปมากแล้ว จากเดิมที่เป็นตราแห่งเกียรติยศ แต่ปัจจุบันกลับเป็นแค่รางวัลวรรณกรรมที่จัดมอบตามธรรมเนียม
จากที่เคยก่อให้เกิดการวิจารณ์วรรณกรรมอย่างเฟื่องฟู ก็กลายเป็นเพียง “ดราม่า” สั้นๆ ในโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตาม อนิจลักษณ์ในวงวรรณกรรมไทยกลับเกิดความเฟื่องฟูของวรรณกรรมแปล และประเภทวรรณกรรมใหม่ๆ อย่าง ไลต์โนเวล แฟนฟิค เป็นต้น
กล่าวเฉพาะกวีนิพนธ์ แม้จะมีสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์ผลงานกวีนิพนธ์ของกวีไทยร่วมสมัยอยู่พอสมควร แต่การอ่านบทกวีเปลี่ยนไปมาก ด้วยอิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัล
นักปรัชญาเยอรมันเชื้อสายเกาหลีอย่างบย็อง-ชอล ฮาน (Byung-Chul Han) มองว่าการอ่านบทกวีเกิดขึ้นได้ยาก เพราะผู้คนขาดการใคร่ครวญ หรือการทอดเวลา อันเกิดจากความเร่งเร็วในยุคดิจิทัล
ส่วนนักปรัชญาเยอรมันร่วมสมัยอีกคนอย่างรอร์แบร์โต ซิมานอฟสกี (Roberto Simanowski) เห็นว่าในยุคดิจิทัลที่คนสื่อสารกันด้วยภาพ (image) แทนที่ตัวบท ความสามารถในการตีความหรือ “อ่าน” บทกวี จึงถดถอยเพราะถูกอิทธิพลของภาพที่ให้ความบันเทิงชั่วแล่นครอบงำ
สำหรับสังคมไทย ปัญหาไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เกิดจากปัญหาสังคมการเมือง และการครอบงำอุดมการณ์ที่ซึมลึก
เมื่อเกิดปัญหาหรือวิกฤต สิ่งที่ปรากฏบนสเตตัส Facebook ของกวีและนักเขียนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะสาย “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” กลับเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ
ใน Facebook ของ สุรชัย จันทิมาธร ปรากฏสเตตัสบทกวีที่สื่อความว่า ถึงเวลารบก็ต้องรบ
หากเขาประพันธ์บทกวีดังกล่าวนี้เองแล้ว ลักษณะห้าวหาญแบบนี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากบทเพลงที่ร่ำร้องหาสันติภาพของเขาในอดีต
และค่อนข้างน่าแปลกใจที่คนที่เคยเข้าป่าถือปืนสู้กับรัฐไทย กลับกลายเป็นคนที่เรียกร้องให้รัฐให้กองกำลังทหารแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ
แต่กระนั้นก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่าการตอบโต้ไปยังหน่วยทหารของอีกฝ่ายเป็นการป้องกันอธิปไตยและชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายแดน
บทกวีที่ผู้เขียนประหลาดใจที่สุดปรากฏใน Facebook ของวีระ สุดสังข์ เจ้าของนามปากกา “ฟอน ฝ้าฟาง” กวีและนักเขียนอีสาน ในสเตตัสบทกวีดังกล่าวมีภาพประกอบเป็นภาพทหารกัมพูชานอนตายอย่างน่าเวทนา ซึ่งถูกระบุว่านำมาจากภาพข่าวในโซเชียลมีเดีย
เขาตายอย่างไร้ค่า ฮุนชาติหมามันเพิกเฉย
สำนึกเหมือนไม่เคย เห็นคุณค่าประชาชน
รับใช้ตระกูลฮุน คอยเกื้อหนุนมากี่หน
ยอมตายละลายตน เป็นศพหมาคาชายแดน
บทกวีข้างต้นแต่งด้วยยานี 11 ดูเหมือนจะเป็นตัวบทที่ย้อนโยงไปหาเพลง “จิตร ภูมิศักดิ์” ที่แต่งโดยสุรชัย จันทิมาธร ที่ขึ้นต้นด้วยข้อความ “เขาตายในชายป่า” และมีบางท่อนที่เขียนว่า “เขาตายเหมือนไร้ค่า แต่ต่อมาก้องนาม” แต่ความตายของพลทหารกัมพูชานายนี้ห่างไกลจากภาพวีรชนนักปฏิวัติอย่างจิตร ภูมิศักดิ์
คำประณามผู้นำกัมพูชาอย่างฮุน เซน ว่า “ชาติหมา” ก็ดูจะไม่ร้ายแรงนัก หากเทียบกับสภาวะอารมณ์โกรธแค้นของสังคมไทยต่อปฏิบัติการทางการทหารของกัมพูชาที่ทำให้พลเรือนไทยต้องสังเวยชีวิต
กระนั้นการที่พลทหารนายนี้ “รับใช้ตระกูล” ฮุน แต่กลับ “เป็นศพหมาคาชายแดน” กลับฟังดูอิหลักอิเหลื่อ
