เศรษฐกิจชะลอ-ดอกเบี้ยขาลง รายได้โตต่ำ-จุดเปลี่ยนยุค AI บีบแบงก์ ‘ลดคน-ลดค่าใช้จ่าย’
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
เศรษฐกิจชะลอ-ดอกเบี้ยขาลง
รายได้โตต่ำ-จุดเปลี่ยนยุค AI
บีบแบงก์ ‘ลดคน-ลดค่าใช้จ่าย’
แม้ว่าตัวเลขผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ที่ออกมาแต่ละไตรมาสมีกำไรสูงหลักหมื่นล้านบาท เป็นที่อิจฉาของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
แต่นายแบงก์ต่างออกมายืนยันว่าตัวเลขกำไรระดับนี้ ถ้าเทียบอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) อยู่ที่ระดับ 1.1% เท่านั้น ถือว่าค่อนข้างต่ำกว่าหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งเมื่อเทียบกับคู่แข่งในต่างประเทศ
และในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาหนี้เสียที่ยังหนักหน่วง พร้อมกับเทรนด์ดอกเบี้ยขาลงก็ทำให้รายได้และกำไรของกลุ่มแบงก์ก็อยู่ในภาวะถดถอยเช่นกัน
เพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้นอกจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ จะแตะเบรกการลงทุนกันแล้ว ขณะเดียวกันการที่แบงก์จะหาลูกหนี้ชั้นดีมาปล่อยกู้ก็เป็นเรื่องยากมากขึ้น
แม้ว่าจะยอมปล่อยกู้ตามความเสี่ยงมากขึ้น แต่แบงก์ก็ยังคงเน้นความมั่นคงเป็นสำคัญ เพราะเงินที่มาปล่อยกู้ ก็คือเงินฝากประชาชน เพราะถ้าปล่อยแบบไม่สนใจความเสี่ยงก็เท่ากับเอาเงินฝากประชาชนมารับความเสี่ยงด้วย
ขณะเดียวกัน การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีเอไอ ที่เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ภายใต้พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทั้งจากภายในและภายนอกที่เข้ามากระทบการดำเนินธุรกิจ ทำให้จังหวะก้าวต่อไปของธุรกิจแบงก์พาณิชย์ที่สำคัญคือการระมัดระวังปัญหาหนี้เสีย และการลดต้นทุนในมิติต่างๆ
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่กลายเป็นกระแสของวงการแบงก์คือ กรณีที่ธนาคารกสิกรไทย เปิดโครงการ “เกษียณก่อน เกษมสุข” ที่เปิดให้พนักงานเกษียณอายุก่อนกำหนด อายุตั้งแต่ 45-59 ปี ซึ่งปิดโครงการไปเมื่อ 7 ตุลาคม 2568 เสนอเงื่อนไขจ่ายเงินชดเชยตามอายุงาน (เงินเดือนรวมค่าครองชีพ x จำนวนปีอายุงาน) บวก “เงินช่วยเหลือพิเศษ” อีก 8-12 เดือน
นับว่าเงื่อนไขจูงใจสุดสุด และกลายเป็นกระแสการเออร์ลี่รีไทร์ที่อายุต่ำที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น
เพราะอายุ 45 ปี สำหรับบางคนอาจยังไม่ถึงครึ่งชีวิต
เรื่องนี้ น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า สำหรับโครงการ “เกษียณก่อน เกษมสุข” ที่เปิดให้พนักงานเกษียณอายุก่อนกำหนด อายุตั้งแต่ 45-59 ปี พบว่า มีคนเข้าโครงการได้ตามเป้าหมายและเป็นที่น่าพอใจ พร้อมระบุว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว สินเชื่อติดลบ ดอกเบี้ยขาลง เชื่อว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกองค์กร ไม่ได้เฉพาะธนาคารต้องทำทุกเรื่อง โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่าย การดึงเทคโนโลยีเข้ามาช่วย และหารายได้ค่าธรรมเนียม
นอกจากนี้นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า โครงการ “เกษียณก่อน เกษมสุข” อายุ 45-59 ปี เป็นการพูดคุยถึงการเปลี่ยนแปลงของธนาคาร เปลี่ยนวิธีการทำงาน และเป็นความต้องการของพนักงานพอดี มีพนักงานบางส่วนที่ไม่น่าไหว และไม่สะดวกไปต่อกับธนาคาร สอดคล้องกับแบงก์ที่ยื่นข้อเสนอโครงการให้ ในมุมพนักงานก็แฮปปี้ และแบงก์อยู่ได้ โดยในระยะยาว แบงก์สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงาน นำเทคโนโลยีมาใช้ โดยอาจไม่ได้ใช้คนเยอะแล้ว
“ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้หายากมากขึ้นและไม่เติบโต ภายใต้สถานการณ์นี้ธนาคารจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับรายได้ โดยธนาคารพยายามนำเรื่องของเทคโนโลยีมาปรับใช้ และดูเรื่องของ ‘คน’ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง”
นายจงรักกล่าวว่า แผนระยะยาว 5 ปี ของกสิกรฯ จำนวนพนักงานจะลดลง 10-20% รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงานลงในระดับเดียวกัน ทั้งนี้ เป็นไปตามจังหวะและโอกาส และสอดคล้องไปกับ AI Adoption ด้วย
ขณะที่การจ้างงานของธนาคารในระยะต่อไปจะเป็นพนักงานสัญญาจ้างหรือเอาต์ซอร์ส (Outsource) จะมีสัดส่วนมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของงานโอเปอเรชั่น เช่น งานเอกสารต่างๆ ซึ่งไม่ได้เป็นงานด้านการวิเคราะห์ รวมถึงพนักงานที่เป็นฟรีแลนซ์มากขึ้น เน้นการจ้างงานแบบทำมากได้มาก เป็นต้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันกสิกรไทยมีพนักงานอยู่ราว 1.83 หมื่นคน ซึ่งเป็นสัดส่วนของเอาต์ซอร์สหลักพันคน ขณะที่จำนวนสาขาธนาคารเทรนด์ยังลดลงต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ลดลงเยอะเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยลดลง 10-20 แห่งต่อปี จากปัจจุบันมีสาขาอยู่ราว 756 แห่ง คาดว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า จะลงมาอยู่ที่ระดับ 700 แห่ง
“ธนาคารเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคารพาณิชย์จึงมีความลำบากด้วยเช่นกัน” นายจงรักกล่าว
ขณะที่นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ภายใต้ความท้าทาย 3 ด้านได้แก่
1. ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก
2. ผู้บริโภคมีความเปราะบางมากขึ้นจากหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อมีความท้าทายสูง
และ 3. การเปลี่ยนแปลงในมิติการแข่งขัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI และการเข้ามาของ Virtual Bank
ดังนั้น ภายใต้เป้าหมายการเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ระดับ 2 หลัก และอัตราต้นทุนต่อรายได้ ต้องใกล้เคียง 30% ให้มากที่สุด
หมายความว่าธนาคารจะต้องปรับขนาดองค์กร และปรับโครงสร้างการทำให้งานมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจที่เปลี่ยนไป
สิ่งที่เกิดขึ้นจากการลดขนาดองค์กร ต้องยอมรับจำนวนของพนักงานจะต้องลดลง จากปัจจุบันราว 1.8-1.9 หมื่นคน โดยเมื่อถึงปลายน้ำบนการแข่งขันและเทคโนโลยีที่เข้ามา คาดว่าจำนวนพนักงานจะอยู่ที่ระดับ 1.5 หมื่นคน ซึ่งการปรับลดพนักงานก็ทยอย โดยภายใน 5-10 ปี จะเริ่มเห็นการลดจำนวนพนักงานเหมาะสมตามทิศทางของดิจิทัล ธุรกรรมต่างๆ จะสามารถไปอยู่บนดิจิทัลหรือโมบายแบงกิ้งมากขึ้น ขณะที่ธุรกรรมบนสาขาหรือรูปแบบสาขาจะเปลี่ยนไป
โดยปัจจุบันธนาคารไทยพาณิชย์มีสาขาอยู่ 651 แห่ง หลังจากนี้จะทยอยปิดเพิ่มเติม
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า โจทย์ของธนาคารพาณิชย์ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว คือ พยายามลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องทำต่อเนื่อง เพราะการฟื้นตัวของสินเชื่อต้องใช้เวลา และรายได้ดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นรายได้ตัวหลักไม่ได้ฟื้นตัวมากนัก เพราะทิศทางดอกเบี้ยอยู่ในช่วง “ขาลง” ประกอบกับการเข้ามาของเทคโนโลยีการเงินและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ทั้งนี้ แนวโน้มจำนวนสาขาและพนักงานธนาคารทยอยปรับลดลงต่อเนื่อง ตั้งแต่หลังการระบาดของโควิด-19
โดยธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (28 แห่ง) ในช่วงก่อนโควิดปี 2562 ธนาคารพาณิชย์มีสาขาอยู่ทั้งสิ้น 6,508 แห่ง และข้อมูลล่าสุดในปี 2567 ลดลงเหลือ 4,900 แห่ง
หมายความว่า 5 ปีที่ผ่านมา ธนาคารมีการปิดสาขาไปถึง 1,608 แห่ง
ขณะที่ทยอยปรับลดพนักงานเช่นกัน โดยในปี 2562 แบงก์ทั้งระบบมีพนักงาน 150,468 คน และข้อมูลในปี 2567 ลดลงเหลือ 126,742 คน คือปรับลดลงไปกว่า 2.3 หมื่นคน
“มองไปข้างหน้า โจทย์รายได้ของธนาคารพาณิชย์ทำได้แค่ประคองตัว ทำให้ระหว่างทาง ธนาคารต้องพยายามลดค่าใช้จ่าย ทั้งการลดจำนวนพนักงาน ลดจำนวนสาขา ซึ่งยังคงต้องทำต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ จัดการหนี้เสียไปพร้อมกัน”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
