ประวัติศาสตร์ไบโอเทคยุคใหม่ของจีน (1)
Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
พื้นขนาดกว่าครึ่งสนามฟุตบอลใต้แสงสีเขียวสลัวราวกับหลุดมาจากภาพยนตร์ไซไฟ มองทะลุกระจกเข้าไปเห็นยูนิตทำงานเป็นห้องย่อยขนาดเท่ารถตู้อีกหลายสิบห้องเรียงต่อกันเป็นแถวยาวสุดสายตา ข้างในอัดแน่นด้วยอุปกรณ์วิจัย เครื่องพีซีอาร์ กล้องจุลทรรศน์ ตู้เลี้ยงเชื้อ ชุดวิเคราะห์เคมีขั้นสูง ฯลฯ
แขนกลกลางห้องย่อยหยิบหลอดทดลอง ย้ายถาดเลี้ยงเซลล์ ปิเปตสารละลาย กดปุ่มสตาร์ตเครื่องมือคล่องแคล่ว ด้วยหุ่นยนต์ที่ทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่รู้จักเหนื่อยนี้หนึ่งยูนิตตรงหน้าผมน่าจะผลิตผลงานได้พอสูสีห้องแล็บขนาดย่อมที่ผมคุ้นเคย
ตึกนี้แห่งเดียวมียูนิตทำงานแบบนี้อยู่เกือบครึ่งร้อยหน่วย
โรงงานวิศวกรรมชีวภาพ (biofoundry) แห่งนี้มีกำลังการผลิตเกือบหนึ่งในสามของทั้งโลก
ผมเคยเรียนและทำงานในอเมริกาและอังกฤษอยู่สิบกว่าปี ได้เห็นห้องแล็บวิจัยล้ำๆ ของโลกตะวันตกมาก็ไม่น้อย แต่ไม่เคยเห็นอะไรที่น่าทึ่งและน่าขนลุกเหมือนสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ที่ศูนย์วิจัยด้านชีวสังเคราะห์แห่งเมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) สาธารณรัฐประชาชนจีน
เท่าที่ผมจำความได้อากงเคยเล่าว่าชีวิตที่เมืองจีนสมัยอากงเด็กๆ ยากลำบากมาก ชาวจีนรุ่นนั้นแห่กันอพยพหนีสงครามและความอดยาก เสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกรากอยู่ไทยก็ไม่น้อย
พอโตขึ้นมาหน่อยก็คุ้นแต่ว่าเมืองจีนเป็นถิ่นของถูกของก๊อบ จนสมัยผมเรียนอยู่อเมริกานี่แหละที่เริ่มได้ยินพวกฝรั่งลือกันว่าพวกจีนมันซุ่มเงียบ ระวังไว้ดีๆ
บทความตอนนี้จะเล่าประวัติศาสตร์วิทย์เทคโนยุคใหม่ฝั่งจีนโดยรวมทั้งงานสายไบโอเทคซึ่งรับรองว่าน่าสนใจไม่แพ้เรื่องราวฝั่งโลกตะวันตกเลย

ปี 1976 ปีเดียวกับที่ Genentech บริษัทไบโอเทคแห่งแรกของโลกถึงกำเนิดขึ้น ท่านประธานเหมา (Mao Zedong) ผู้นำสูงสุดของจีนถึงแก่อสัญกรรม
เหมาคือฮีโร่ผู้รวมชาติจีนให้เป็นปึกแผ่น กอบกู้อู่อารยธรรมอันเก่าแก่ของโลกแห่งนี้จากศตวรรษแห่งความอัปยศ (The Century of Humiliation) ที่ยาวนานนั้นแต่สงครามฝิ่นกลางศตวรรษที่ 19 ถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่สองกลางศตวรรษที่ 20
ภายใต้การปกครองของท่านประธานเหมาจีนได้กลับมายืนเป็นหนึ่งในมหาอำนาจโลกอีกครั้ง
แต่อีกด้านหนึ่ง นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่วิปริตบิดเบี้ยวโดยเฉพาะในช่วงเกือบสองทศวรรษสุดท้ายทำคนตายไปหลายสิบล้าน และพาจีนสู่ยุคมืดของเหล่าปัญญาชนรวมทั้งเหล่านักวิจัยนักวิทยาศาสตร์ด้วย
เหมาก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 หนึ่งในหมุดหมายสำคัญหลังรวบรวมแผ่นดินสำเร็จคือพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งเป็นรากฐานของทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทหารยุคใหม่ ด้วยความสัมพันธ์อันดีกับสตาลิน (Joseph Stalin) ระหว่างแผนห้าปีช่วง 1953 – 1957 สหภาพโซเวียตดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่สู่จีนผ่านร้อยกว่าโครงการ ส่งผู้เชี่ยวชาญกว่าหมื่นคนมาช่วยกันยกเครื่องอุตสาหกรรมหนักในจีนอย่างการทำเหมือง พลังงาน เหล็กกล้า เคมีภัณฑ์และอาวุธ
ฝั่งจีนก็ส่งนักศึกษาและผู้เชี่ยวชาญไปเรียนที่โซเวียตเกือบสี่หมื่นคน