อุปลักษณ์ต่อเนื่องจากสุนัขฮุน เซน กลายเป็นทหารรับใช้ที่กลายเป็นซากสุนัข แสดงความน่าสมเพชมากกว่าความเห็นใจในชะตากรรมของหญ้าแพรกที่แหลกลาญเพราะเกมการเมืองของผู้มีอำนาจ จากนายทหารคนนี้คนเดียว กลายเป็นโวหารภาพพจน์ที่หมายรวมถึงพลทหารกัมพูชาโดยทั่วไป
ในแง่นี้ แม้บทกวีชิ้นนี้จะไม่ได้แสดงถึงการเหยียดชาติพันธุ์ แต่ก็มีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดหรือกระตุ้นความเกลียดชังที่มีอยู่แล้วให้กระเพื่อมขึ้นได้
ปัญหาของบทกวีชิ้นนี้ไม่ใช่เรื่องของความถูกต้องทางการเมือง (political correctness) แต่เป็นเรื่องของรูปแบบ (form) ลักษณะของยานี 11 แบบนี้ มีส่วนคล้ายรูปแบบที่จิตร ภูมิศักดิ์ พัฒนาขึ้นมาจากของเดิม เช่น การใช้สัมผัสพยัญชนะ “ยอมตายละลายตน” แต่ความต่างคืองานชิ้นนี้ยังรักษาสัมผัสสระระหว่างวรรคอย่างเคร่งครัด
หาก วีระ สุดสังข์ ประพันธ์งานชิ้นนี้ขึ้นมาเอง ก็เข้าใจได้ไม่ยาก ด้วยพื้นฐานของครูภาษาไทย อาจจะทำให้เขาชอบที่จะรักษาสัมผัสแบบดั้งเดิมเอาไว้มากกว่า
การผสานทั้งรูปของฉันทลักษณ์ที่สืบขนบโบราณและรูปแบบที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยปัญญาชนฝ่ายซ้าย มีนัยของการรวมเอาความแตกต่างให้กลายเป็นเอกภาพ ความตระหนักถึงปัญหาของโครงสร้างสังคมทุนนิยมที่จับมือกับรัฐเพื่อจัดการ “ประชาชน” ให้กลายเป็น “ประชากร” ที่พร้อมจะก่อปัญหาก็เลือนหายไป รูปแบบที่จิตรประดิษฐ์ขึ้นมาก็กลายเป็นเพียงเครื่องมือแสดงความรู้สึกส่วนตัวของกวี
รูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่แค่รูปแบบคำประพันธ์ หากแต่ยังรวมถึงอิทธิพลของเทคโนโลยีอย่างโซเชียลมีเดีย บทกวีชิ้นนี้ปรากฏในรูปของ “แคปชั่น” ประกอบภาพทหารกัมพูชานอนตายอย่างอนาถ ในสื่อแบบดั้งเดิมอย่างนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ กว่าบทกวีชิ้นหนึ่งจะได้รับการเผยแพร่จะต้องผ่านกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ไม่ว่าจะเป็นการประพันธ์ การส่งบรรณาธิการเพื่อพิจารณา แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการตีพิมพ์เผยแพร่ บรรณาธิการผู้พิจารณาต้นฉบับย่อมมีส่วนร่วมรับผิดชอบหากเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้นมา
แต่ในยุคที่ไม่มีสื่อกลาง (media) ทุกคนสามารถผลิตและเผยแพร่ “คอนเทนต์” เองได้ บทกวีนี้จึงไม่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองดังกล่าว ถ้าผ่าน บทกวีที่วีระ สุดสังข์ เผยแพร่อาจจะไม่ผ่านการพิจารณาก็เป็นได้
แม้กระทั่งตัวผู้เผยแพร่คอนเทนต์นี้เองหากมีเวลาคิดก็อาจลังเลที่จะส่งงานเพื่อตีพิมพ์ หรือถ้าเป็นยุคอินเตอร์เน็ตก็อาจจะขอถอนต้นฉบับ
บทกวีอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงปัญหาคล้ายกัน ปรากฏบน Facebook ของ พินิจ นิลรัตน์ นักวิจารณ์ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงวรรณกรรมไทยมาหลายทศวรรษ บทกวีดังกล่าวเขียนในรูปกลอนสุภาพ โดยมีภาพประกอบเป็นเจ้าของบัญชี Facebook คือพินิจเองยืนมองไปยังจุดใดจุดหนึ่ง มีธงไตรรงค์โบกไสวอยู่ไกลๆ
นอกจากบทกวีแล้วยังมีคอมเมนต์ที่เล่ากิจกรรมเมื่อสามสี่ปีก่อนที่เขาไปทำกิจกรรมช่วยเหลือทหารพราน ราวกับเป็นการบอกเป็นนัยว่าเจ้าตัวได้รักชาติมาล่วงหน้าแล้วหลายปี
แผ่นดินไทยใครจะยอมให้เขาเฉือน
อย่าบิดเบือนอย่าแกล้งเบลออย่ากังฉิน
คุณต้องรักในศักดิ์ศรี รักแผ่นดิน
รักรกราก ที่ทำกิน ถิ่นฝังรก!
