bg-single

ยาเกล็ด มรดกของชุมชนเพื่อทุกคน

23.05.2026

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง

มูลนิธิสุขภาพไทย

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมาย ตำรายาเกล็ด หรือยาเกร็ด ไว้ว่า ยาเหล่านี้ไม่ใช่ยาตำราหลวง ก็ย่อมหมายถึงตำราที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปอีกชื่อว่า ยากลางบ้าน นั่นเอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นตำรับยาที่ชาวบ้านเชื่อถือและใช้สืบทอดกันมานานในครอบครัวในชุมชนและก็บอกต่อกันมา บางแห่งก็จดบันทึกลงในเอกสารใบลานบ้าง ในเอกสารสมุดไทยบ้าง หรือบันทึกในสมุดจดตามแต่ครอบครัวหมอพื้นบ้านก็มี

เหตุที่มาชวนคุยเพราะได้ฟังการบรรยายของนักวิชาการท่านหนึ่ง พูดถึงการเก็บข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่พูดในภาษาปัจจุบันได้ว่า เป็นที่เก็บ “ซอฟต์เพาเวอร์” ที่น่าสนใจในหลายมิติ โดยเฉพาะวัฒนธรรมและความรู้ท้องถิ่นทั้งในไทยและยังขยายไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย วัฒนธรรมและความรู้ท้องถิ่นนี้เองที่น่าศึกษาและมีศักยภาพนำมาสู่การใช้ประโยชน์ต่อสังคม สุขภาพ และเศรษฐกิจในโลกปัจจุบันได้

งานเก็บรวบรวมชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจที่มีประโยชน์ต่อวงการสมุนไพร และน่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศได้เก็บรวบรวมบ้าง เพราะงานนั้นทำอยู่กลางเมืองหลวงซึ่งก็ยังค้นพบขุมทรัพย์ภูมิปัญญาดั้งเดิม ดังนั้น ในชุมชนต่างๆ ทั้ง 4 ภูมิภาคย่อมมีของดีมากมายเช่นกัน งานที่ว่านี้ทางศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรทำมาหลายปี ศึกษารวบรวมความรู้ของ “วัดหนัง” หรือ “วัดหนังราชวรวิหาร” ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร แต่ถ้าย้อนประวัติศาสตร์ วัดนี้สร้างช่วงพระเจ้าท้ายสระ สมัยอยุธยา หรือราว พ.ศ.2260 และแต่เดิมพื้นที่วัดตั้งอยู่ในจังหวัดธนบุรี ก่อนที่จะรวมเข้ากับกรุงเทพมหานคร

ใครที่ชอบเที่ยววัด หรือได้ไปละแวกวัดหนังนั้น ย่อมเห็นได้ชัดว่าย่านนี้เป็นชุมชนเก่าแก่และมีวัดที่มีเรื่องเล่าว่าเป็นวัดสามพี่น้อง ได้แก่ วัดหนังราชวรวิหาร วัดนางนองวรวิหาร และวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร สำหรับวัดนางนองและวัดราชโอรสารามราชวรวิหารนั้นหลายคนน่าจะคุ้นเคยชื่อ โดยเฉพาะวัดราชโอรสารามฯ ที่มีจารึกตำรายาโบราณและภาพแผนนวดไทยที่นั่น ก่อนที่รัชกาลที่ 3 จะรวบรวมอย่างละเอียดและนำจารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ จนเป็นที่ยอมรับจากยูเนสโก

กล่าวถึงศิลปะของวัดสามพี่น้องสักเล็กน้อย ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ซึ่งวัดนางนองและวัดราชโอรสารามฯ เราจะเห็นศิลปะแบบจีนผสมผสานอย่างสวยงาม แต่ที่วัดหนังกล่าวว่าพระราชมารดาของรัชกาลที่ 3 ทรงให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ซึ่งจะเห็นได้ว่าศิลปะที่วัดหนังมีความเป็นไทยผสมอยู่มากกว่าศิลปะจีนที่วัดนางนองและวัดราชโอรสารามฯ

ขอกลับมาถึงตัวอย่างความรู้ดั้งเดิมที่เรียกว่า ยาเกล็ด (ยาเกร็ด) หรือยากลางบ้านของไทย ที่นำตัวอย่างมาจากผลงานของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ที่ทำทะเบียนเอกสารโบราณเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาวัดหนังราชวรวิหาร ใครที่สนใจไปเยี่ยมชมและศึกษาได้ ตำรายาเกล็ดฉบับนี้อยู่ในเอกสารสมุดไทยดำ เขียนด้วยเส้นหรดาล อักษรไทยและอักษรขอมไทย หน้าแรกกล่าวว่า…

“คัมภีร์เกล็ดยาต่างๆ นะท่านเอ๋ย นั่นไปจงลองเถิด อย่ากลัวเลยเสียงไม่แห้งเลยดีนักแล…” และต่อด้วยยาตำรับแรกเขียนไว้ว่า “ยาแก้เสียงแห้ง เอาใบมะกล่ำตาหนู 1 ใบส้มป่อย พริกนก 3 เม็ด เกลือสามเม็ด ส้มมะขามเปียก 1 ชะเอมเทศ 1 น้ำตาลกรวด 1 บดเข้าด้วยกันอมไว้คอไม่แห้งเลย”

