เหยี่ยวถลาลม
บังคับให้ ‘ตระบัดสัตย์’
ยุทธศาสตร์หรือค่าโง่
ทั้งก่อนหน้าและภายหลังพรรคประชาชนโหวตเสียงให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี
ทั้งแฟนแท้แฟนเทียมกระหน่ำพรรคประชาชนอ่วมเสียยิ่งกว่ามหันตภัยเฮอร์ริเคน
ที่ว่าเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ก็คือบรรดาเสียงที่เคยเลือก “พรรคก้าวไกล” รวมทั้งกองเชียร์ผู้ทึกทักเอาว่า “การตัดสินใจทางการเมือง” ของพรรคประชาชนควรจะตรงใจหรือเป็นไปตามที่ตัวเองคาดหมาย
แต่แฟนๆ อาจลืมไปว่าพรรคประชาชนเป็น “พรรคการเมือง”
“การตัดสินใจทางการเมือง” ของพรรคการเมืองที่ต่อสู้อยู่ในเวทีการเมืองระบบรัฐสภาแต่ละครั้งแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไขปัจจัย
พรรคการเมืองอาจจะฟังเสียง ส.ส. เสียงสมาชิกพรรค เสียงสาขาพรรค รวมทั้งช่องทางอื่นๆ สุดแล้วแต่จะใช้วิธีใด
สุดท้ายพรรคการเมืองก็ต้อง “ตัดสินใจทางการเมือง”
สําหรับ “แฟนเทียม” หรือบรรดาผู้สวมรอยเป็นด้อมส้ม สวมบทอกหัก ได้โอกาสประเคนสหบาทาใส่พรรคประชาชนที่ไม่ยอมโหวตให้ “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นต้องนับว่าเป็นยุทธวิธีธรรมดาที่พรรคการเมืองคู่แข่งจะกระทำต่อพรรคฝ่ายตรงกันข้าม
ที่จริง “ประเด็น” ของพรรคประชาชนทั้งก่อนหน้าและหลังจากโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีอะไรซับซ้อน ดังที่นายวีระ ธีรภัทร วิเคราะห์วิจารณ์เชิงเปรียบเปรยว่า พรรคประชาชนเป็นมนุษย์ต่างดาว (พูดคนละภาษากับนักการเมืองรุ่นเก่า) วัตรปฏิบัติตรงไปตรงมา (ตรงข้ามกับนักการเมืองรุ่นเก่า) จึงไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่มีนอมินีไปวิ่งเต้นต่อรองกับ ป.ป.ช. ไม่มีอะไรสักอย่าง จะมีก็แต่ “เงื่อนไขที่แถลง”
ก่อนโหวตเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” แถลงว่า พรรคประชาชนมีมติสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” แคนดิเดตของพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้นำรัฐบาลใหม่ โดยทั้ง ส.ส. สมาชิกพรรค เครือข่าย และพนักงานทุกคนเห็นพ้องสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยตกลงร่วมกัน 5 ข้อ
สรุปสั้นๆ คือ
1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาภายใน 4 เดือนนับตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
2. ถ้าศาลรัฐธรรมนูญว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ต้องทำประชามติก่อน ครม.ชุดใหม่ก็ต้องจัดให้มีการทำประชามติ เพื่อนำไปสู่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง (ก่อนวันเลือกตั้งทั่วไป)
3. ถ้าศาลรัฐธรรมนูญว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่ต้องมีการทำประชามติ ครม.ชุดใหม่, พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้
4. พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ใช้วิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
และ 5. พรรคประชาชนจะเป็นฝ่ายค้าน จะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรี
แม้ท้ายเอกสารจะมีชื่อ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ประกบกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ด้อมส้มก็อดกังวลไม่ได้ว่าพรรคประชาชนก็อาจโดนขย้ำเข้าที่ “แผลเก่า” เมื่อครั้งที่พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลพร้อมกับสลัด “ก้าวไกล” ทิ้ง
การตระบัดสัตย์ในครั้งคราวนั้นหนักกว่าเฮอร์ริเคน “ก้าวไกล” หรือ “ประชาชน” ก็เจอกันมาแล้ว
จะปั้นดาวเด่นขึ้นมากี่ดวงๆ เครือข่ายอนุรักษนิยมก็สอยร่วงครั้งแล้วครั้งเล่า!