บทกวีรักชาติยิ่งชีพ (ของคนอื่น) เช่นนี้ ดูราวกับกวีต้องการตอกหน้านักการเมือง “กังฉิน” ที่พร้อมจะขายชาติยกแผ่นดินให้ฮุน เซน ซึ่งโดยนัยก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตระกูลชินวัตร
แต่บทกวีในรูปของแคปชั่นประกอบภาพชิ้นนี้ก็ดูอิหลักอิเหลื่อไม่น้อยกว่าบทที่ปรากฏบนสเตตัส Facebook ของวีระ
คำถามคือคนที่แกล้งเบลอคือใครกันแน่ ความรุนแรงของรัฐกระทำผ่านการทำงานของระบบรัฐการ (Bureaucratic) ที่มีอำนาจการสั่งการลดหลั่นตามลำดับชั้น อย่างเช่น ระบบการจัดการกองทัพที่ได้เกณฑ์เอาลูกหลานของคนไทยมาเป็นไพร่ในยุคสมัยใหม่ ข่าวที่พลทหารตายในค่ายฝึกซ้อม รัฐประหารที่เกิดซ้ำซาก ดูเหมือนจะกลายเป็นแค่สายลมพัดเบาหวิวไม่ต่างอะไรจากบทกวีชิ้นนี้ที่ต้องอาศัยเครื่องหมายอัศเจรีย์ตอกย้ำในตอนจบ
การเร่งความรู้สึกรักชาติแบบสุดโต่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้กองทัพสามารถอ้างความชอบธรรมในการรักษาโครงสร้างเดิมเอาไว้
ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งก็คือช่วงเวลาที่รัฐบาลเงียบ หลังเกิดเหตุระเบิดที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ แล้วปล่อยให้กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงทำงาน ราวกับว่ารัฐที่จัดการแบบรัฐการสามารถทำงานเองได้โดยไม่มีรัฐสภาและรัฐบาล การเลือกตั้งกลายเป็นสิ่งที่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น
ปัญหาของบทกวีทั้งสองชิ้นนี้ ก็คือมันถูกผลิตออกมาจากความคุ้นเคย โดยไม่ได้ผ่านการคิด เพียงแต่ถูกฉาบเคลือบด้วยรูปแบบที่ทำให้ดูเหมือนคิดเชิงวิพากษ์ เพราะไปหยิบยืมเอาคำประพันธ์ที่ถูกใช้ในนามของการสร้างสรรค์มาจนฟ่ามและเฝือ กระทั่งถูกใช้เป็นกวีที่เป็นโฆษณาทางการเมืองมากกว่าจะเป็นกวีนิพนธ์ ประกอบกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิต การสื่อและเสพภาพเข้ามากลืนกินภาษา
บทกวีจึงไม่ต่างอะไรจากสารคัดหลั่งบางชนิดที่หลั่งออกมาเพื่อความเพลิดเพลินประกอบภาพ
ชาวเน็ตที่พบเห็นเข้าก็ไม่ได้ใช้เวลาไตร่ตรองก่อนจะกดไลก์กดแชร์ และทำไปเองโดยอัตโนมัติ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางสังคม หรือกระทั่งเอออวยตามกันไป โดยไม่ฉุกคิด
ดังที่เกริ่นมาข้างต้นเรื่องรางวัลซีไรต์ ไม่ว่าแรกเริ่ม รางวัลซีไรต์จะสถาปนาขึ้นมาเพื่อตอบโต้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์หรือไม่ อย่างไร ก็คงต้องยอมรับว่า ในด้านหนึ่ง ตัวรางวัลทำหน้าที่กระตุ้นความสนใจการอ่านวรรณกรรมในสังคมไทยมาหลายทศวรรษ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนที่จะมีอาเซียนเสียอีก