ยากลางบ้านใจกลางเมืองหลวงนี้เป็นตำรายาบ้านๆ ซึ่งถ้าลองวิเคราะห์ดูมีข้อน่าสังเกตที่น่าสนใจ เริ่มจากยากลางบ้านมักจะนำตัวยาหรือพืชสมุนไพรใกล้ๆ ชุมชนมาใช้ประโยชน์ จึงเข้าใจว่าสมุนไพรเหล่านี้หาได้ง่ายในธนบุรีเมืองเก่า มะกล่ำตาหนูก็หาได้ ส้มป่อยที่เรามักเข้าใจว่าเป็นไม้มงคลที่คนทางเหนือนิยมปลูกกันมากนั้น ตำรายาเกล็ดนี้ก็แสดงว่าส้มป่อยปลูกกันในภาคกลางด้วย พริกนกหรือพริกขี้หนูสวนก็ปลูกพบได้ทั่วไป มะขามหาได้ไม่ยาก แต่ที่น่าคิดที่ยากลางบ้านตำรับนี้ใช้ชะเอมเทศด้วย ซึ่งเป็นพืชที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าตัวยานี้มาจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศ เนื่องหากลองสืบค้นจะพบว่าชะเอมเทศปรากฏในตำรายาจีนและมีในไทยด้วย

กล่าวถึงสรรพคุณคล้ายกันว่ามีรสหวานชุ่มคอ เป็นสมุนไพรหลักที่ใช้แก้ไอ ขับเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว แก้คอแห้ง และยังใช้ในตำรับยาบำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ และขับลม ส่วนที่นำมาใช้ คือ รากแห้ง หลายตำรับก็จะใช้แต่งรสยาให้กินง่ายด้วย

ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งของยาแก้เสียงแห้งนี้ คือ ปริมาณการใช้ใบส้มป่อยที่ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน ซึ่งหากใครทดลองปรุงยาก็เสนอว่าน่าจะใช้ปริมาณ 1 ส่วนเช่นเดียวกับตัวยาอื่นๆ ยาตำรับนี้น่าจะให้รสชาติทั้งเปรี้ยวหอมจากใบส้มป่อย เผ็ดๆ จากพริก หวานชุ่มคอทั้งชะเอมเทศและใบมะกล่ำตาหนู และยังแต่งน้ำตาลกรวดเข้าไปด้วย อมแล้วน่าจะช่วยแก้เสียงแห้ง และยังน่าจะลดอาการไอด้วย

ปกติตำรับยาเกร็ดก็จะกล่าวถึงตำรับยาแก้โรคอื่นๆ อีกหลายโรค เช่น แก้ไข้ แก้ลม แก้จุกเสียด ยากลุกเลือด ยารุเลือด และที่ขาดไม่ได้ก็จะมียาอายุวัฒนะที่เป็นเอกลักษณ์ของยาไทย ที่แนะนำให้ใช้บำรุงร่างกาย ตำรายาเกร็ด วัดหนัง ฉบับนี้ ในหน้าท้ายก็เขียนยาอายุวัฒนะไว้ว่า “ให้เอาลูกกุ่มบก 108 แช่น้ำผึ้งไว้สามเดือนกินไว้แก้สารพัดโรคแล” นับเป็นตัวยาน่าศึกษา เพราะคนไทยคุ้นเคยการใช้ประโยชน์ด้านอาหารและยาสมุนไพรของต้นกุ่มบกพอสมควร แต่เดิมมักปลูกเป็นไม้มงคลประจำบ้าน เพื่อหนุนให้ครอบครัวฐานะมั่นคงเป็นกลุ่มเป็นก้อนตามชื่อต้นกุ่ม ส่วนผลก็มักนำมาทำยาช่วยระบายหรือใช้แก้ท้องผูก แต่ในตำรับยากลางบ้านนี้ใช้เป็นยาอายุวัฒนะจึงน่าศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างยิ่ง

เปรียบเป็นหนังตัวอย่าง ตำรับยาเกร็ดของวัดหนังย่านฝั่งธนบุรีที่มีนักวิชาการไปช่วยถอดแปลเอกสารโบราณและจัดระบบความรู้ไว้ เป็นสิ่งที่ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศน่าจะทำได้ 1 วัด 1 ตำบล มูลนิธิสุขภาพไทยกับเครือข่ายในพื้นที่ได้เคยเก็บยากลางบ้านและพัฒนาเป็นยาแก้คัน ยาแก้ปวดเมื่อย ที่ใช้ได้จริงในชุมชน จะนำมาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กู้ดบาย แซม นีล
วิดีโอสั้นครองโลก ถอดสูตรปั้นคอนเทนต์ TikTok ให้ติดกระแสในปี 2026
เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth : เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8
ส่องลึกอิหร่าน: 12) แผนแบ่งแยกรัฐอิหร่านของอิสราเอล-อเมริกา
E-DUANG | ยุทธวิธี ในแบบ แยกกันเดิน บนเป้า ยุทธศาสตร์ รวมกันตี
เส้นทางชีวิต – ความรัก ‘พิ้งกี้’ กับ สถานะโสด เลิกไม่มีเหตุผล ใจพังแต่มูฟออนได้
เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง