bg-single

การทหารนำการเมือง : ทางออกชายแดนไทย-กัมพูชา ในยุครัฐบาลอนุทิน จะยั่งยืนหรือไม่?

15.10.2025

บทความพิเศษ เทวินทร์ อินทรจำนงค์

การทหารนำการเมือง

: ทางออกชายแดนไทย-กัมพูชา

ในยุครัฐบาลอนุทิน จะยั่งยืนหรือไม่?

ปี 2568 ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นอีกครั้ง นำไปสู่การสู้รบ การสูญเสียชีวิตกว่า 38 ราย และการอพยพประชาชนกว่า 300,000 คน โดยมีรากเหง้ามาจากข้อพิพาทประวัติศาสตร์และปัญหาการปักปันเขตแดน โดยเฉพาะรอบปราสาทพระวิหาร

รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ใช้นโยบาย “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” โดยให้ทหารเป็นแกนนำในยุทธศาสตร์ความมั่นคง ขณะที่รัฐบาลดูแลด้านการทูตและการเมือง

คำถามที่ตามมาคือ แนวทางนี้จะสร้างทางออกยั่งยืน

หรือเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” ภายใต้เงื่อนไขชาตินิยมและแรงกดดันจากมหาอำนาจ

ข้อดี-ข้อเสีย

ของแนวทาง “ทหารนำการเมือง”

ข้อดี

– ใช้ศักยภาพทหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที

– ลดความเสี่ยงการลุกลามในช่วงปะทะรุนแรง

– สร้างภาพลักษณ์รัฐบาลเข้มแข็งในสายตากลุ่มอนุรักษนิยมและสังคมชาตินิยม

ข้อเสีย

– ทำให้ทหารมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน ขัดกับหลัก civilian control

– เน้น “มิติทหาร” จนละเลยเศรษฐกิจ การทูต และความเป็นอยู่ของประชาชน

– การปิดชายแดนยาวนาน ทำลายมูลค่าการค้าหลายแสนล้านบาท/ปี

– เสี่ยงซ้ำรอยวิกฤตปี 2551-2554 ที่การปะทะชายแดนทำลายความเชื่อมั่นในภูมิภาค

การวิเคราะห์

วัตถุประสงค์และผลลัพธ์ที่คาดหวัง

รัฐบาลอนุทินหวังใช้ความเข้มแข็งทางทหารกดดันกัมพูชา ป้องกันอธิปไตย และใช้กระแสชาตินิยมเสริมความชอบธรรมทางการเมือง แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏเห็นจริงก็คือ มีการหยุดยิงชั่วคราวเกิดขึ้น ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐ ซึ่งบ่งชี้ว่าพลังทางการทูตยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ

งานของ สุรชาติ บำรุงสุข (2566) เคยชี้ว่า “วิธีคิดที่ฝากอนาคตไว้กับกองทัพเพียงมิติเดียว ทำให้ไทยขาดยุทธศาสตร์ทางออกที่ยั่งยืน” สะท้อนภาพชัดที่ว่าการแก้ปัญหาต้องบูรณาการอย่างน้อย 6 มิติ

(การเมือง การทูต เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และสื่อ)

คาดการณ์แนวโน้ม

ด้านบวก หากไทย-กัมพูชากลับมาเจรจาภายใต้กลไกอาเซียน/UN ภายใน 6-12 เดือน อาจสร้างกรอบลดกำลังทหารและฟื้นความสัมพันธ์เศรษฐกิจ

ด้านลบ ถ้าหากรัฐบาลเดินหน้าประชามติยกเลิก MoU 2543-2544 โดยไร้ทางเลือกขึ้นมาทดแทน อาจจะทำให้ไทยถูกมองว่าไม่เคารพพันธกรณี และเปิดทางให้กัมพูชาใช้จีน-รัสเซียเข้ามาหนุนหลัง

สถานการณ์จึงอาจเสี่ยงลุกลามกลายเป็นวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์

ถอดรื้อข้อถกเถียงที่ซับซ้อน

– ฝ่ายสนับสนุนทหารนำ มองว่าในยามวิกฤต ความมั่นคงต้องมาก่อน รัฐบาลพลเรือนอาจช้าเกินไป

– ฝ่ายคัดค้าน ยืนยันว่าการคิดยุทธศาสตร์เป็นอำนาจของรัฐบาล หากปล่อยให้ทหารกำหนดนำ จะซ้ำรอยรัฐประหารและความอ่อนแอของประชาธิปไตยไทย

– ข้อเท็จจริงก็คือ MoU ปี 2543-2544 เป็นเพียง “กรอบการเจรจา” ยังไม่ได้เป็นการเสียอธิปไตย

การยกเลิกอาจกลายเป็น “ประชานิยมชาตินิยม” ที่จะบั่นทอนโอกาสการแก้ปัญหาอย่างถาวรได้

การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

– รัฐบาลอนุทิน อาจจะสามารถเสริมอำนาจการเมือง แต่ก็เสี่ยงที่จะสูญเสียความชอบธรรมในระยะยาว

– กองทัพไทย สามารถได้พื้นที่กำหนดยุทธศาสตร์ แต่ถ้าหากเกิดความสูญเสียมาก ก็จะถูกแรงกดดัน

– รัฐบาลกัมพูชา มีโอกาสเสี่ยงต่อแรงกดดันทางทหาร แต่ก็ยังคงได้จีน-รัสเซียเข้ามาหนุนหลัง

– ประชาชนชายแดน สูญเสียชีวิต โอกาสเศรษฐกิจ และการดำรงชีพ

– อาเซียนและมหาอำนาจ จะต้องสนใจเสถียรภาพของภูมิภาค และอาจเข้ามาเป็นตัวกลางหรือผู้แทรกแซง

ข้อความสำคัญ

(Key Quotes)

สุรชาติ บำรุงสุข “รัฐบาลผลักปัญหาไปให้ทหาร… แต่ต้องมียุทธศาสตร์ทางออก”

อนุทิน ชาญวีรกูล “ไทยจะไม่เปิดด่านตรวจชายแดนอีกจนกว่ากัมพูชาจะไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง (BBC Thai) “การคิดยุทธศาสตร์เป็นอำนาจของรัฐบาล”

การเชื่อมโยงกับประเด็นอื่น

ประวัติศาสตร์ไทย การเมืองไทยอาจวนกลับสู่สภาพ “การทหารนำ” ภายหลังจากเกิดวิกฤตการเมืองหลายครั้ง

ภูมิรัฐศาสตร์อาเซียน จะคล้ายกับกรณีทะเลจีนใต้ ที่กระแสชาตินิยมกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือภายในประเทศ

ประชานิยมทางการเมือง การใช้ประชามติยกเลิก MoU สะท้อนให้เห็นสภาพ populism ในเชิงนโยบายต่างประเทศ ที่มักจะเกิดความเสี่ยงสูง

ข้อสังเกตและข้อเสนอเชิงนโยบาย

ข้อสังเกต การเมืองไทยยังติดกับดัก “การใช้ความมั่นคงนำ” โดยละเลยการสร้างกลไกสันติภาพอย่างถาวร

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

1. ยืนยันหลักการพลเรือนนำทัพ (civilian control) โดยให้กองทัพมีฐานะเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดทิศทาง

2. สร้างคณะกรรมการร่วมไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบ MoU ที่มีการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

3. เปิดช่องทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ประชาชนชายแดนมีส่วนร่วมเป็น “สะพานสันติภาพ”

4. ใช้เวทีอาเซียนและ UN เป็นตัวกลาง เพื่อป้องกันการดึงเอามหาอำนาจเข้ามายึดพื้นที่ครอบครองผลประโยชน์

5. จัดการสื่อ-โซเชียลมีเดีย ด้วยความโปร่งใส เพื่อป้องกันการสร้างข่าวปลอมเพื่อปั่นกระแสชาตินิยม

บทสรุป

แนวทางการใช้ “ทหารนำการเมือง” ของรัฐบาลอนุทินอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์เฉพาะหน้าได้

แต่ไม่สามารถจะแก้ไขที่รากเหง้าต้นตอของปัญหาได้

หากรัฐบาลไทยต้องการทางออกยั่งยืน ก็จำเป็นจะต้องกลับไปยืนยันสถานะ พลเรือนเป็นผู้นำทัพ เสริมด้วยการทูต เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน

มิฉะนั้น ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาก็อาจกลายเป็นวงจรซ้ำซากที่ทำลายทั้งประชาธิปไตยไทยและเสถียรภาพภูมิภาค



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กู้ดบาย แซม นีล
วิดีโอสั้นครองโลก ถอดสูตรปั้นคอนเทนต์ TikTok ให้ติดกระแสในปี 2026
เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth : เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8
ส่องลึกอิหร่าน: 12) แผนแบ่งแยกรัฐอิหร่านของอิสราเอล-อเมริกา
E-DUANG | ยุทธวิธี ในแบบ แยกกันเดิน บนเป้า ยุทธศาสตร์ รวมกันตี
เส้นทางชีวิต – ความรัก ‘พิ้งกี้’ กับ สถานะโสด เลิกไม่มีเหตุผล ใจพังแต่มูฟออนได้
เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง