จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
คําว่า ‘หมาก’ ที่กร่อนเสียงเป็น ‘มะ’ มีมากมายหลายคำ บางคำก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี เช่น ‘หมากเฟือง – มะเฟือง’ ‘หมากตูม – มะตูม’ ‘หมากเขือ – มะเขือ’ ‘หมากเดื่อ – มะเดื่อ’ ‘หมากปราง -มะปราง’ ดัง
จะเห็นได้จาก “กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง” ที่เล่าถึงตัวกระเห็น หรืออีเห็น ไต่ต้นหมากเฟืองว่า
“๏ กระเห็นเต้นคล้ายคล้าย ลายพรอมแพรมแกมดำเหลือง
ไต่บนต้นหมากเฟือง ลูกสุกห่ามตามกันกิน ฯ”
ส่วน “บุณโณวาทคำฉันท์” บรรยายถึงต้นมะเฟืองว่า
“๏ คนทามะค่าแค มะงั่วแง่ระงับกรอง
เล็บนางขานางน้อง มะฝ่อแฟบมะเฟืองไฟ”
“พรรณพฤกษา” ตอนหนึ่งกล่าวถึงมะเฟืองว่า
“๏ ไม้ฝางมะเฟืองเรืองศรี ต้นทำมังมี
ข้างเมืองนครดอนดง
คําว่า ‘หมากตูม’ หรือ ‘มะตูม’ นั้นพบได้ทั่วไปในวรรณคดีหลายเรื่อง ดังข้อความตอนหนึ่งจาก ‘สักกบรรพ’ ใน “มหาเวสสันดรชาดก” กวีเปรียบเทียบไม้เท้ากับผลหมากตูมว่า
“มือท่านถือไม้เท้ามีพรรณ ดูราวกับผลหมากตูมสุกเหลืองงอม”
น่าสังเกตว่าวรรณคดีส่วนใหญ่นิยมใช้คำว่า ‘มะตูม’ ที่สั้นกระชับออกเสียงได้คล่องปากมากกว่า อาทิ
“ลางจำพวกเท่าลูกมะตูม ลางจำพวกเท่าลูกมะนาว ลางจำพวกเท่าลูกมะม่วง” (ไตรภูมิพระร่วง)
“เราเคยวิ่งชิงลูกมะตูมหล่น ทั้งสองคนปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
พี่ได้สุกน้องได้อ่อนก็ผ่อนกัน สารพันพี่เจ้าจะตามใจ” (ลักษณวงศ์)
“๏ พลวงพลองมะตองแต้ว และมะตูมมะตาดทราง
เกดแก้วลำไยยาง พะยอมยูงระโยงไพร” (บุณโณวาทคำฉันท์)
“๏ ผักหนามชาครามครื้น มะตูมดื่นพื้นอารัญ
ตาตุ่มนามแข่งขัน กับบาทาตาตุ่มคน” (พรรณพฤกษา)
“มหาชาติคำหลวง” กัณฑ์มหาพน ตอนหนึ่งพรรณนาถึง ‘หมากเดื่อ’ และ ‘หมากเขือ’ ว่า
“๏ มขวิดหว้าม่วงช้อย ยำอยางห้อยดอกดวงถือ
หมากเดื่อเด็ดถึงมือ คือคู่ต้นหมากเขือพาล” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
น่าสังเกตว่าสำหรับ ‘หมากเดื่อ – มะเดื่อ’ และ ‘หมากปราง – มะปราง’ กวีมีแนวทางเปรียบเทียบที่ดำเนินตามกัน โดยนำธรรมชาติของผลไม้ดังกล่าวมาเทียบเคียงกับสิ่งที่ต้องการ ถ้าเป็น ‘หมากเดื่อ – มะเดื่อ’ มักจะเปรียบผลมะเดื่อสุกกับคน เป็นการสอนให้รู้จักพิจารณาคน แม้รูปกายภายนอกนั้นจะดูดีเพียงใด จิตใจอาจเลวทรามต่ำช้า ทำนองเดียวกับผลมะเดื่อเมื่อสุกมีสีแดงงาม แต่มีหนอนและแมลงวันอยู่ภายใน ดังที่สุนทรภู่เปรียบคนพาล คนชั่วร้าย คนเกเร กับผลมะเดื่อสุกที่มีรูปลักษณ์และสีสันลวงตาไว้ใน “นิราศภูเขาทอง” ดังนี้
“ถึงบางเดื่อโอ้มะเดื่อเหลือประหลาด บังเกิดชาติแมลงหวี่มีในไส้
เหมือนคนพาลหวานนอกย่อมขมใน อุปไมยเหมือนมะเดื่อเหลือระอา”
ไม่ต่างจาก “โคลงโลกนิติ” ฉบับพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร
“๏ ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้ มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน ชาดป้าย
ภายในย่อมแมลงวัน หนอนบ่อน
ดุจดั่งคนใจร้าย นอกนั้นดูงาม ฯ”
“โคลงนิราศตลาดเกรียบ” เปรียบในมุมมองที่ต่างไปว่า นางผู้เป็นที่รักงามทั้งกายและใจ ตรงกันข้ามกับผลมะเดื่อที่งามแค่ภายนอก ภายในมีแต่หนอนยั้วเยี้ย
“๏ บางเดื่อผลเดื่อแท้ ทุมพร (ทุมพร = อุทุมพร = มะเดื่อ)
งามแต่นอกในหนอน บ่อนเหน้า (เหน้า = เน่า)
บำราชภิรมย์สมร เสมอชีพ พี่เอย
งามรูปงามใจเจ้า เดื่อต้นต่างกัน ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ส่วน ‘หมากปราง’ หรือ ‘มะปราง’ นั้น นอกจากเล่นเสียงคำว่า ‘ปราง’ ที่พ้องกันระหว่าง ‘ผลมะปราง’ (ผลไม้) กับ ‘ปราง’ ที่หมายถึง ‘แก้ม’ แล้ว กวียังนิยมนำสีเปลือกมะปรางสุก ซึ่งมีสีชมพูอมส้ม มาเปรียบกับ ‘ปราง’ หรือแก้มของนางผู้เป็นที่รัก ทำให้มองเห็นภาพสาวสุขภาพดี มีแก้มสวยใส ผิวสีชมพูอมส้มราวกับผิวผลมะปรางสุกอย่างไรอย่างนั้น
ดังที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงรำพันไว้ใน “กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก” ว่าเห็นผลมะปรางแล้วทำให้หวนรำลึกถึง ‘ปรางทอง’ หรือแก้มของนางผู้เป็นที่รัก
“๏ นางนวลคิดนวลนาง ผลหมากปรางคิดปรางทอง
ช้างน้าวน้าวฅอสอง ยามพี่น้าวเคล้าคลึงกัน ฯ
๏ นางนวลนึกนิ่มเนื้อ นวลลออง
ปรางพี่นึกปรางทอง ก่องแก้ม
ช้างน้าวน้าวสอสอง จุมพิต
พี่น้าวเคล้าคลึงแย้ม ยั่วยิ้มชมกัน ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
มีที่แปลกกว่าเขาเพื่อนคือนิทานคำกลอนเรื่อง “โคบุตร” โดยทั่วไปกวีมักให้ตัวละครชายชมโฉมหญิง นำไปสู่การเกี้ยวพาราสีและมีอะไรๆ ลึกซึ้งต่อไป ในที่นี้พระโคบุตรและอรุณกุมารมีรูปโฉมโดนใจ นางยักษ์โลภมาก อยากจะได้เป็นคู่ครองทั้งสองคน สุนทรภู่จึงให้ตัวละครหญิงชมโฉมชายแทน สะท้อนอารมณ์ปรารถนาจะอยาก ‘งาบเด็ก’ – ‘กินเด็ก’
“๏ จะกล่าวถึงอสุรีขินียักษ์ อยู่สำนักในลำเนาภูเขาเขิน
เห็นพี่น้องสององค์ทรงเจริญ เที่ยวเล่นเพลินด้นดั้นอรัญวา
พึ่งแรกรุ่นรูปร่างสำอางเอี่ยม งามเสงี่ยมน่ารักเป็นหนักหนา
เนตรโขนงโก่งวาดเพียงบาดตา กิริยาขำคมก็สมทรง
ดูสองปรางเหมือนมะปรางเมื่อแรกปลิด ให้ปลื้มจิตแลแลก็ยิ่งหลง
นึกนึกจะสะอึกเข้าอุ้มองค์ กลัวจะทรงพระพิโรธกริ้วโกรธไป”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ในที่นี้นางยักษ์เปรียบ ‘สองปราง’ คือ ‘แก้มของพระโคบุตร’ และ ‘แก้มของอรุณกุมาร’ กับ ‘(ผล) มะปรางเมื่อแรกปลิด’ ที่มีผิวเรียบเนียนสดใสเต่งตึงทำเอานางยักษ์อดใจไม่ไหวอยากจะอุ้มไปครอบครองทั้งสองคนพร้อมๆ กัน
กวีบางท่านไม่เปรียบ ‘สีผิวผลมะปรางสุก’ กับแก้มหญิง แก้มชาย ดังจะเห็นได้จากนายมีเล่าถึงบรรดาผลมะปรางที่ชวนให้น้ำลายสอเอาไว้ใน “นิราศสุพรรณ” ตอนหนึ่งว่า
“มะปรางปริงกิ่งแปล้แต่ละต้น เป็นพวงผลสุกงามอร่ามเหลือง
ลูกไม้สวนสารพัดไม่ขัดเคือง เป็นผลเนื่องตามฤดูไม่รู้วาย”
นอกจากนี้ กวีที่กล่าวถึง ‘การปอกมะปรางริ้ว’ ผสมผสานกับ ‘การหอมปราง’ หรือ ‘หอมแก้มคนปอกผลมะปราง’ ก็มี ดังปรากฏใน “บทเห่ชมผลไม้” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
“๏ หมากปรางนางปอกแล้ว ใส่โถแก้วแพร้วพรายแสง
ยามชื่นรื่นโรยแรง ปรางอิ่มอาบซาบนาสา”
อิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มใจ มากันครบ
