bg-single

‘ศุภวุฒิ สายเชื้อ’ ประธานสภาพัฒน์ ชี้ รัฐบาลเจอโจทย์ยาก 3 เด้ง สงครามจบ-วิกฤตพลังงานไม่จบ

27.03.2026

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่สหรัฐเปิดฉากถล่มอิหร่านตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ หลายคนจะวิเคราะห์ว่าสงครามน่าจะใกล้สิ้นสุด โดยที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐ ที่ออกมาประกาศชัยชนะอยู่เป็นระยะ น่าจะพยายามหาทางลง เพื่อยุติสงคราม

เพราะในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาของการทำสงคราม สหรัฐอเมริกาได้ใช้เงินไปเป็นจำนวนมหาศาล

และล่าสุดเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 23 มีนาคม ตามเวลาประเทศไทย “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐโพสต์ทรูทโซเชียล สั่งให้เลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพลังงานออกไปอีก 5 วัน โดยระบุว่าการเจรจากับอิหร่านเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเกิดประสิทธิผล ด้านกระทรวงต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐ แต่ยอมรับเริ่มมีการลดความตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ซึ่งกลายเป็น TOP15 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง จากการรายงานของดิ อีโคโนมิสต์ เนื่องจากพบว่าไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานต่อจีดีพีสูงสุดในโลกสัดส่วนถึง 7% ของจีดีพี เทียบกับจีนที่เศรษฐกิจมีการเติบโตสูงมีการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนเพียง 2% ของจีดีพี

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานผลกระทบต่อประเทศไทยว่า แม้สงครามอาจจะจบลงใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพราะต่างฝ่ายกระสุนหมด แต่ปัญหาวิกฤตพลังงานไม่จบ เพราะระดับราคาน้ำมันจะไม่ลงไปเหมือนเดิมที่ 60 เหรียญ/บาร์เรล เหมือนช่วงก่อนเกิดสงคราม

สาเหตุสำคัญเพราะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ท่อขนส่ง โรงกลั่นในตะวันออกกลางที่ถูกทำลาย ได้รับความเสียหายจำนวนมาก ต้องใช้เวลาฟื้นฟูกว่าจะกลับมาผลิตได้ต้องใช้เวลา ซึ่งแบงก์ออฟอเมริกาประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาราว 2 ปี

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ทำให้ความเสี่ยงในตะวันออกกลางเปลี่ยนไป เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานครั้งสำคัญ ทั้งนี้รัฐบาลต้องเข้าใจสถานการณ์ว่าราคาน้ำมันจะไม่ลงมาเหมือนเดิม

ไม่เหมือนยุคสงครามยูเครน-รัสเซีย น้ำมันขึ้นไป 100 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล แต่พอสงครามลดระดับ ราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ 60 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ครั้งนี้ราคาน้ำมันน่าจะค้างอยู่ที่ 80-90 เหรียญ คือเพิ่มขึ้น 15-20% และเป็นการปรับขึ้นในระยะยาว

นั่นหมายความว่า “สงครามอาจจะจบ แต่ปัญหาพลังงานยังไม่จบ”

นอกจากนี้ ดร.ศุภวุฒิระบุว่า จากที่รัฐบาลไทยใช้มาตรการอุ้มราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาดีเซลที่ปัจจุบันมีการอุดหนุนอยู่ที่ลิตรกว่า 20 บาท ถือว่าเป็นการบิดเบือนกลไลตลาด และส่งผลกระทบต่อภาระหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น

เรียกว่ารัฐบาลจะเจอปัญหา 3 เด้ง นั่นคือ

เด้งที่ 1 รายจ่าย/หนี้เพิ่มขึ้นจากการอุ้มราคาพลังงาน

เด้งที่ 2 เศรษฐกิจโตต่ำ 1% กว่าๆ จากภาคส่งออกและท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

และเด้งที่ 3 คือรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลที่จะลดลง

ประธานสภาพัฒน์กล่าวว่า จากนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำมันดีเซลกลายเป็นพลังงานเศรษฐกิจ นับเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และสร้างภาระงบประมาณการคลัง เช่นเดียวกับการอุดหนุนราคาก๊าซหุ้งต้ม

“มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานเป็นความหวังดีของรัฐบาล แต่การบิดเบือนตลาด ซึ่งกลายเป็นภาระรัฐบาล และที่สุดก็คือภาระประชาชน”

รัฐบาลต้องยอมรับความจริง “โลกเปลี่ยน” เกมพลังงานเปลี่ยนไป รัฐบาลต้องเลิกใช้มาตรการกองทุนน้ำมันอุดหนุนราคา เพราะเมื่อราคาไม่ลงไปต่ำเหมือนเดิม หมายความว่านโยบายอุ้มราคาพลังงานจะกลายเป็นภาระรัฐบาลที่ไม่จบสิ้น และจะกลายเป็นความเสี่ยงทางการคลัง

ขณะที่ปัจจุบันศักยภาพนโยบายการคลังของไทยต่ำกว่าช่วงปี 2022 ช่วงนั้นหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 60.6% ตอนนี้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 65-66% หากรัฐบาลยังฝืนใช้เงินมหาศาล ในการอุ้มราคาพลังงานและค่าไฟ ก็จะทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเล็งปรับลดอันดับของไทย

ประธานสภาพัฒน์ระบุว่า หากไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซ้ำเติมด้วยภาวะดอกเบี้ยระยะที่ปรับเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยจากการกู้เงินมาโปะงบประมาณหรืออุ้มราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล และความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและจะกลายเป็น “วังวน” ปัญหาเศรษฐกิจไทย

จากปีนี้ที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะโตเพียง 1% กว่าๆ จากวิกฤตพลังงานอยู่แล้ว หากถูกลดเครดิตเรตติ้งจะยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะไม่สามารถกู้เงินมาแก้ปัญหาได้ง่ายหรือถูกเหมือนเดิมอีกต่อไป

ดร.ศุภวุฒิระบุว่า ภาพใหญ่ รัฐบาลต้องปฏิรูปด้านพลังงาน เพื่อลดส่วนการนำเข้าพลังงานต่อจีดีพี เพื่อที่จะปลดล็อกเศรษฐกิจของประเทศ

“รัฐบาลต้องมองให้ไกล เพื่อลดสัดส่วนของการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซ LNG จากปัจจุบันสัดส่วนนำเข้าอยู่ที่ 7% ของจีดีพี ก่อนเกิดสงครามอ่าวอยู่ที่ 6% เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น สัดส่วนต่อจีดีพีก็เพิ่มขึ้น และถ้าเราไม่ปรับตัว ทำแบบเดิม สัดส่วนการนำเข้าพลังงานก็จะเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้มีความเสี่ยงของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และหากรัฐบาลเลือกอุ้มไปเรื่อยๆ ก็จะหมดหน้าตัก”

เมื่อสถานการณ์ความเป็นจริงเปลี่ยนไป รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ยอมรับความจริง เลิกอุดหนุนราคา เพื่อให้ทุกคนต้องปรับตัว และเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ

สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลก็สามารถช่วยเหลือได้ เพราะรัฐบาลมีข้อมูลอยู่แล้วว่า 15 ล้านคนคือใคร ก็ใช้วิธีโอนเงินต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร แทนที่จะเป็นการอุดหนุนราคาผู้ใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด เพราะคนที่ขับรถเบนซ์ บีเอ็มที่เติมน้ำมันดีเซลก็ไม่ต้องไปอุดหนุน รวมถึงภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจยอมรับความจริงและปรับตัว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องวางแผนปฏิรูปการใช้พลังงานของประเทศในระยะยาวด้วย

ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า 2 โครงการสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดัน คือ

1. เปลี่ยนระบบการขนส่งสินค้า จากรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซล เป็นการใช้ “รถไฟขนส่งสินค้า” โดยให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานเดินรถไฟขนส่งสินค้า โดยเมื่อปลายปี 2568 สภาฯ ได้คลอด พ.ร.บ.ขนส่งทางรางฉบับใหม่ออกมาแล้ว สาระสำคัญคือ การเปิดให้เอกชนเข้ามา “เดินรถไฟ” ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากที่ผ่านมามีเพียง รฟท.เท่านั้นที่สามารถใช้รางรถไฟได้ และก็ไม่ได้ใช้งานเต็มประสิทธิภาพทั้งที่มีการใช้งบประมาณลงทุนมหาศาล

ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนโครงสร้างการขนส่งให้ใช้ “รถไฟ” ในการขนส่งสินค้ามากขึ้น กฎหมายเปิดทางแล้ว

เรื่องที่ 2. ต้องรื้อโครงสร้างพลังงานไฟฟ้า จากปัจจุบันไฟฟ้าเกือบ 60% ที่ผลิตออกมาใช้เชื้อเพลิงก๊าซ LNG รัฐบาลต้องหยุดเพิ่มโรงไฟฟ้า LNG ต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานโซลาร์มากขึ้น เพราะแสงแดดไม่มีใครมาปิดกั้นเราได้

รวมถึงการใช้ระบบ Direct PPA คือให้เอกชนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าสีเขียว สามารถขายไฟตรงได้ไม่ต้องผ่าน 3 การไฟฟ้าฯ และสิ่งสำคัญคือ ต้องแยกบทบาทการเป็นเรกกูเรเตอร์ออกจาก กฟผ. และให้ทำหน้าที่ดูแลสายส่งไฟฟ้าเป็นหลัก พร้อมกับการเร่งลงทุนระบบสมาร์ตกริดเพื่อรองรับไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนต่างๆ

“หากประเทศไทยเร่งทำ 2 สิ่งนี้ให้เกิดขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้น” ดร.ศุภวุฒิกล่าวและว่า

และนี่อาจเป็นการคว้าโอกาสครั้งสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตของประเทศไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รมว.กลาโหม เชิญข่าวสดหารือแนวทางเสนอข่าวด้านความมั่นคง ไม่ให้เกิดผลกระทบในนาคต ชี้กรณีแผนที่ทหารไม่มีเจตนาร้าย ที่ผ่านมาข่าวสดและกองทัพประสานข้อมูลกันดีมาตลอด
จริงลวง จริงแท้ ศรีบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไทยใหม่ ศรีกรุง
สงครามตลอดกาล! ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา
3 คนไทย ในบอลโลก
นับถอยหลัง เข้าสู่โลกยุคไร้แผ่นเกม
E-DUANG | เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับ คือ สัญญะ อันเป็น สัญญาณ
สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์