ในจักรวาลแบบ ผี-พราหมณ์-พุทธ ผีบรรพชนบางทีก็สถิตอยู่บนยอดเขาไกรลาสของพระศิวะ
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ปราชญ์อย่าง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ล่วงลับ ได้เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้อย่างน่าสนใจ ในบทความเรื่อง “The Devaraja Cult and Khmer Kingship at Angkor” (อาจแปลชื่อบทความนี้อย่างตรงตัวได้ว่า ลัทธิเทวราช กับสภาวะความเป็นกษัตริย์ ที่เมืองพระนคร) ซึ่งตีพิมพ์ใน Explorations in Early Southeast Asian History โดย University of Michigan Press เมื่อเรือน พ.ศ.2519 ว่า ชาวเขมรเชื่อว่า สถานที่พำนักของดวงวิญญาณที่หลุดพ้นจากพันธนาการของร่างกายไปแล้ว หรือผีบรรพชนนั้น ตั้งอยู่บนยอดเขา (อาจจะมีหลายยอด จากหลายภูเขา)
ในบทความชิ้นเดียวกันนี้ อ.นิธิยังได้อ้างความเห็นของชาวฝรั่งเศสผู้เป็นนักอ่านจารึก และนักอุษาคเนย์ศึกษาคนสำคัญอย่าง ศ.ยอร์ช เซเดส์ (George C?d?s, พ.ศ.2429-2512) ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเอาไว้ว่า รูปทรงของยอดเหนือโกศบรรจุอัฐิในพิธีศพของชาวสยามและกัมพูชาในยุคหลังนั้นคล้ายกับภูเขา
โดยนักวิชาการไทยในสมัยหนึ่งได้สืบย้อนต้นกำเนิดของโกศดังกล่าวไปถึง “เหม” หรือทองคำที่ห่อหุ้มศิวลึงค์ในวัฒนธรรมจามปา ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 17-กลางพุทธศตวรรษที่ 18
แต่เซเดส์เห็นต่างออกไปว่า คำว่า เหม เป็นคำย่อของ เหมคีรี หรือภูเขาเมรุ (หมายถึง เขาพระสุเมรุ)
ถึงแม้ อ.นิธิจะไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ ว่า ทำไมจึงได้อ้างอิงถึงข้อสังเกตข้างต้นของเซเดส์ และทำไมข้าวของที่ใช้สำหรับบรรจุสรีรธาตุของผู้ล่วงลับ จึงต้องมีลวดลายประดับที่เกี่ยวข้องกับภูเขา
แต่เราก็พอจะเดาได้อย่างไม่ยากเย็นนักว่า อ.นิธิได้ใช้ข้อสังเกตดังกล่าวมาสนับสนุนความเห็นของตนเอง
และบางที อ.นิธิเองก็อาจจะเห็นด้วยว่า ลวดลายประดับเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเป็นภูเขาด้วยก็ไม่เห็นที่แปลก
เมื่อเห็นข้อมูลดังนี้แล้ว ก็อาจจะทำให้บางท่านไพล่คิดไปว่า แนวคิดเรื่องยอดเขาเป็นที่พำนักของวิญญาณผู้ล่วงลับ หรือผีบรรพชน อาจจะเป็นอิทธิพลที่วัฒนธรรมเขมรโบราณได้รับมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง เพราะว่าตามปรัมปราคติของชมพูทวีป ไม่ว่าจะเป็นในศาสนาพุทธ หรือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้น ต่างก็มีพระสุเมรุเป็นจอมเขา อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ที่มีสวรรค์ของพระอินทร์ ผู้เป็นเทวราชสถิตอยู่ทั้งสิ้น
และนี่ยังมิพัก ต้องพูดถึงเทพเจ้าที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งมีบทบาทและอิทธิพลในวัฒนธรรมเขมรโบราณมากกว่าพระอินทร์อย่างเห็นได้ชัด คือ “พระศิวะ” (องค์เดียวกับ พระอิศวร) นั้นก็มีปรัมปราคติว่า ประทับอยู่บนภูเขาที่ชื่อว่า “เขาไกรลาส” ด้วยเช่นกัน
แต่ อ.นิธิไม่ได้หมายความว่า ความเชื่อเรื่องยอดเขาเป็นที่พำนักของผีบรรพชน ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ได้รับมาจากอินเดียหรอกนะครับ
ตรงกันข้าม อ.นิธิเห็นว่า ความเชื่ออย่างนี้เป็นปรัมปราคติพื้นเมืองที่มีมาก่อนจะรับวัฒนธรรมอินเดียเข้ามาเสียมากกว่า เพียงแค่บังเอิญว่าคล้องจอง และเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับความเชื่อทางฝั่งของพ่อพราหมณ์จากอินเดีย จึงกลายเป็นชุดความเชื่อที่ถูกจับบวชเข้าไปในจักรวาลวิทยาแบบพราหมณ์-ฮินดูได้อย่างเหมาะเจาะก็เท่านั้นเอง
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ จะมีการสร้างปราสาทขึ้นในฐานะสัญลักษณ์ของภูเขา (ไม่ว่าจะเป็นเขาพระสุเมรุ หรือเขาไกรลาส) แล้วใช้ในการบรรจุพระสรีรธาตุของกษัตริย์ ในทำนองว่าเป็นพระโกศขนาดยักษ์นั่นแหละครับ

ในบทความชิ้นเดิมนั้น อ.นิธิก็อธิบายเอาไว้ด้วยว่า ความเชื่อมโยงระหว่างผีบรรพชนกับพระศิวะนั้น เห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่พระศิวะได้รับการขนานพระนามว่าเป็น “ราชาแห่งขุนเขา”
ทั้งพระศิวะและผีบรรพชนนั้นต่างก็สถิตอยู่บนภูเขาเหมือนกันอีกด้วย
อ.นิธิยังได้อ้างถึงความเห็นของนักอุษาคเนย์ศึกษาชาวฝรั่งเศส ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงยุคอาณานิคมอีกคนหนึ่งอย่างปอล มูส (Paul Mus) ที่กล่าวถึงลักษณะสำคัญ 2 ประการของความเชื่อแบบ “ก่อนอารยัน” (pre-Aryan) คือพิธีกรรมเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ และลัทธิการบูชาผีบรรพชน โดยเขาเห็นว่า ทั้งสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนเสมอไปนัก
อย่างไรก็ตาม จากความเห็นข้างต้นของมูส อ.นิธิได้ชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อทั้งสองแง่มุมนี้ยังสะท้อนให้เห็นได้ในความเชื่อของวัฒนธรรมเขมรโบราณ จากการบูชาศิวลึงค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ที่ประดิษฐานเป็นรูปเคารพประธานอยู่ภายในปราสาทหลังต่างๆ ในด้านหนึ่ง และการบูชาพระศิวะ หรือภูเขา ซึ่งก็คือที่ประทับของผีบรรพชนในอีกด้านหนึ่ง โดยหนึ่งในเทพเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดที่ชาวเขมรรู้จักนั้น ประทับอยู่บนภูเขาลึงคบรรพต
นอกจากนี้ อ.นิธิยังชวนให้สังเกตอีกด้วยว่า หนึ่งในพระนามหลังสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รู้จักกันในวัฒนธรรมเขมรโบราณก็คือ “ผู้ที่ได้ไปสู่ที่ประทับของพระศิวะ” ซึ่งก็คือ ส่วนยอดของขุนเขา
เกี่ยวกับกรณีนี้ อ.นิธิได้อ้างอิงถึงข้อสังเกตของเซเดส์ที่ระบุว่า พระนามหลังสิ้นพระชนม์ที่กษัตริย์ยุคก่อนเมืองพระนคร (หมายถึง กษัตริย์ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ยุคก่อนการสถาปนาเมืองพระนครเมื่อราว พ.ศ.1432) นิยมก็คือ “พระองค์ผู้เสด็จสวรรคตไปยังศิวปุระ” คือนครบนภูเขาของพระศิวะ
เซเดส์ยังได้ตั้งข้อสังเกตต่อไปด้วยว่า ในยุคเมืองพระนครนั้น ยังมีชื่อที่ใช้เทียบเคียงกันได้กับ “ศิวปุระ” โดยมีความหมายเหมือนกันอีกก็คือ “ศิวโลก” และ “ศิวบท” โดยธรรมเนียมความเชื่อในการให้ดวงพระวิญญาณของกษัตริย์ไปประทับอยู่บนโลกของพระศิวะ ที่บนยอดของภูเขาอย่างนี้ ได้มีการใช้กับกษัตริย์เขมรทุกพระองค์ต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20 เลยทีเดียว
