‘ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร’ ทั้ง ‘น่าสนใจ’ และ ‘น่าเสียดาย’
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
ถ้าจุดเริ่มต้นของ “นนทรีย์ นิมิบุตร” ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย คือ พันธกิจในการสร้างให้ “ตำนาน-เรื่องเล่าจากอดีต” มีสถานะกลายเป็น “ภาพแทนประวัติศาสตร์” ที่ “สมจริง” และ “ดูเรียล”
ผ่านงานสร้างชั้นเยี่ยมละเอียดลออ และการพยายามเน้นย้ำถึงการมี “ตัวตนอยู่จริงๆ” ของบุคคลในหน้าประวัติศาสตร์ที่ข้องเกี่ยวกับตำนาน-เรื่องเล่าเหล่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นเหล่าวัยรุ่นที่ก้าวย่างเข้าสู่วงการนักเลงอย่าง “แดง ไบเล่ย์” “แหลมสิงห์” “ปุ๊ ระเบิดขวด” “ดำ เอสโซ่” ผู้มีภาพลักษณ์กึ่งแอนตี้ฮีโร่กึ่งจอมยุทธ์จากนิยายกำลังภายใน ซึ่งโลดแล่นอยู่ใน “2499 อันธพาลครองเมือง”
หรือการปรากฏขึ้นของสงครามเชียงตุงสมัยรัชกาลที่ 4 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำรงอยู่ของ “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)” ใน (ตำนาน) “นางนาก”
ภารกิจในอีกเกือบ 3 ทศวรรษถัดมา ที่นนทรีย์ลงมือทำใน “ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร” กลับมีลักษณะผิดแผก พลิกหัวกลับหางออกไป

ในผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มเน็ตฟลิกซ์ นนทรีย์และทีมงานได้สร้าง-เปลี่ยนแปลงเหล่าตัวละครที่เคย “มีตัวตนจริงๆ” บนบันทึกประวัติศาสตร์ว่าด้วย “ตี๋ใหญ่” เวอร์ชั่นก่อนๆ ให้ค่อยๆ เบลอร์หรือพร่าเลือนกลับไปเป็น “เรื่องเล่า/ตำนาน/นิยาย” อีกครั้งหนึ่ง
พูดอีกแบบคือ “ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร” ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวว่าด้วย “ตี๋ใหญ่” ให้ “สมจริง” ยิ่งขึ้น แต่กลับปรุงแต่งให้มันเป็น “นิยาย/เรื่องแต่ง” (fictionalize) มากขึ้น
ดังนั้น ผู้ชมหนังเรื่องนี้จึงแทบจะไม่ได้รับรู้เรื่องราวภูมิหลัง-ประวัติชีวิตของ “ตี๋ใหญ่” ซึ่งเป็นเหมือน “บุคคลล่องลอยไร้รากขาดที่มาที่ไป” (กระทั่งอาจมีเพศสภาพที่เลื่อนไหลด้วยซ้ำ) หรือหนังไม่ได้ทำให้เราเข้าใจ “ตี๋ใหญ่” ในฐานะปัจเจกบุคคลมากนัก
ตรงกันข้าม หนังกลับพยายามสาธิตแสดงให้เห็นว่า “วีรกรรม/เรื่องเล่า” เกี่ยวกับ “ตี๋ใหญ่” ถูกประกอบสร้างขึ้นมาอย่างไร แล้ววิถีอาชญากรของจอมโจรผู้นี้แวดล้อมด้วยเพื่อนๆ คนสนิทแบบไหน
หนังปรับเปลี่ยนจุดโฟกัส แล้วพาคนดูเลื่อนไถลไปสู่ประเด็นที่ว่า “มายากล” (ไม่ใช่เวทมนตร์คาถา) คือสิ่งที่ก่อร่างสร้างชื่อเสียง-ตัวตนของ “ตี๋ใหญ่” ขึ้นมา
นอกจากนี้ หนังยังพาเราไปรับรู้ปมปัญหาในชีวิตของ “เพื่อนตี๋ใหญ่” โดยเฉพาะ “ฤกษ์” (ผ่านชะตากรรมของพ่อ แม่ และคนรักของเขา)
สุดท้าย หนังของนนทรีย์ได้เอ่ยเตือนผู้ชมด้วยว่า เมื่อ “แบรนด์ตี๋ใหญ่” ติดตลาดไปเรียบร้อยแล้ว “ตี๋ใหญ่ตัวปลอม” ก็กลายเป็น “สินค้า” ที่สามารถถูกผลิตซ้ำขึ้นมาใหม่ได้เยอะแยะเกลื่อนกล่นเต็มไปหมด
สารข้อนี้ยิ่งตอกย้ำว่า “ตี๋ใหญ่” คือ “ตำนาน/เรื่องเล่าที่เพิ่งสร้าง” มากกว่าจะเป็น “ความจริงหนึ่งเดียว”

ไม่ใช่แค่ตัวละคร “ฝ่ายอาชญากร” หรือ “ฝ่ายตี๋ใหญ่” ที่ถูกทำให้เป็น “เรื่องเล่า/เรื่องแต่ง” แต่ “ตัวละครฝั่งตำรวจ” ในหนังเรื่องนี้ ก็ถูกทำให้มีความ “สมจริง” น้อยลงเช่นกัน
ใน “ตี๋ใหญ่” เวอร์ชั่นละคร/ซีรีส์โทรทัศน์ฉบับต่างๆ ก่อนหน้านี้ มักกล่าวถึง “ตัวตนจริงๆ” ของนายตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “คดีตี๋ใหญ่” อยู่สองราย คือ “พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์” และ “พ.ต.อ.บรรดล ตัณฑไพบูลย์” หรือไม่ก็สร้างตัวละครสมมุติที่ชี้ชวนให้นึกถึง “ตำรวจจริง” เหล่านั้น
น่าสนใจมากๆ ว่า “ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร” กลับเลือกวิธีการที่จะสร้าง “ตัวละครตำรวจ” ขึ้นมาใหม่ โดยแทบไม่ได้ยึดโยงกับ “ตำรวจจริงๆ” ในคดีดังกล่าว
ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ท.สมเกียรติ, พ.ต.อ.บรรดล ไปจนถึงตำรวจนายอื่นๆ เช่น พล.ต.ท.กิตติโชติ แสงนิล และ พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น เป็นต้น (ซึ่งต่างคนต่างก็มี “สตอรี่เรื่องวันปลิดชีวิตตี๋ใหญ่” ในมุมมอง-ความทรงจำของตัวเอง)
มีแค่ตัวละครสายสืบอย่าง “แป๊ะ” ที่อาจคล้ายคลึงกับ พ.ต.อ.บรรดล อยู่บ้าง ทว่า ปลายทางของ “ตัวละครสมมุติ” รายนี้ ก็ลงเอยด้วยการกลายเป็น “ตำรวจเลว” ที่ถูกเผาทิ้งจากสารบบ มิใช่ “มือปราบเหยี่ยวดำ” แต่อย่างใด
พูดง่ายๆ ได้ว่า “ตัวละครตำรวจ” ใน “ตี๋ใหญ่” ฉบับล่าสุด ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมา มิได้มีสถานะเป็นพระเอก ยอดมือปราบ หรือวีรบุรุษ หากเป็นคนในระบบราชการที่บ้างก็ทำงานเอาหน้าเอาใจนาย บ้างก็ประสบความล้มเหลว-อกหักในทางวิชาชีพ บ้างก็กลายเป็นโจรเสียยิ่งกว่าโจร
ส่วนตัวเห็นว่า “การตีความใหม่” ในเนื้อหาส่วนนี้ นั้นชวนสะดุดใจและขบคิดอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม คงต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า หากพิจารณาในแง่ความเป็นภาพยนตร์หรือความละเมียดในการเล่าเรื่อง “ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร” ยังมีจุดขาดตกบกพร่อง และมีคุณภาพไม่เทียบเท่ากับ “มนต์รักนักพากย์” ภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้าของนนทรีย์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็น “ขาขึ้น” อีกเที่ยวของเขาในยุคสมัยเน็ตฟลิกซ์
จุดขัดแย้งหลายประเด็น ซึ่งหนังปูทางเอาไว้ด้วยโจทย์ตั้งต้นที่น่าตื่นเต้น กลับไม่ค่อยมีพลังเท่าที่ควร เพราะถูกผลักดันด้วยรายละเอียดตกๆ หล่นๆ ไม่ค่อยสมเหตุสมผล และชวนเอ๊ะชวนงุนงงอยู่บ่อยครั้ง
อีกด้านหนึ่ง หนังอ้างอิงบริบททางการเมืองอยู่เล็กน้อยว่า “คดีตี๋ใหญ่” นั้นเกิดร่วมยุคสมัยกับสงครามอุดมการณ์ระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์ เพียงแต่คนทำไม่กล้าจินตนาการไปให้ไกลและลึกซึ้งขึ้นว่า ทั้งสองเรื่องมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ อย่างไร มากน้อยแค่ไหน
จึงค่อนข้างน่าเสียดายที่ “ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร” อาจมิใช่หนังที่มีคุณภาพเข้าขั้น “ยอดเยี่ยม-เป็นเลิศ” แม้ว่านักแสดงหลักบางคนจะทำหน้าที่ได้ดี แม้ว่าโจทย์ที่ผู้สร้างวางเอาไว้จะมีความพลิกแพลงอย่างน่าสนใจก็ตาม
