ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สงครามโดรน (3)
นวัตกรรมอาวุธและการปฏิวัติทางทหาร
“เจ้าผู้ครองนครไม่ควรมีวัตถุประสงค์อื่นใด หรือมีความคิดอื่นใด นอกจากเรื่องของสงคราม”
Niccolo Machiavelli (1469-1527)
สําหรับบรรดา “นักอาวุธวิทยา” ที่สนใจและศึกษาพัฒนาการของระบบอาวุธ จะเห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของอาวุธ ที่ส่งผลอย่างมากกับความเปลี่ยนแปลงของสงครามและ/หรือสนามรบ จนความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ในบางช่วงเวลาถูกเรียกว่าเป็น “การปฏิวัติทางทหาร” หรือแนวคิดของนักประวัติศาสตร์เรื่อง “Military Revolution” ที่ชี้ให้เห็นถึงผลจากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำเนิดของดินปืนและปืน ที่มีต่อผลยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการรบในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และการกำเนิดของปัจจัยเช่นนี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความเป็น “สงครามสมัยใหม่” (Modern Warfare)
ว่าที่จริงแล้ว เรื่องราวเช่นนี้คือความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างเทคโนโลยีกับสงคราม จนอาจต้องยืมคำของนักประวัติศาสตร์ทหารที่กล่าวเปรียบในเชิงภาพพจน์ทางภาษาที่ว่า เทคโนโลยีแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของสงคราม ในทำนองเดียวกัน สงครามก็ถูกกำหนดรูปแบบโดยตรงจากปัจจัยทางเทคโนโลยี
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าสำหรับคนที่สนใจในวิชาประวัติศาสตร์ทหารแล้ว พัฒนาการของเทคโนโลยีทหารที่ปรากฏให้เห็นในรูปแบบของอาวุธสมัยใหม่นั้น ไม่แต่เพียงเป็นเรื่องพิศวงที่ชวนให้คิดว่า ในช่วงระยะเวลาอันยาวนานของมนุษยชาติในประวัติศาสตร์โลกนั้น หนึ่งในพัฒนาการที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ได้คิดค้นอย่างจริงจัง คือ “เครื่องมือแห่งการสงคราม”
ยุทธศาสตร์ศึกษา
ผมโชคดีอย่างมากที่ตัดสินใจเลือกเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา การตัดสินใจครั้งนี้มาจาก “ความอยากเรียนวิชาทหาร” เป็นปัจจัยสำคัญ และเมื่อเปิดดูหลักสูตรแล้วพบว่า มหาวิทยาลัยนี้มีการเรียนการสอนในวิชาด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงหลายวิชา ทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยหลักที่มีการเรียนการสอนทางด้านนี้ในสังคมอเมริกันด้วย
นอกจากนี้ ผมคิดว่าถึงเวลาจริงๆ แล้วที่ผมควรเรียนเรื่องของทหารอย่างเป็นระบบ ดังที่กล่าวมาแล้วว่าที่ผ่านๆ มาเป็นการเรียนเอง อ่านเอง หรือเป็นไปในทำนอง “ครูพักลักจำ” อยู่มาก จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อหมดภารกิจของความเป็น “นักเคลื่อนไหว” ที่สิ้นสุดไปกับการยุติของสงครามปฏิวัติไทย และด้วยความเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขการเมืองไทยเช่นนั้น ผมมีโอกาสผันตัวเองเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งที่ภาควิชานอกจากมีการเรียนการสอนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแกนกลางของภาควิชาที่นิสิตจะต้องลงเรียนตามปกติแล้ว ที่ภาควิชาฯ ยังมีวิชาประหลาดที่สุดชื่อ “ยุทธศาสตร์ศึกษา” อีกด้วย