ในอีกด้านหนึ่ง รางวัลนี้ก็กลายเป็นสถาบันที่กำกับรสนิยมของผู้อ่าน จนกระทั่งงานสร้างสรรค์มีสูตรสำเร็จที่สามารถเลียนแบบได้ ซึ่งแสดงถึงความถดถอย เหมือนที่ ฟรีดริช เฮเกล (Friedrich Hegel) นักปรัชญาเยอรมัน กล่าวไว้ใน บทบรรยายว่าด้วยสุนทรียศาสตร์ ของเขาว่า ศิลปะใดๆ ที่มีคู่มือการสร้างสรรค์ ย่อมแสดงถึงความเสื่อมของศิลปะประเภทนั้นๆ ในที่นี้เขาหมายถึง ประพันธศิลป์ (The Poetics) ของอริสโตเติล ที่ถือเป็นคู่มือการเขียนละครโศกนาฏกรรมแบบหนึ่ง
สิ่งที่ตอกย้ำประเด็นดังกล่าวก็คือ ในปี 2565 ที่ จนกว่าโลกจะโอบกอดเราเอาไว้ ของ ปาลิตา ผลประดับเพ็ชร์ ได้รับรางวัลซีไรต์สาขากวีนิพนธ์ แล้วกวีหนุ่มใหญ่จากภาคอีสาน โพสต์สเตตัส Facebook ส่วนตัวในทำนองว่า จะโอบกอดโลกได้อย่างไรหากผลงานนั้นลอกเลียนสไตล์ของคนอื่น ในที่นี้ก็คงหมายถึงตัวกวีชายท่านนั้นเอง
แม้คำกล่าวทำนองนี้จะแสดงถึงอหังการกวีอยู่มาก แต่ก็แสดงความจริงบางอย่างว่า รางวัลซีไรต์สาขากวีนิพนธ์ก้าวสู่ความถดถอยมานานแล้ว
แม้แต่กวีอีสานผู้นี้เองก็ได้รับอิทธิพลจากกวีรุ่นพี่อย่างประกาย ปรัชญา ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำธรรมดา การตัดคำ หรือรูปแบบการประพันธ์ แต่เขาเองก็ได้พัฒนาจนกลายเป็นสไตล์ของตัวเอง (ซึ่งก็ยังเห็นร่องรอยอิทธิพลนี้อยู่)
บทกวีที่เข้ารอบรางวัลซีไรต์ปีนี้จำนวนหนึ่งก็คงกลิ่นอายแบบประกาย ปรัชญา ไว้อย่างเห็นได้ชัด ทั้งรูปแบบและเนื้อหาที่เน้นมุมมองเล็กๆ ของชีวิต
การสร้างสรรค์ตามตำราก็คงมีข้อดีในแง่ของการเป็น ปฐม ก กา ทางวรรณศิลป์ ในรูปของกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเขียน
แต่การเขียนบทกวีตามความเคยชิน โดยไม่ฉุกคิดก็แสดงความเซื่องเชื่ออย่างหนึ่ง ที่เป็นเงื่อนไขนำไปสู่เผด็จการอำนาจนิยมได้
ในช่วงเวลาที่น่าหดหู่ ผู้เขียนผ่านไปเจอบทกวีของกวีออสเตรียเชื้อสายยิว เอริค ฟรีด (Erich Fried) ในหอสมุดมหาวิทยาลัย ในหนังสือที่ชื่อ Gedichte (1997) มีบทกวีที่วิจารณ์อิสราเอลเกี่ยวกับปัญหาปาเลสไตน์ อย่าง “อิสราเอล จงฟังข้า” (H?re, Israel) แต่ผู้เขียนขอแปลบทที่ชื่อ “Anleitung zur Erhaltung der Schlagkraft” (“แนวทางรักษาอำนาจในการโจมตี”) มาให้อ่านกัน
แนวทางรักษาอำนาจในการโจมตี
ศัตรูยิ่งมาก เกียรติยิ่งเกริกก้อง!
ศัตรูอยู่ไกลเกินไป
และมักจะมี
เครื่องคุ้มกันแน่นหนา
ดังนั้น จงตั้งมิตร
ให้เป็นศัตรู
แล้วตะบันหน้าพวกนั้นเสีย
หากเจ้าทำให้พวกเขา
เป็นศัตรูได้ละก็
เจ้าก็จะคุยอวดได้ว่า
ข้านี่แหละ
คนแรก
ที่ลุกขึ้นโจมตี
ลงมือทำสงครามกับพวกเขา
เอริค ฟรีด