สำหรับ อ.นิธิแล้ว ความเชื่อเรื่องเมืองของพระศิวะที่อยู่บนยอดเขานั้น ก็แค่ถูกนำมาสวมทับเอาไว้บนความเชื่ออย่างเก่าในศาสนาผี ของวัฒนธรรมเขมรโบราณ ที่ผีบรรพชนนั้นจะพำนักกันอยู่บนยอดเขานั่นแหละ
แต่ผมอยากจะเพิ่มเติมข้อมูลเพื่อสนับสนุความเห็นของ อ.นิธิด้วยว่า ความเชื่อเรื่องผีบรรพชนพำนักอยู่บนยอดเขานั้น ในภูมิภาคอุษาคเนย์นั้น ก็ไม่ได้มีเพียงแต่ในวัฒนธรรมเขมรโบราณหรอกนะครับ อย่างน้อยในความเชื่อเรื่องขวัญของกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไต-ไท ก็มีแนวคิดอย่างนี้อยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ในความเชื่อของพวกไทดำ เป็นต้น
จักรวาลวิทยาตามความเชื่อเรื่องขวัญของกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไต-ไทนั้น จะแบ่งโลกหรือจักรวาลออกเป็นสองส่วน ได้แก่ “เมืองฟ้า” อันเป็นที่อยู่ของแถน และ “เมืองลุ่ม” ซึ่งก็คือ เมืองมนุษย์
แต่ในส่วนของ “เมืองฟ้า” นั้น ไม่ได้มีเฉพาะเพียงพญาแถน คือผีฟ้า พำนักอยู่แต่เพียงผู้เดียวนะครับ เพราะยังมีผีบรรพชนอื่นๆ คือเป็นที่พำนักของคนตายนั่นแหละ ซึ่งหากจะว่ากันตามปรัมปราคติของชาวไทดำแล้ว ก็จะมีพื้นที่แบ่งออกเป็นหลายส่วน เช่น “เมืองแถน” ซึ่งเป็นที่พำนักของผีฟ้า หรือแถน โดยมีแถนที่สำคัญก็เช่น แถนหลวง แถนเจือง กับส่วนที่เป็น “ด้ำดอย” อันเป็นเมืองผีบรรพชนของคนสามัญ ที่บางครั้งจะเรียกว่า “เลี๊ยนป๊านน่อย” (น้อย) ส่วนด้ำดอยของชนชั้นเจ้านายจะเรียกว่า “เลี๊ยนป๊านหลวง” (ใหญ่) และยังมีเมืองที่ชื่อ “ฝีเกื๊อด” ของพวกผีเด็ก ที่ชอบมาเล่นกับเด็กๆ ที่ยังมีชีวิต
ขอให้สังเกตคำว่า “ด้ำดอย” นะครับ เพราะ “ด้ำ” เป็นคำเก่าในภาษาตระกูลไต-ไท แปลว่า “ผีบรรพชน” ส่วนคำว่า “ดอย” นั้นผมคงจะไม่ต้องแปลให้เสียเวลา เพราะน่าจะเข้าใจกันได้อยู่แล้ว
เอาเข้าจริงแล้ว ความเชื่อเรื่องผีบรรพชนที่พำนักอยู่บนยอดเขาในอุษาคเนย์นั้น จึงไม่ได้มีอยู่เฉพาะในวัฒนธรรมเขมรโบราณ เพราะกลุ่มคนที่พูดภาษาไต-ไท ก็มีความเชื่อในทำนองนี้ด้วยเหมือนกัน แถมยังเป็นไปได้ด้วยว่า ความเชื่อในทำนองเดียวกันนี้ยังพบอยู่ในกลุ่มชน หรือวัฒนธรรมอื่นๆ ในอุษาคเนย์ด้วยอีกต่างหาก
ที่สำคัญก็คือ บนยอดเขาหลายแห่งทางบริเวณพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี และปริมณฑลนั้น ได้มีการค้นพบกลุ่มโบราณสถานในวัฒนธรรมหินตั้ง (megalithic culture) ประเภทที่เรียกกันว่า เนินหิน (cairn) กระจายตัวอยู่บนยอดเขา และยอดเนินหลายสิบแห่ง
และอะไรที่เรียกว่า เนินหิน เหล่านี้ สร้างขึ้นเนื่องในความเชื่อของศาสนาผี ซึ่งเคารพบูชาผีบรรพชน ดังนั้น การที่ได้ก่อสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้เอาไว้ จึงชวนให้คิดถึงความเชื่อเรื่องผีบรรพชนพำนักอยู่บนยอดเขาอย่างจับจิตจับใจเลยทีเดียว
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยเช่นกัน ที่ปราสาทหินหลายหลังที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บพระสรีรธาตุของกษัตริย์เอาไว้ จะถูกสร้างอยู่บนยอดเขา หรือเป็นการสร้างปราสาทในรูปของการจำลองสัญลักษณ์ของความเป็นภูเขา (เช่น การสร้างปราสาทบนฐานซ้อนสูงหลายชั้น [step pyramid] ที่พบได้อยู่บ่อยครั้งในวัฒนธรรมเขมรโบราณ)
ก็เพราะยอดเขานั้น เป็นทั้งที่พำนักของพระศิวะและก็ผีบรรพชนด้วยกันทั้งคู่นี่ครับ
