bg-single

Unspoken เสียงแห่งความเงียบของโศกนาฏกรรมทางการเมือง ในผลงานของชุมพล คำวรรณะ

23.04.2026

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

โดยปกติ จิตรกรรมเป็นภาษาของ “ภาพ” ที่บันทึกความเป็นจริงที่ศิลปินพบเห็นถ่ายทอดสู่ผู้ชม

แต่ในหลายครั้ง จิตรกรรมก็สามารถทำหน้าที่เป็น “เสียง” ที่บอกเล่าเรื่องราว สถานการณ์ หรือแม้แต่โศกนาฏกรรม ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ให้ผู้ชมได้รับรู้

เช่นเดียวกับผลงานจิตรกรรมของชุมพล คำวรรณะ ศิลปินร่วมสมัยชาวไทยจากจังหวัดชลบุรี ผู้มักถ่ายทอดเรื่องราว สถานการณ์ และโศกนาฏกรรมในประวัติศาสตร์ผ่านผลงานจิตรกรรมของเขา ด้วยอารมณ์ชวนหัว

แต่ในขณะเดียวกันก็เลือกนําเสนอความจริงจัง ด้วยภาพใบหน้าคนธรรมดาหรือแม้แต่นักการเมืองในมุมมองต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา

นิทรรศการครั้งล่าสุดของเขาอย่าง “Unspoken ความรู้สึกที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย” ชวนให้เราหวนกลับมาใคร่ครวญถึงความสำคัญของสิ่งที่ไม่ได้กล่าวออกมา พร้อมทำความเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้น ผ่านฝีแปรงและสีสันของศิลปิน

ผลงานชุดนี้เปิดช่องว่างให้เราตีความได้ไกลและลึกซึ้งกว่าการใช้คำพูดไหนๆ อีกทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจจากงานเขียนและวรรณกรรมที่หล่อหลอมตัวตน

จนทำให้แต่ละภาพมีจังหวะเหมือนบทกวีที่แฝงความขี้เล่น อารมณ์ขัน และร่องรอยของการตั้งคำถามเอาไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม

ชุมพลกล่าวถึงที่มาที่ไปของนิทรรศการครั้งล่าสุดของเขาว่า

“Unspoken เป็นนิทรรศการที่รวบรวมงานไว้หลายปี ตั้งแต่ชุด “OK Thailand” และงานที่ผมไปแสดงที่สิงคโปร์ ในปี 2021 – 2022 ซึ่งทำงานสะสมมาเรื่อยๆ ตัวนิทรรศการพูดเกี่ยวกับความรู้สึกภายในของผมเอง ที่เกิดจากความรู้สึกเบื่อการเมืองในบ้านเรา เบื่อสภาพสังคม ตั้งแต่การเลือกตั้ง 14 ล้านเสียง ที่ไปต่อไม่ได้ ผมรู้สึกว่าไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง”

“เราไม่รู้จะทำอย่างไรในฐานะคนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ผมก็เลยรู้สึกอยากเข้าไปดูความรู้สึกของตัวเองว่าเรารู้สึกอย่างไรกับสภาพสังคม พอมองไปลึกๆ เราก็รู้สึกว่า จริงๆ แล้วเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศไม่สำคัญแล้ว เรามองเลยออกไป ไม่ว่าจะเป็นสงคราม รัฐประหารในเมียนมา ผมเคยไปแสดงงานที่เมียนมา แล้วรู้สึกประทับใจ และมีเพื่อนๆ เมียนมาหลายคนหนีมาอยู่เมืองไทย ก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน”

“หลังจากนั้นก็มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งรู้สึกสะเทือนใจ เพราะเราไม่คิดว่ายุคของเราจะมีสงครามให้เราเห็นแบบชัดเจนขนาดนี้ และสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ มาจนถึงสงครามอิหร่านในปัจจุบัน ทุกอย่างเชื่อมกันหมดในความรู้สึกของผม ผมรู้สึกว่า พรมแดนระหว่างประเทศแทบไม่มีความหมาย เพราะความรู้สึกของเราเชื่อมโยงกัน อาจจะเป็นเพราะโลกโซเชียลมีเดียก็ได้ ทำให้เราเห็นภาพ เห็นความรุนแรง เห็นการต่อสู้ของประชาชน ของคนธรรมดาที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐ ที่เรารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม”

“ตอนทำงานผมไม่ได้คิดว่าจะตั้งประเด็นอะไร ทำตามความรู้สึกว่า ตอนนี้เรารู้สึกกับเรื่องไหน เราก็จะทำเรื่องนั้น หลังจากนั้นภัณฑารักษ์ นิ่ม นิยมศิลป์ ก็ช่วยในการเล่าเรื่องและเรียงลำดับให้”

