33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (150)
บทความพิเศษ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
2 ผู้ต้องหาคดี 5 ศพพลิกคำ
ไม่ขอสารภาพ
วันที่ 17 มิถุนายน 2540 ที่ห้องพิจารณาชั้นสองของศาลจังหวัดสงขลา นายสถิตย์ ทาวุฒิ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 นายไมตรี สุเทพากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสงขลา และ น.ส.อรพรรณพิลาศ โอวาทตระกูล ผู้พิพากษา นั่งบัลลังก์พิจารณาคดีฆ่า 5 ศพครอบครัวบุญทวี โดยศาลเริ่มสืบพยานโจทก์ปากแรกคือ นางกิ้มอิ้น บุญทวี มารดานายประภาส ผู้ตาย พร้อมทั้งให้นายจำนงค์ ศรีจันทร์ เป็นทนายจำเลยซักค้าน มีประชาชนสนใจเข้าฟังการสืบพยานจำนวนมาก พยานปากแรกสืบเสร็จเมื่อเวลาเที่ยง
ตอนบ่ายเวลา 13.30 น. ผู้พิพากษา 3 คนเดิม ได้นั่งบัลลังก์ที่ห้องพิจารณาเดิมอีกครั้ง พร้อมอัยการและจำเลย รวมทั้งพยานที่เหลือจะต้องสืบอีก 3 ปากต่อจากนางกิ้มอิ้น ในขณะที่อัยการกำลังซักถามนายประจักษ์ พุกบุญมี พยานโจทก์ปากที่สองอยู่นั้น จำเลยที่หนึ่งกับที่สอง ได้ลุกขึ้นทำความเคารพขออนุญาตศาลแถลงคำให้การ
โดยนายเรืองศักดิ์กับนายสงกรานต์แถลงต่อศาลว่า ขอให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ตามที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง
ซึ่งศาลได้ย้อนถามนายเรืองศักดิ์กับนายสงกรานต์ว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2540 ศาลถามจำเลยทั้งสองแล้วว่าจะขอตั้งทนายสู้คดีหรือไม่ รับสารภาพหรือไม่ จำเลยทั้งสองตอบว่า ไม่ขอแต่งตั้งทนายและยังรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พร้อมทั้งลงชื่อในการรับสารภาพด้วย ทำไมวันนี้จึงกลับคำให้การ
นายเรืองศักดิ์ตอบศาลอย่างไม่สะทกสะท้านว่า เกิดความเกรงกลัวในช่วงแรก เพราะตำรวจ สภ.อ.สิงหนคร กับพนักงานสอบสวนทั้งหมด ทำร้ายร่างกายและขู่เข็ญตนกับนายสงกรานต์ให้รับสารภาพ ด้วยความกลัวถูกทำร้ายจึงยอมรับในครั้งแรก และยอมเซ็นชื่อในศาลด้วย
พอถูกนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำจังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ให้ความเป็นธรรมกับตน จึงทำให้ตนกล้าขอกลับคำให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด
ส่วนช่วงเช้าที่สืบพยานปากแรกยังให้การรับสารภาพ เป็นเพราะเห็น ร.ต.อ.สมพร ขัติยะ ร้อยเวรเจ้าของคดี มีใบหน้าเหี้ยมเกรียมขรึมใส่ตน จึงกลัวเลยสารภาพ แต่ขณะนี้ ร.ต.อ.สมพรที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาเปลี่ยนไปแล้ว มีหน้าตายิ้มแย้ม จึงไม่เกิดความกลัว ตนจึงขอกลับคำให้การ
ส่วนนายสงกรานต์ยืนยันปฏิเสธเช่นเดียวกัน
ต่อจากนั้น อัยการแถลงต่อศาลว่า การสืบพยานโจทก์ที่ตั้งไว้ 16 ปาก ใช้เวลาวันที่ 17-20 มิถุนายนนั้น คงต้องขอเปลี่ยนแปลง ต้องใช้พยานโจทก์ทั้งหมดกว่า 90 ปาก เพื่อความแน่นหนาของคดี ขอให้ศาลได้เลื่อนการสืบพยานโจทก์ออกไป
นายกำพล ภู่สุดแสวง อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การถอนคำให้การเดิมของจำเลยเป็นสิทธิตามกฎหมายที่จะต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่
การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการดี แสดงให้ทราบถึงความเป็นอิสระ จะรับสารภาพก็รับ จะถอนก็ถอนไม่มีใครบังคับ แต่จะทำให้เสียเวลาในการพิจารณาคดีออกไปอีก 2-3 เดือน เพราะอัยการต้องตั้งหลักเตรียมพยานไปสืบอย่างเต็มรูปแบบ มีการเร่งรัดให้สืบพยานในวันที่ 18 มิถุนายนให้ได้
แต่การถอนคำให้การของจำเลยไม่เป็นผลดีแก่จำเลยแน่ เพราะศาลจะต้องพิจารณาถึงการกระทำของจำเลยที่กลับไปกลับมาไม่อยู่กับร่องกับรอย
อย่างไรก็ตาม การสืบพยานอาจไม่ถึง 90 ปาก หากศาลพอใจในน้ำหนักของคำให้การที่มีอยู่ ประกอบกับหลักฐานต่างๆ เพียงพอ ก็สามารถตัดสินคดีได้
พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร กล่าวว่า ไม่รู้สึกอะไรในเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะมั่นใจในพยานหลักฐานที่มอบให้อัยการไปแล้ว เรื่องตำรวจทำร้ายจำเลยก็ไม่เป็นความจริง เพราะ พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ ที่ลงไปคุมคดีย้ำเสมอว่า ให้หาพยานหลักฐานมัดตัวผู้ต้องหาให้ได้ อย่าใช้การขู่บังคับ บางครั้งจะไม่ได้ผู้ต้องหาที่แท้จริง ก่อนหน้านี้ นายบัญญัติ จันทน์เสนะ ผวจ.สงขลา ก็เคยสอบถามนายเรืองศักดิ์ ก็เล่าเรื่องความผิดที่ตัวเองก่อไว้ด้วยความเต็มใจ การทำเช่นนี้เป็นการแก้ตัวของจำเลยเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคดีนี้มีโทษถึงประหารสถานเดียว การต่อสู้คดีก็เพื่อความอยู่รอด ไม่รอดก็ถูกประหาร
แต่เมื่อจำเลยถอนคำให้การเดิมและให้การปฏิเสธเช่นนี้ก็เป็นผลเสียแก่จำเลยเอง ศาลคงจะไม่พิจารณาเหตุบรรเทาโทษ หากพยานหลักฐานโจทก์มั่นคง มีน้ำหนักน่าเชื่อว่าจำเลยมีความผิดจริง
พ.ต.อ.วีระยุทธ สิทธิมาลิก รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา กล่าวถึงกรณีที่ผู้ต้องหากลับคำปฏิเสธข้อกล่าวหาในชั้นศาล ว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่ทำได้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องหาหลักฐานมามัดตัวซึ่งมีพร้อมอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้หนักใจเลยกับการปฏิเสธของนายเรืองศักดิ์ กับนายสงกรานต์ หากผู้ต้องหาปฏิเสธและจำนนต่อพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน จะทำให้ศาลลงโทษหนักที่สุดกับผู้ต้องหาได้
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อธิบดีกรมตำรวจ กล่าวว่า ที่ผู้ต้องหากลับคำให้การ แล้วกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมจึงรับสารภาพว่าคิดไว้แล้วว่าจะต้องออกมาแบบนี้ เพราะเป็นธรรมดาของผู้ต้องหา ส่วนที่ว่าจะทำให้ภาพของตำรวจไม่ดีนั้น อยู่ที่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้หลักฐานในการดำเนินคดีไม่มีปัญหา ไม่น่าเป็นห่วง
และยังยืนยันว่า “ผมอุตส่าห์ลงทุนสอบปากคำเอง พูดคุยเอง มีหรือที่ทำอะไรเขา มีแต่หาข้าวให้ และยังเปิดเผยให้สื่อมวลชน ทีวีทุกช่องเห็นด้วย คดีนี้ทำอย่างเปิดเผย ไม่มีปัญหาอะไร”
วันที่ 18 มิถุนายน 2540 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.เมืองสงขลา พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่เรือนจำประจำจังหวัดสงขลา นำตัวนายเรืองศักดิ์กับนายสงกรานต์โดยมีโซ่ตรวน เดินทางมายังศาลจังหวัดสงขลา เพื่อพิจารณาคดีอีกเป็นวันที่ 2 หลังจากที่วันแรก คู่หูจอมโหดเล่นลิ้นกลับคำให้การในชั้นศาลหน้าตาเฉย
ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ชั้น 2 นายสถิตย์ ทาวุฒิ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 นายไมตรี สุเทพากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสงขลา และ น.ส.อรพรรณพิลาศ โอวาทตระกูล ได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ฟังการสืบพยาน โดยมีนายจำนงค์ ศรีจันทร์ เป็นทนายความจำเลย
พ.ต.อ.วีระยุทธ สิทธิมาลิก รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รอง ผกก. (สส.) สภ.อ.สิงหนคร และ ร.ต.อ.สมพร ขัติยะ รอง สวส.สภ.อ.สิงหนคร นำตัวนายประจักษ์ พุกบุญมี มาสืบพยานโจทก์ ซึ่งพยานให้การว่า เป็นเพื่อนกับนายประภาส ผู้ตาย ในวันที่ 25 เมษายน 2540 วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 17.00 น. พยานได้เดินทางมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราชได้เข้าไปหาผู้ตายที่บ้าน เพื่อนำเอกสารการโอนหน่วยกิตมาให้ ยืนเรียกที่หน้าบ้านไม่มีใครออกมาพบ จึงวางเอกสารไว้ แต่เหลือบไปเห็นรถจักรยานยนต์จอดอยู่ คิดว่ามีคนอยู่ในบ้าน จึงเดินอ้อมไปด้านหลัง พบนายเรืองศักดิ์กับนายสงกรานต์กำลังเดินออกมา
นายเรืองศักดิ์อ้างว่าเป็นหลานของนายประภาส ผู้ตาย และบอกว่า นายประภาสยังไม่กลับ ชวนให้เข้าไปในบ้าน แต่พยานขอเข้าห้องน้ำ และได้เขียนโน้ตฝากไว้ให้นายประภาส แล้วเดินทางไปทำธุระที่จังหวัดยะลา
วันรุ่งขึ้นกลับไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงทราบข่าวนายประภาสและครอบครัวถูกฆ่าโหดล้างครัว จึงโทรศัพท์แจ้ง พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร พยานจำหน้านายเรืองศักดิ์และนายสงกรานต์ได้แม่นยำ จนกระทั่งมีการจับกุมทั้ง 2 คน ตำรวจได้เชิญพยานมาดูตัวผู้ต้องหาที่ สภ.อ.สิงหนคร เมื่อได้พบนายเรืองศักดิ์กับนายสงกรานต์ ยังได้ชี้มาที่พยานและพูดขึ้นว่า “ลุงคนนี้ไงที่เป็นคนเอาเอกสารมาฝากไว้”
นายแพทย์เลี้ยง หุยประเสริฐ ผกก.สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เบิกความว่า หลังจากได้ไปชันสูตรพลิกศพครอบครัวของนายประภาสที่โรงพยาบาลจังหวัดสงขลา ศพเริ่มเน่าผิวหนังถลอกบางส่วน สภาพศพส่วนใหญ่ที่ลำคอมีลักษณะตกเลือดกล้ามเนื้อฟกช้ำมาก คาดว่าทั้ง 5 คนเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจเพราะถูกรัดคอและไม่พบสาเหตุการตายจากอาวุธแต่อย่างใด
วันที่ 19 มิถุนายน 2540 เป็นวันที่ 3 ของการสืบพยานโจทก์ ปรากฏว่า นายจำนงค์ ศรีจันทร์ ทนายที่ศาลแต่งตั้งให้ว่าความให้จำเลย คู่กับนายอรุณศักดิ์ วิชัยไพโรจน์วงศ์ ทนายความจากสภาทนายความภาค 9 ก่อนที่จะมีการพิจารณาคดีนั้น นายจำนงค์ได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอถอนตัวจากการเป็นทนายให้จำเลย แต่ได้ถูกศาลขอระงับเอาไว้ เพราะหากมีการถอนตัว จะทำให้การพิจารณาคดีต้องเกิดการชะงัก จนกว่าการสืบพยานในวันดังกล่าวจะผ่านพ้นไป ทางศาลจะได้แต่งตั้งทนายความให้ใหม่
และนางกิ้มอิ้น บุญทวี มารดาของนายประภาส ได้แต่งตั้งให้นายจรูญ ชื่นประดับ เข้ายื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วม ศาลจึงได้สอบถามอัยการว่าจะคัดค้านหรือไม่ ซึ่งอัยการได้อ้างว่า อัยการมีคณะกรรมการหลายคน จะต้องมีการปรึกษากับอัยการชั้นผู้ใหญ่ก่อน จึงจะให้คำตอบได้ในวันที่ 20 มิถุนายน