แม้ความช่วยเหลือนี้จะช่วยจีนอัพเกรดประเทศแบบก้าวกระโดดแต่วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสไตล์โซเวียตก็มาพร้อมปัญหาใหญ่คืองานวิจัยพื้นฐานแยกส่วนจากการนำไปใช้เชิงอุตสาหกรรม
ยิ่งไปกว่านั้นการจัดการก็เป็นแบบราชการรวมศูนย์ที่เทอะทะ และขาดความโปร่งใส ทิศทางนโยบายวิทยาศาสตร์และการกำกับติดตามผลก็ถูกควบคุมโดยข้าราชการแทนที่จะเป็นนักวิชาการผู้มีความรู้ตรงสาย
ดังนั้นบ่อยครั้งเจ้านายข้างบนเอาแต่สั่งงานลงมาไม่คิดถึงหลักความเป็นจริงที่คนหน้างานต้องเผชิญ
พอโดยบีบแบบนี้หนักเข้าคนระดับล่างก็มักจะปลอมแปลงผล จัดฉาก โรยผักชี ขี้โม้เอาตัวรอดไปเรื่อย

หลังสิ้นยุคสตาลิน ในสมัยครุชชอฟ (Nikita Khrushchev) ผู้นำคนถัดมา ข้อพิพาทชายแดน การตีความปรัชญามาร์กซิสต์ และการแย่งชิงความเป็นผู้นำของโลกคอมมิวนิสต์ทำความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับโซเวียตเสื่อมลงช่วงปลายทศวรรษ 1950
พอถึง 1960 โซเวียตก็ยกเลิกการถ่ายทอดเทคโนโลยีสนับสนุนจีนทั้งหมด แต่มรดกการบริหารนโยบายวิทยาศาสตร์ที่ติดปัญหาแบบราชการจ๋าสไตล์โซเวียตยังอยู่
พอรัฐบาลเหมาเอามาดำเนินการต่อเองหวังจะเร่งปฏิรูปจีนให้เป็นชาติอุตสาหกรรมไวๆ ทีเดียวทั้งประเทศจีนที่มีประชากรหกร้อยกว่าล้านคนในขณะนั้นก็เละเทะเข้าขั้นหายนะ
นโยบาย “การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (The Great Leap Forward)” ช่วง 1958 – 1962 บีบให้แต่ละท้องที่ผลิตข้าวและเหล็กกล้าออกมาเยอะๆ ตามโควตา การเพาะปลูกตั้งอยู่บนความเชื่อที่ผลิตหลักการเกษตร เช่น พรวนดินลึกๆ เรียงต้นกล้าแน่นๆ ไปจนถึงการกำจัด “ศัตรูพืช” อย่างนกกระจอก (ที่จริงๆ แล้วเป็นสัตว์ที่ช่วยปราบศัตรูพืช) แรงงงานชาวนาอีกส่วนก็โดนเกณฑ์ไปหลอมเหล็กกล้าแบบผิดๆ ถูกๆ พอทั้งผลผลิตข้าวและเหล็กกล้าไม่ได้ตามที่ส่วนกลางสั่ง ท้องถิ่นก็เน้นสร้างภาพ มั่วตัวเลข โกหกไปว่าทุกอย่างเวิร์กตามแผน ส่วนกลางก็แฮบปี้สั่งงานลงมาเพิ่มอีก ฯลฯ
ความล้มเหลวของการจัดการนี้นำมาสู่การอดยากครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตไปหลายสิบล้าน