ยุทธศาสตร์ศึกษาเป็นวิชาบังคับ ที่ภาคเปิดสอนมาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1970 (หรือช่วงกลางทศวรรษของปี พ.ศ.2520) ซึ่งดูจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างมากที่มหาวิทยาลัยพลเรือนเปิดสอนวิชาเช่นนี้ให้แก่นิสิตในระดับปริญญาตรี และเป็นวิชาบังคับที่นิสิตในภาคทุกคนต้องลงเรียน แต่เผอิญอาจารย์เจ้าของวิชาท่านต้องไปรับตำแหน่งฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย ผมจึงมีโอกาสได้เข้าไปช่วยสอนตั้งแต่ในยุคแรก
ฉะนั้น ตั้งแต่กลับมาจากเรียนปริญญาโท ผมจึงถูกขอให้ช่วยบรรยายในวิชานี้ และต่อมาเมื่อบรรจุเป็นอาจารย์เต็มตัวแล้ว ผมจึงได้สอนวิชานี้มาตลอดจนเกษียณอายุราชการ และวิชานี้กลายเป็น “ซิกเนเจอร์” ของตัวผมตลอดชีวิตที่คณะ เพียงแต่ในยุคหลังสงครามเย็น วิชาถูกปรับเป็นวิชาเลือก เพราะภาคต้องการเน้นวิชาที่เกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจมากขึ้น และลดทอนวิชาทางด้านความมั่นคงลง เพราะต้องการขยายความรับรู้ของนิสิตที่เรียนด้านต่างประเทศ เพื่อให้ “นักการทูต” ในอนาคตมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจมากขึ้น
เมื่อต้องสอนวิชายุทธศาสตร์ให้กับนิสิตชั้นปีที่ 2 ที่เป็นพลเรือน และยังไม่มีความคุ้นเคยกับเรื่องความมั่นคงและการสงครามมากเท่าใดนัก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จนกระทั่งต่อมาจึงมีการปรับวิชานี้เป็นของนิสิตชั้นปีที่ 3 และ 4 แต่กระนั้น คำถามที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือ จะสอนยุทธศาสตร์อย่างไรกับนิสิตพลเรือนที่ไม่มีพื้นความรู้ในวิชาทหาร และที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้นิสิตสนใจในเรื่องเช่นนี้
ต้องยอมรับว่าเมื่อเป็นอาจารย์ใหม่นั้น คำถามเช่นนี้ตอบไม่ง่ายเลย แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่คิดอยู่ในใจเสมอ คือเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีทหารกับสงคราม หรือในอีกมุมหนึ่งคือสมมุติฐานที่ว่า พัฒนาการของเทคโนโลยีทหารที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น เป็นปัจจัยโดยตรงต่อการสร้าง “พลังอำนาจทางทหาร” ของรัฐในเวทีระหว่างประเทศ และแน่นอนว่าพลังอำนาจนี้ในท้ายที่สุดแล้วคือ เครื่องมือการสงครามของรัฐนั่นเอง
เครื่องมือนี้ในกรอบของวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถูกใช้ใน 2 รูปแบบ คือใช้ขู่ หรือใช้จริง ฉะนั้น ปัญหาการใช้ “เครื่องมือแห่งกำลัง” เช่นนี้ในอีกมุมหนึ่งของวิชายุทธศาสตร์ก็คือ ประเด็นในเรื่องของ “การทูตแบบการใช้กำลังบังคับ” (Coercive Diplomacy) หรืออาจเรียกว่าเป็น “การทูตแห่งความรุนแรง” (Violent Diplomacy) เงื่อนไขเช่นนี้ก็คือ หลักการว่าทำไมการเรียนการเมืองระหว่างประเทศต้องเรียนยุทธศาสตร์ศึกษา