เมื่ออ่านจากพฤติการณ์และเกมของฝ่ายอนุรักษนิยม บรรดาอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองจำนวนหนึ่งจึงมีความเห็นตั้งแต่ขั้นเบาไปจนถึงหนักต่อ “การตัดสินใจทางการเมือง” ของพรรคประชาชน เช่นว่า ไม่รู้จักการเมืองไทย ตีเช็คเปล่าให้ภูมิใจไทย เป็นเกมโง่ของคนรุ่นใหม่ ตัดสินใจผิดพลาด คะแนนนิยมจะตกต่ำ พรรคภูมิใจไทยเดินเกมได้เหนือกว่า และมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่สำคัญอีกมากมายที่จะเป็นข้ออ้างสำหรับนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย “ไม่ยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากวันแถลงนโยบาย”
อินฟลูฯ ขาประจำพากันเชื่อว่า พรรคประชาชนจะไม่ได้สักข้อตามสัญญา!
พรรคประชาชนน่าจะเป็นฝ่ายถูกกระทำในทางการเมือง
การได้มา หรือเสียไปของอำนาจบริหาร เป็นเรื่องปกติของกระบวนการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การโหวตของพรรคประชาชนเป็นไปตามระบบ มีเหตุมีผล ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ทำลายระบบเฉกเช่นการรัฐประหาร ที่กระทำโดย “ข้าราชการประจำ” ที่สังกัดกระทรวงกลาโหม
ไม่ว่าการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคประชาชนจะมีใครชอบหรือไม่ชอบ พรรคประชาชนก็แถลงอย่างเปิดเผยมาโดยตลอดว่าการโหวตให้ “อนุทิน” นั้นเป็นไปตาม “ข้อตกลงทางการเมือง”
คุณอนุทินกับพรรคภูมิใจไทยจึงมี “พันธะ” ในการรักษาสัจจะด้วย “การกระทำ”
หลังจากที่พรรคประชาชน “ตัดสินใจทางการเมือง” จากนี้เป็นต้นไปจะเป็น “การตัดสินใจทางการเมือง” ของนายอนุทินกับพรรคภูมิใจไทย
ข้อโต้แย้ง ความขัดแย้ง ความคิดที่แตกต่าง การต่อสู้ระหว่างกัน การขบเหลี่ยม ขับเคี่ยว ชิงไหวชิงพริบ หรือช่วงชิงคะแนนนิยมของพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบการเมือง
พรรคภูมิใจไทยเคยบาดหมางถึงขั้นแยกทางกับเพื่อไทย แล้วได้กลับมาเป็นรัฐบาล ได้ประโยชน์จากการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคประชาชนก็เป็นเรื่องปกติ
พรรคประชาชนจะเสียรังวัดไปบ้างจากการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ รวมถึง “ความพ่ายแพ้ทางการเมือง” ของพรรคเพื่อไทยภายหลังเจอมรสุม “อังเคิล-อุ๊งอิ๊ง” นั่นก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องปล่อยให้ดำเนินไปตาม “ทาง” ของระบอบประชาธิปไตย
ได้ยินหลายคนกล่าวหาว่า พรรคประชาชนไร้เดียงสาทางการเมือง ตกหลุมพรางเกม “ตระบัดสัตย์” เช่นเดียวกับที่ “ก้าวไกล” เคยโดน
แต่ก็ยังมีอีกมุมมองที่เห็นว่า พรรคประชาชนในปัจจุบันไม่ใช่ก้าวไกล
พรรคประชาชนคิดเกมและเป็น “ฝ่ายยื่นข้อเสนอ” ส่วนนายอนุทินกับพรรคภูมิใจไทยเป็น “ฝ่ายรับข้อเสนอ”
“เราจะทำตามสัญญา”!
ถ้าการตระบัดสัตย์เกิดขึ้นอีกครั้งก็จะประจักษ์แจ้งจนสิ้นข้อสงสัยระหว่าง “เพื่อไทย-ภูมิใจไทย-ประชาชน” พรรคการเมืองใดจะเป็นความหวัง เป็นอนาคตของการเมืองไทย!?!!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