ชุมพลยังกล่าวถึงที่มาในการตั้งชื่อนิทรรศการครั้งนี้ของเขาว่า

“สาเหตุที่ใช้ชื่อนิทรรศการว่า Unspoken เพราะนิ่มนั่งคุยกับผม แล้วเขารู้สึกว่าผมมีเรื่องที่อยู่ภายใน ที่เราเก็บเอาไว้ เราอยากจะพูด แต่พูดออกไปแล้วเสียงไม่ดังพอ เหมือนเป็นความเงียบที่อยู่ภายใน แต่ก็ยังพูดอยู่ยังส่งเสียงอยู่ ผมคิดว่างานจิตรกรรมเป็นการพูดอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า พอเราเอางานพวกนี้ไปลงในโซเชียลมีเดีย ผมรู้สึกว่ามันจะถูกปิดกั้นจากอัลกอริทึมหรืออะไรก็แล้วแต่ คนเขาอาจจะรู้สึกว่า เศร้าหรือหดหู่ ก็เลยเหมือนถูกมองข้าม หรือปล่อยผ่านไป”

เมื่อชมผลงานของชุมพล ทำให้เรารู้สึกว่า ผลงานของเขาได้รับอิทธิพลมาจากงานวรรณกรรม ด้วยลีลาราวกับบทกวีและอารมณ์ขันกระทบกระเทียบที่สร้างความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างโลกความเป็นจริงกับโลกในจินตนาการ

“ต้องบอกว่ามากที่สุดเลย เพราะต้องยอมรับว่าผมเติบโตมาจากการอ่าน เพราะผมรู้สึกสนใจในเรื่องราวรอบข้าง เรื่องเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ผมเคยอ่านมาตั้งแต่เด็ก เพราะผมเคยเห็นบันทึกของพ่อเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายแต่ละเดือน แต่ในสมุดบันทึกมีภาพถ่ายเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลาอยู่ เราเลยรู้สึกว่ามันคืออะไรกัน”

“พอโตมาก็หาข้อมูล ประจวบกับพี่สาวเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็เอาหนังสือและเพลงมาให้ ผมก็เลยได้อ่านได้ฟัง เพราะเดิมทีต้องยอมรับว่า เราอยู่บ้านนอก ผมอยู่จังหวัดชลบุรี พ่อทำงานเป็นพนักงานโรงงานธรรมดา เราก็ไม่ได้มีสื่ออะไรมากมายให้เสพ ก็ได้สิ่งเหล่านี้แหละเป็นเพื่อน”

“ผมชอบงานของนักเขียนในเชิงสังคมการเมืองอย่าง ชาติ กอบจิตติ, กนกพงศ์ สงสมพันธุ์, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, วัฒน์ วรรลยางกูร ส่วนนักเขียนต่างประเทศ ก็ชอบกาบริเอล การ์ซิอา มาร์เกซ, มิลาน คุนเดอรา, ฟรันทซ์ คัฟคา ผมรู้สึกว่าจริงๆ แล้ว ผมอาจจะสนใจเรื่องความเป็นมนุษย์ และเรื่องการเมืองก็มีผลกับมนุษย์ ทั้งวิถีชีวิต ทั้งเรื่องราวทางสังคมที่ถูกการเมืองเป็นตัวกำหนด”

“ผมได้แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเหล่านี้ในการทำงานมาก อันดับแรก มันทำให้ความคิดของผมเป็นระบบ พอความคิดผมเป็นระบบแล้ว เวลาเราอ่านเหมือนมีลิ้นชักความคิดอยู่หลายชั้นมาก ซึ่งบางครั้งเราก็ดึงมาใช้ได้โดยที่เราไม่รู้ตัว”

“บางครั้งเราอ่านการบรรยายภาพในนิยายของคุนเดอรา เราก็เอามาตีความเป็นภาพวาด”

ลักษณะเด่นอีกอย่างที่เราพบในผลงานของชุมพลคือ การที่เขามักใช้ร่างเปลือยของตัวเองเป็นองค์ประกอบสำคัญในภาพวาดของเขาบ่อยครั้ง

“จุดเริ่มต้นคือผมทำงานชุด “เซลฟี่ ซีรีย์” เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 40 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม เมื่อสิบปีที่แล้ว ผมสังเกตว่าคนชอบถ่ายรูปเซลฟี่ ก็รู้สึกว่า คนเรามักมองแต่ตัวเอง แต่ในอดีตที่ผ่านมา ที่ทำให้เรามีเสรีภาพ มีอิสรภาพอยู่ในทุกวันนี้ จริงๆ แล้วประวัติศาสตร์มีส่วนช่วยให้เราใช้ชีวิตแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน แต่คนส่วนใหญ่กลับหลงลืม เพราะเวลาเซลฟี่ เรามองแต่ตัวเอง เราไม่ได้มองคนอื่น ไม่ได้มองสังคม ไม่ได้มองสภาพแวดล้อม ไม่ได้มองอะไรเลย แล้วเราก็ลืมมันไป”

“งานชุดนี้ผมก็เลยเริ่มใช้ร่างเปลือยของตัวเองเป็นแบบ ส่วนหนึ่งเพราะทำงานง่าย เราไม่ต้องหาคนมาเป็นแบบ อีกส่วนหนึ่งคือ ผมกลัวผลกระทบที่จะเกิดกับคนที่มาเป็นแบบ เลยคิดว่าเอาตัวเองนี่แหละ เพราะว่าถ้าเกิดผลกระทบที่เราคาดไม่ถึง เราก็สามารถที่จะอธิบายได้”

“งานชุดนี้มีคนมาเขียนคอมเมนต์ต่อว่าผมว่า หากินกับคนตาย ผมก็อธิบายไปว่า ไม่ได้มีรูปคนตายอยู่เลยนะ ลองให้เขาเข้าไปดู เพราะว่าผมเอาตัวเองลงไปแทนหมดเลย ผมดึงคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ออกไปหมด เพราะเราให้เกียรติเขา เราเอาตัวเราเองลงไปอยู่ตรงนั้นแทน”

“เราไม่รู้หรอกว่า เวลาทำงานศิลปะเกี่ยวกับการเมืองจะส่งผลกระทบอย่างไร ผมก็เลยคิดว่าป้องกันไว้ก่อน ก็เลยเอาตัวเองเป็นต้นแบบดีกว่า”

“ผมยังรู้สึกว่าภาพเปลือยคือความเสมอภาคและความเปราะบางของมนุษย์ เพราะเวลาคนเราใส่เสื้อผ้า ใส่สูท ใส่กางเกง ใส่รองเท้ายี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้นั้นสร้างความแตกต่าง แต่ถ้าเราไม่มีเสื้อผ้า ก็คือความเท่าเทียม คุณกับผมเท่ากัน ไม่ต่างกัน”

เมื่อได้ชมผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ของเขา มิตรรักแฟนศิลปะหลายคนอาจจะสงสัยว่า สิ่งที่เขาต้องการบอกเล่ากับผู้ชมคืออะไรกันแน่

ซึ่งชุมพลเผยให้เราฟังว่า

“เวลาทำงานผมไม่ได้คาดหวังที่จะบอกอะไรกับคนอื่น อันดับแรก ผมทำในสิ่งที่ผมรู้สึกว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเวลาตรงนั้น บางรูปที่ผมเขียนเพราะผมเห็นสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์แล้วรู้สึกเศร้า ผมเพียงแค่อยากปรับอารมณ์ด้วยการนั่งกอดดอกไม้สีขาว เหมือนเราส่งความหวังให้เขา ซึ่งจะส่งถึงหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ คือผมมองที่ตัวเองก่อน ส่วนผู้ชมจะตีความแบบไหนหรืออย่างไรก็ให้อิสระกับเขาเต็มที่”

“สิ่งหนึ่งที่ผมชอบ บางทีคนไปดูงานแล้วเขาตีความไม่เหมือนผม ผมรู้สึกว่าผมได้มุมมองใหม่ๆ จากผู้ชม สิ่งที่เราคิดอาจจะมีแค่นี้ แต่เขาอาจจะเห็นอะไรที่มากกว่าเรา ซึ่งผมรู้สึกชอบ บางทีเวลาได้คุยกับผู้ชมแล้วรู้สึกตื่นเต้น ได้เห็นมุมมองที่แตกต่างจากตัวเอง”

“โดยส่วนตัว ผมคิดว่างานศิลปะหยุดปัญหาทางสังคมการเมืองไม่ได้แบบพลิกฝ่ามือ แต่งานศิลปะสามารถกระตุ้นจิตสำนึกบางอย่างของผู้ชมได้ ส่วนผู้ชมจะคิดต่อหรือไปทำอะไรต่อ ก็เป็นเรื่องของเขา”

เมื่อได้สัมผัสกับความเงียบที่เต็มไปด้วยพลังที่ส่งผ่านจากงานในนิทรรศการครั้งนี้ของชุมพล ราวกับเขาเชื้อเชิญให้ผู้ชมได้เข้ามามีส่วนร่วมใช้เวลาเฝ้ามอง ซึมซับและตีความบางสิ่งที่ไม่ได้เอ่ยออกมา ซึ่งคงไม่ต่างจากการอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม ที่สามารถดึงดูดและดื่มด่ำทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในใจของผู้อ่าน

ด้วยแนวทางเช่นนี้ ชุมพลต้องการส่งสารผ่านความเงียบเพื่อเปิดพื้นที่ให้โอกาสแก่เสียงอื่นๆ ได้ปรากฏรวมตัวและถูกรับฟังนั่นเอง

นิทรรศการ Unspoken ความรู้สึกที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย โดย ชุมพล คำวรรณะ และภัณฑารักษ์โดย นิ่ม นิยมศิลป์ จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ – 26 เมษายน 2569 ที่ BACC popoup Gallery 1-2 ชั้น 3, มันมัน ศรีนครินทร์

ภาพถ่ายโดย Preecha Pattara ขอบคุณภาพจาก ภัณฑารักษ์ นิ่ม นิยมศิลป์ และ BACC popoup Gallery



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับ คือ สัญญะ อันเป็น สัญญาณ
สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’