โลกพิศวงของอาวุธ
วิธีที่จะทำให้นิสิตพลเรือนมีความสนใจเรื่องของยุทธศาสตร์นั้น ผมจึงเริ่มต้นด้วยการเอาพัฒนาการของอาวุธเป็น “กรอบการสอน” เพราะพัฒนาการเช่นนี้ ส่วนหนึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการทางสังคมที่เป็นผู้ผลิตอาวุธดังกล่าว และในอีกด้านคือ ผลกระทบทางยุทธศาสตร์จากการกำเนิดของอาวุธนั้น หรืออาจกล่าวได้ว่าผมสอนประวัติศาสตร์สงครามผ่าน “ประวัติศาสตร์สังคมของอาวุธ” และในอีกส่วนก็อธิบายผ่าน “ประวัติศาสตร์ยุทธศาสตร์ของอาวุธ” และผูกโยงเรื่องเช่นนี้เข้ากับมิติทางรัฐศาสตร์คือ การ “สร้างพลังอำนาจ” ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐในบริบทการเมืองยุโรป ก้าวเข้าสู่ความเป็น “รัฐสมัยใหม่” หรือที่นักเรียนรัฐศาสตร์เรียกว่า “รัฐประชาชาติ” (A Nation-State)
หากพิจารณาการเดินทางของ 2 ศาสตร์ในบริบททางประวัติศาสตร์ คือรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์แล้ว เราจะเห็นถึงความสัมพันธ์ที่ผูกโยงกันอย่างแนบแน่น เพราะการกำเนิดของรัฐสมัยใหม่และสงครามสมัยใหม่กลายเป็น “คู่แฝดสยาม” ของการสร้างโลกสมัยใหม่อย่างน่าสนใจ ซึ่งความสัมพันธ์เช่นนี้ชวนให้นักเรียนในสาขายุทธศาสตร์ต้องทำความเข้าใจ เพราะในท้ายที่สุดของความสัมพันธ์เช่นนี้ คือรากฐานของพัฒนาการความคิดทางยุทธศาสตร์ที่เกิดในแต่ละยุคสมัยนั่นเอง
ดังนั้น เมื่อเราย้อนกลับไปดูพัฒนาการของอาวุธในแต่ละยุค จะเห็นถึงความน่าพิศวงของ “ประดิษฐกรรมสงคราม” เช่น เมื่อดินปืนถูกนำมาใช้ในต้นศตวรรษที่ 15 ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากกับสงครามในช่วงเวลาดังกล่าว ดังจะเห็นถึงการกำเนิดของปืนใหญ่ที่ใช้ในสงครามป้อมค่ายประชิด (Siege Warfare) ทำให้สงครามป้อมค่ายแบบเดิมของยุคกลางยุโรปต้องสิ้นสภาพไป แม้ในช่วงแรกปืนใหญ่เช่นนี้อาจจะไม่ได้ให้ผลลัพธ์สงครามได้อย่างรวดเร็ว เว้นแต่สร้างความน่ากลัวจากเสียงของการยิง ซึ่งในขณะนั้น “สมดุลสงคราม” เป็นอำนาจของฝ่ายรับ
แต่เมื่อพัฒนาการของปืนใหญ่เกิดขึ้นแล้ว กำแพงที่มีความหนาและแข็งแรงที่ใช้ในการป้องกันกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) ถูกระดมยิงจากปืนใหญ่ของพวกเติร์กในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน กำแพงที่มีความแข็งแรงดังกล่าวก็พังทลายลงในปี 1453 แต่หากเปรียบกับการโจมตีด้วยปืนใหญ่จำนวน 20 กระบอกของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ในสงครามป้อมค่ายประชิดล้อมเมืองกาเลส์ (Calais) ในปี 1356 แม้เมืองจะถูกตัดขาดจากการปิดล้อม แต่ก็ใช้เวลามากกว่า 11 เดือนในการเอาชนะ
การสิ้นสุดของกรุงคอนสแตนติโนเปิลในปี 1453 จึงไม่ใช่เพียงการสิ้นสุดของมหานครใหญ่ของโลกตะวันตกในยุคนั้น หากหมายถึงการปิดฉากสงครามแบบเก่าของยุคกลาง ปืนใหญ่จึงเป็นสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงยุคสมัย เพราะกำแพงสูงและหอคอยของปราสาทแบบเก่าได้สิ้นสภาพของการเป็นฐานรับศึกที่สำคัญไปกับการพัฒนาของอาวุธยิง หรือกล่าวในมิติทางประวัติศาสตร์ได้ว่า เมื่อศตวรรษที่ 15 สิ้นสุดลง ปืนใหญ่ก็ได้ทำให้ป้อมปราการที่แข็งแรงของยุคกลางกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยในสงครามไปโดยปริยาย อีกทั้งปืนใหญ่ยังทำให้ “สมดุลสงคราม” เปลี่ยนไป คือฝ่ายรุกมีอำนาจมากกว่าฝ่ายรับ
หากกล่าวในอีกมุมหนึ่งก็คือ เทคโนโลยีทหารเป็นปัจจัยแห่งการสิ้นสุดของยุคสมัย ที่ทำให้อัศวินและปราสาทในยุคกลางกลายเป็นสิ่งไร้ค่าในทางทหารไปอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งหลังจากกำเนิดปืนใหญ่ในศตวรรษที่ 15 โลกก็ก้าวสู่การพัฒนาของอาวุธปืนในศตวรรษที่ 16 ต่อเนื่องเข้าศตวรรษที่ 17 ซึ่งการพัฒนาของอาวุธเช่นนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อการสงครามอย่างขนานใหญ่ จนทำให้นักประวัติศาสตร์เรียกกระบวนการที่เกิดขึ้นเช่นนี้ว่า “การปฏิวัติทางทหาร”
อาวุธเปลี่ยนโลก
การปฏิวัติทางทหารจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “นวัตกรรมอาวุธ” (weapon innovations) ที่เป็นผลจากพัฒนาการของดินปืนและอาวุธปืนเท่านั้น หากยังนำไปสู่การจัดทำหลักการทางยุทธวิธีการรบใหม่ และความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ในสภาวะคู่ขนานคือ การกำเนิดของรัฐสมัยใหม่ ที่มีการรวมศูนย์ในการจัดการทางทหาร พร้อมกับมีการจัดตั้ง “กองทัพของทหารประจำการ” เพื่อทดแทนกองทัพแบบเก่าที่ใช้การเกณฑ์ไพร่พลในแบบยุคกลาง อีกทั้งยังก่อให้เกิดการลงทุนทางทหารขนาดใหญ่ เช่น การลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของรัฐ หรือการจัดทำระบบส่งกำลังบำรุงทางทหาร เช่น การสร้างทางรถไฟ เป็นต้น
ดังนั้น การปฏิวัติทางทหารในอีกมุมหนึ่งคือการสร้าง “นวัตกรรมทหาร” (military innovation) อันก่อให้เกิดผลอย่างสำคัญในทางรัฐศาสตร์คือ การกำเนิดของกองทัพสมัยใหม่ ที่มาพร้อมกับการจัดการทางทหารสมัยใหม่ ใช้อาวุธสมัยใหม่ และสิ่งเหล่านี้ดำเนินการโดยรัฐสมัยใหม่
กระบวนการปฏิวัติทหารทางได้กลายเป็น “พลวัตทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญของการสร้างอำนาจรัฐในเวทีระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันอำนาจรัฐที่เพิ่มมากขึ้น ก็ทำให้สงครามของรัฐขยายตัวใหญ่ขึ้น พร้อมกันนั้น รัฐต้องลงทุนทางทหารมากขึ้นอีก เพื่อให้รัฐตนมีสถานะทางทหารเหนือรัฐอื่น
ฉะนั้น หากพิจารณาจากนวัตกรรมอาวุธที่ปรากฏให้เห็นได้จากรูปแบบของอาวุธใหม่แล้ว แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าการกำเนิดของอาวุธบางอย่างนั้น อาจเป็นสัญญาณถึงการเปลี่ยนรูปแบบของสงคราม เช่น การกำเนิดของดินปืนและปืน ที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติทางทหารมาแล้ว (อย่าเข้าใจผิด ไม่ใช่การปฏิวัติของทหารครับ)!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
