สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ชื่อหัวเรื่องนี้คัดลอกมาจากรายงาน A future we choose โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนปได้รวบรวมข้อมูลแนวคิดระหว่างการระดมสมองของนักวิทยาศาสตร์หลากหลายสาขา 287 คน 82 ประเทศนำมาสรุปให้เห็นทิศทางข้างหน้ามนุษย์จะเลือกเดินทางไปทางไหน
ทางเลือกวันนี้ที่เห็นๆ กันมีอยู่ 2 ทาง
ทางแรก เป็นการเดินซ้ำรอยเดิมเหมือนอดีต นั่นคือเราใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิลที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนแปรปรวนอย่างรุนแรง มีผลกระทบต่อมนุษย์ทุกมุมโลก การทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั้งมือจนพื้นที่สีเขียวหดหาย ดินเสื่อม อากาศและน้ำเปื้อนไปด้วยมลพิษ
หรือเลือกทางใหม่
เป็นเส้นทางที่ชาวโลกจะต้องรวมพลังอย่างจริงจังเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
นั่นคือการแก้ไขวิกฤต “โลกเดือด” อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐศาสตร์ การเงิน การใช้วัสดุของเสียให้เป็นประโยชน์
การนำพลังงานทางเลือกที่ไม่เกิดผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อม
รวมถึงการค้นหาโซลูชั่นใหม่ๆ ในด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อกรุยทางไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
รายงานชิ้นนี้แบ่งออกเป็น 5 ภาค
ภาคแรก บรรยายฉากทัศน์วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
ภาคที่ 2 บรรยายถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมที่มีต่อมนุษยชาติ
ภาคที่ 3 นำเสนอแนวทางในการจัดการสถานการณ์สิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุเป้าหมายที่เรากำหนดร่วมกัน
ภาคที่ 4 เส้นทางที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ
และภาคสุดท้าย เป็นบทสรุป
ภาคแรกชี้ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ จำนวนประชากรที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลง เป็นแรงขับให้เกิดความต้องการบริโภคสิ่งของเครื่องใช้และอาหารการกินมากขึ้น
ระบบการผลิตและการบริโภคในปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่ไม่ยั่งยืน ประเทศใดมีโครงสร้างทางการเมืองไร้เสถียรภาพ คอร์รัปชั่น กำหนดนโยบายเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและเชื่อมโยงกับปัญหาระดับภูมิภาค ระดับโลก อย่างเช่นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
แรงขับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากๆ นั่นคือการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก เมื่อปี 2503 มีเพียง 3,000 ล้านคน ทะลุเป็น 8,000 ล้านคนในปี 2565 คาดการณ์กันว่า ภายในปี 2593 จะมีประชากรมากถึง 9,700 ล้านคน
จำนวนประชากรโลกที่บวมเบ่งเช่นนี้เป็นตัวขับด้นให้เกิดการแย่งกันกินแย่งกันอยู่ ฉกฉวยขุดหาทรัพยากรธรรมชาติและทำลายสิ่งแวดล้อม การกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปัญหาการแย่งกันกินแย่งกันอยู่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น คนจนล้นเมือง คนรวยมีแค่กระจุกเดียวแต่ยึดครองผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศ
ตั้งแต่ปี 2503 อัตราการบริโภคต่อคนสูงถึง 4 เท่าตัว จนกระทั่งถึงปี 2566 การพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ขับเคลื่อนให้เกิดรายได้สูงขึ้น การใช้ทรัพยากรมากขึ้น เช่น การก่อสร้างอาคารบ้านเรือน การขนส่ง และอาหาร ถ้าประเทศนั้นๆ ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นธรรมาภิบาล จะเกิดผลกระทบในทางลบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ประเทศไทยเป็นกรณีตัวอย่างที่มีโครงสร้างทางการเมืองเอื้อประโยชน์กับทุนใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง
เช่น รัฐบาลอนุมัติให้สร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุมชนหรือพื้นที่สีเขียวโดยไม่ได้ศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
เมื่อโรงงานเหล่านี้ปล่อยของเสียมลพิษ เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเด็ดขาด ชาวบ้านได้รับเดือดร้อน
หรือการขยายเมืองอย่างสะเปะสะปะ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างเช่นที่หาดใหญ่ ปัญหาหลักมาจากการสร้างถนนขวางเส้นทางน้ำ การวางระบบระบายน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพ
การดูแลป้องกันสิ่งแวดล้อมที่ดีต้องเริ่มมาจากการวางนโยบายของรัฐบาล และการดึงประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานอย่างเที่ยงตรงเป็นธรรมและโปร่งใส

ในรายงานของยูเนปประเมินว่า สถานการณ์ขยายเมืองทั่วโลกจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว ราว 55 เปอร์เซ็นต์ของประชากรจะอพยพเข้ามาใช้ชีวิตในตัวเมืองใหญ่ๆ จะเกิดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
แนวโน้มในขณะนี้ เมืองใหญ่ในประเทศที่เจริญแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกาหรืออเมริกาเหนือจะมีประชากรอยู่ในเมืองมากขึ้นราว 82 เปอร์เซ็นต์ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 81 เปอร์เซ็นต์ ยุโรป 74 เปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกัน เอเชีย 50 เปอร์เซ็นต์ และแอฟริกา 43 เปอร์เซ็นต์ ประชากรอยู่ในชนบท
ประชากร 1 ใน 8 ของโลกอาศัยอยู่ในมหานคร 33 แห่ง ที่มีประชากรหนาแน่นมากกว่า 10 ล้านคน อีก 4 ปีข้างหน้าคาดว่าจะมีมหานครราว 43 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา
เมืองขยายเพราะคนเข้ามาอยู่กันมากๆ ผู้บริหารเมืองขาดวิสัยทัศน์ โค่นผืนป่าสร้างเป็นเขตเมือง ปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติจะเพิ่มระดับรุนแรง สัตว์ป่าสูญพันธุ์ ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง
จำนวนประชากรที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วยังส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเล เรือประมงไล่ล่าหาปลาและสัตว์ใต้ทะเลเพื่อป้อนผู้บริโภค การจับปลาที่ไร้กฎกติกานำไปสู่การเสื่อมโทรมของแหล่งปะการัง ซึ่งเป็นบ้านและถิ่นหาอาหารของบรรดาสัตว์น้ำ
รายงานหยิบยกบทบาทของเทคโนโลยี ช่วยลดความเสี่ยงด้านการคุมคามทางสิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคต
เทคโนโลยีพลังงานสะอาดเป็นกุญแจสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงพลังงานทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รถยนต์พลังงานไฟฟ้า แบตเตอรี่รุ่นใหม่ มีราว 30 ประเทศวางแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ยุคใหม่ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น
การก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วยยกระดับความเป็นเมืองอัจฉริยะ ระบบสมาร์ตกริด จะทำให้ระบบการกระจายกระแสไฟฟ้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประหยัดพลังงาน
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ผลักดันให้สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การมีส่วนร่วมทางสังคม สุขภาพ การศึกษา AI นำมาใช้ในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนการผลิตและบริโภคอาหาร ถ้าคิดเป็นอัตราส่วนต่อหัว ตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมามีอัตราการผลิตและบริโภคเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ มีผลต่อการใช้ปุ๋ยเคมี น้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น
ระบบเกษตรยุคใหม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 1 ใน 3 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก
ยูเนปกล่าวถึงรัฐบาลธรรมาภิบาลจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม รัฐบาลที่บริหารจัดการอย่างโปร่งใส ดำเนินนโยบายสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับเรื่องที่เกิดผลกระทบต่อผู้คนส่วนใหญ่ จะช่วยให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศนั้นๆ ดีขึ้น
ยกตัวอย่างการดำเนินนโยบายสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งมาก เช่น เรื่องการควบคุมมลพิษในอากาศ มีการตั้งมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มข้นตั้งแต่การปล่อยก๊าซพิษจากโรงงานหรือรถยนต์
หรือการจัดการขยะและรีไซเคิล รัฐบาลญี่ปุ่นรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะตั้งแต่ในบ้านไปถึงสำนักงานและโรงงาน มีแผนปฏิบัติการมาอย่างยาวนาน ใครไปญี่ปุ่นสัมผัสความสะอาดได้ทันที
รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้และอนุรักษ์ป่า ถ้าใครปลูกต้นไม้ในพื้นที่ตัวเองแล้วคิดอยากจะโค่นทิ้ง ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนและต้องปลูกทดแทนด้วย
เช่นเดียวกับนโยบายอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ รัฐบาลญี่ปุ่นมีความชัดเจนในการดูแลรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติให้ใสสะอาด มีระบบบำบัดประสิทธิภาพสูง น้ำประปาในญี่ปุ่นกินได้ทุกเมือง แม่น้ำลำคลองในญี่ปุ่นไม่มีน้ำเน่าเสียขยะลอยฟ่องเหมือนบ้านเรา
ยูเนปยังพูดถึงการควบคุมคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นมะเร็งร้ายทำลายสังคมโลก ปัจจุบันการคอร์รัปชั่นในรูปแบบใหม่ๆ มีมากมายซับซ้อน ธนาคารโลกประเมินว่า แต่ละปีมีการคอร์รัปชั่นคิดเป็นเงินราว 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 4,500,000 ล้านบาท
การคอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
คราวหน้ามาว่ากันต่อกับรายงาน “อนาคตที่เราเลือก” ของยูเนป สวัสดีปีใหม่
