สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ขอยกบทความ “เอ็กซ์โปโอซากา” ตอนที่ 5 ออกไปก่อน เอาเรื่องวิกฤตน้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และพื้นที่ภาคใต้อีก 7 จังหวัดมาถกกันดีกว่า เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกิดความเสียหายมหาศาลโดยเฉพาะชาวหาดใหญ่ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้าจากระดับน้ำเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วจนท่วมมิดหลังคาบ้าน กระแสน้ำเชี่ยวแรงและเหตุเกิดเป็นช่วงกลางคืน ไม่สามารถอพยพหนีออกจากบ้านได้ทัน
เราได้เห็นภาพผู้คนพากันหอบลูกหอบหลาน ปู่ย่าตายายหนีน้ำขึ้นไปอยู่บนนอนหลังคาบ้าน ขณะที่ฝนยังตกอยู่ตลอดเวลาระดับน้ำเพิ่มสูงต่อเนื่องบางจุดน้ำท่วมสูงถึง 4 เมตรเกือบเท่ากับตึก 2 ชั้น
การขอความช่วยเหลือของผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างยากลำบากระบบสื่อสารขัดข้อง ไม่มีกระแสไฟชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือไม่ได้ ต้องตะโกนเรียกหาหน่วยกู้ภัยตลอดวัน
ที่น่าเศร้า มีผู้เสียชีวิตเพราะน้ำท่วมครั้งนี้หลายราย บางรายนั้นเป็นหญิงสูงอายุติดอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมมิดหลังคาลอยคออยู่ในน้ำรอความช่วยเหลือจนสิ้นลม ลูกต้องเอาศพใส่ตู้เย็นเพราะกลัวจะลอยตามน้ำ บางรายป่วยติดอยู่กลางน้ำไปหาหมอไม่ทันสิ้นใจคามือลูก
จิสด้า หรือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เปิดภาพข้อมูลดาวเทียมชี้ให้เห็นว่าน้ำท่วมหาดใหญ่อยู่ในระดับวิกฤตสูงสุด กระทบกับชาวเมืองมากกว่า 150,000 คน เป็นที่อยู่อาศัย 25,102 หลังคาเรือน โรงเรียน 47 แห่ง โรงพยาบาล 8 แห่ง
ส่วนพื้นที่อื่นๆ ของภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง ปัตตานี ยะลา สตูล และนราธิวาสประสบภัยน้ำท่วมเช่นกัน แต่ไม่ร้ายแรงหนักสาหัสเท่ากับ “หาดใหญ่”
ทำไม “หาดใหญ่” จึงเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปี?
นี่เป็นคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนช่วยกันอธิบายพอสรุปได้ใน 3 ประเด็น
ประเด็นแรก เป็นเรื่องของสภาพภูมิอากาศแปรปรวนและอิทธิพลจากลานีญา ในช่วงวันที่ 19-21 พฤศจิกายน เกิดฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนสะสม 3 วัน มากกว่า 630 มิลลิเมตร เฉพาะวันที่ 21 พฤศจิกายนเพียงวันเดียว ฝนตกหนักที่สุดวัดได้ 335 มม.
ปริมาณน้ำฝนที่ตกในห้วง 3 วันมีมหาศาล น่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ” (atmospheric river) ซึ่งเป็นชั้นไอน้ำที่ยาวและกว้างมากเหมือนแม่น้ำในท้องฟ้าและเทลงมาตูมเดียวในพื้นที่เดียว
แม่น้ำในชั้นบรรยากาศเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนสุดๆ เนื่องจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นกว่าเดิมทำให้เกิดความชื้นในชั้นบรรยากาศโลกมากขึ้นปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาจึงมากกว่าในอดีต
ปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา อิรัก อิหร่าน คูเวต ชิลี ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เกิดปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศที่ประเทศออสเตรเลีย ผู้เชี่ยวชาญดูจากภาพถ่ายทางดาวเทียม เป็นสายน้ำในท้องฟ้าแนวยาว 1,500 กิโลเมตร พาดแนวชายฝั่งของรัฐควีนส์แลนด์ เกิดฝนตกหนักมากทางตอนเหนือของเมืองบริสเบน ประเมินว่าปริมาณน้ำฝนในชั้นบรรยากาศราว 500,000 ล้านลิตร มากกว่าน้ำในอ่าวซิดนีย์ถึง 16 เท่า
ฝนตก 3 วัน 3 คืน เมืองทั้งเมืองจมอยู่ใต้น้ำ นักวิชาการออสซี่เปรียบเหมือนฝนสึนามิ
ล่าสุด เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน เกิดปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาทำสถิติมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2495 เป็นต้นมา
ประเด็นที่ 2 พื้นที่หาดใหญ่เป็นแอ่งกระทะ น้ำที่สะสมจากเทือกเขาสันกาลาคีรี เทือกเขาบรรทัด และเขาคอหงส์ ไหลลงคลองอู่ตะเภาซึ่งต้องไหลผ่านกลางเมืองหาดใหญ่ ลงสู่ทะเลสาบสงขลา
เมื่อฝนตกหนักปริมาณน้ำสะสมมาก คลองอู่ตะเภาและคลองระบายน้ำที่มีก็เอาไม่เอาอยู่ น้ำทะลักล้นท่วมเมืองหาดใหญ่
หลังระดับน้ำลดลงจนเป็นปกติแล้ว หาดใหญ่จะต้องเข้าสู่ยุคบูรณาการครั้งใหญ่ เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมระดับวิกฤตเช่นนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากเกิดชึ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง เช่น ปี 2531-2543-2553
อย่างที่กล่าว ลักษณะภูมิประเทศของหาดใหญ่เป็นแอ่งกระทะ การขยายของเมืองที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่มีแบบแผนการระบายน้ำเกิดปัญหาเพราะอาคารสิ่งปลูกสร้างไปบล็อกขวางทางน้ำ
แม้จะมีการวางระบบป้องกันน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2553 แต่การเติบโตของเมืองไม่หยุดนิ่ง ระบบป้องกันน้ำท่วมจึงไม่สามารถตอบโจทย์ใหม่ นั่นคือปริมาณน้ำฝนที่มีมาก ฝนที่ตกทั้งวันทั้งคืน และเมื่อแหล่งรับน้ำไม่สามารถระบายน้ำออกได้เร็ว น้ำจะท่วมหาดใหญ่ซ้ำซาก

ประเด็นที่ 3 การบริหารจัดการน้ำท่วม ไร้ประสิทธิภาพ ทั้งที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกคำเตือนอย่างต่อเนื่องว่าพื้นที่ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในระหว่างวันที่ 18-23 พฤศจิกายน จะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก แต่ไม่ปรากฏว่ามีการวางแผนจัดการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ และไม่มีใครรู้ว่าแผนอพยพเป็นอย่างไร ถ้าให้คนออกจากบ้านในท่ามกลางน้ำที่เชี่ยวกรากต้องจัดการอย่างไร ต้องไปรวมตัวตรงจุดไหน อุปกรณ์ อาหารเครื่องดื่มที่รองรับผู้อพยพมีหรือไม่
ศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเทศบาลหาดใหญ่ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เรื่องสถานการณ์น้ำ วันที่ 19 พฤศจิกายนมีฝนตกหนัก วัดปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 24 ชั่วโมงได้ 196 มม. ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภา คลองภูมินาถดำริ คลองหวะ คลองเตย แก้มลิงคลองเรียนต่ำกว่าตลิ่ง และอ่างเก็บน้ำคลองสะเดามีปริมาณน้ำเกือบๆ 32 เปอร์เซ็นต์ โดยภาพรวมพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ยังอยู่ในภาวะปกติ “ธงเขียว”
แถลงการณ์ฉบับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่มากและไม่ได้ใช้สถิติมาวิเคราะห์
เมื่อคาดการณ์ผิด การวางแผนรับมือไม่มีความสูญเสียก็ตามมา
เช่นเดียวกันรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่สามารถจัดการแก้ไขวิกฤตภัย “หาดใหญ่” ได้อย่างฉับพลัน กว่าจะแจ้งเตือนระดับน้ำท่วมสูงสุด ก็เกิดขึ้นในช่วงเย็นวันที่ 21 พฤศจิกายนที่น้ำทะลักใส่เมืองแล้ว
กว่าจะตั้ง “ธรรมนัส พรหมเผ่า” เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการ ชาวหาดใหญ่เผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมไปแล้ว 3 วัน
หลังแต่งตั้ง “ธรรมนัส” เป็น ผอ.ศูนย์ฯ “อนุทิน” เรียกประชุมติดตามสถานการณ์ ปรากฏว่า “ธรรมนัส” ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม แต่โผล่ไปดูอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราและโครงการพัฒนาสวนลำไย
เสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลชุดนี้จึงดังเซ็งแซ่ท่ามกลางภาพข่าวชาวหาดใหญ่พากันร้องตะโกนเรียกหาความช่วยเหลือ ภาพของการดิ้นสู้กับสงครามน้ำเพื่อเอาตัวรอดและภาพคลิปของหน่วยอาสาสมัครที่ลุยช่วยผู้คนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนทำให้ผู้คนทั่วประเทศรู้สึกผิดหวังกับระบบการบริหารจัดการของรัฐบาล “อนุทิน”
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล เป็น 1 ในผู้ที่ให้คอมเมนต์สถานการณ์ “หาดใหญ่” ได้ดีมาก
“ในยุคของผม ภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่เจอคือพายุเกย์และสึนามิ เรายังเชื่อและศรัทธาภาครัฐมากกว่านี้ อาจเป็นเพราะยุคนี้มีโซเชียล มีการทำงานของภาคประชาชนที่พัฒนาไปข้างหน้า ขณะที่ภาครัฐตามไม่ทัน ทำให้การเปรียบเทียบเห็นชัดขึ้น และยิ่งโลกร้อนขึ้นเท่าไร ยิ่งภัยพิบัติเกิดขึ้นถี่แค่ไหน เรายิ่งเห็นภาพชัด มันจึงเป็นสถานการณ์ที่ผมบอกมาตลอด โลกร้อนมันน่ากลัว เราต้องให้ความสำคัญมากๆ กับการรับมือ
จากกรณีหาดใหญ่ ผมเชื่อว่าคนไทยเห็นความน่ากลัวของโลกร้อน เริ่มคิดถึง เริ่มหาข้อมูล เริ่มรู้สึกถึงความเสี่ยง
เริ่มอยากให้คนที่เขาเลือกไปเป็นผู้แทน ไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ ต้องมีอะไรที่เขาศรัทธาได้
มีอะไรที่จะทำให้พวกเขาวางใจว่าจะไม่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น
มันก็จะสะท้อนกลับมาสู่การปรับตัวของพรรคการเมือง ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ให้ความสำคัญกับการรับมือโลกร้อนมากขึ้น นอกเหนือไปจากเอะอะก็ Net Zero
จนสักวัน โลกร้อนจะกลายเป็นนโยบายหลัก มิใช่แค่ของแถม
และต้องเป็นนโยบายที่ทำได้ มิใช่แค่แถลงไว้แต่ทำไม่ได้ เพราะมันจะย้อนมาปักอกตัวเองให้เจ็บหนัก”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
