กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 6) เรื่อง ปัญหาสงครามชายแดน | สุรชาติ บำรุงสุข
ผมคงต้องขออนุญาตรบกวนเวลาท่านนายกฯ อีกสักครั้ง แม้จะทราบดีว่า ท่านนายกฯ ในช่วงนี้มีภารกิจอย่างมากในเรื่องต่างๆ ทั้งที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศ และยังเผชิญกับปัญหารุมเร้าจากเรื่องทุจริตสอบในกระทรวงมหาดไทย ที่ท่านนายกฯ ต้องแบกรับภาระ อันเป็นดัง “เผือกร้อน” ในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง
อย่างไรก็ตาม ท่านนายกฯ คงพอทราบข่าวเรื่องที่เกิดที่บ้านหนองจานล่าสุดแล้วนะครับ พอมีเรื่องขึ้น ผู้คนในสังคมก็คาดเดากันทันทีว่า ปัญหาความขัดแย้งเช่นนี้คงจะนำไปสู่ “สงครามไทย-กัมพูชา รอบ 3” ซึ่งว่าที่จริงโดยตัวสาระของปัญหา ไม่ได้รุนแรง จนอาจนำไปสู่การใช้กำลัง หรือเมื่อเกิดปัญหาข้อขัดแย้งตามแนวชายแดนขึ้นเมื่อใด ก็จะมีความกังวลของผู้คนในสังคมตามมาถึงการเกิดของสงครามรอบที่ 3
ผมเชื่อว่า ในฐานะที่ท่านนายกฯ แสดงบทบาทของการเป็น “นักชาตินิยม” ท่านอาจจะเชื่อมั่นใน “พลังอำนาจของสงคราม” เพราะด้วยการมีสถานะเป็นรัฐอันดับ 3 ในการจัดลำดับพลังอำนาจทหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ไทยน่าจะสามารถใช้พลังอำนาจทางทหารกดดันประเทศเพื่อนบ้านที่เล็กกว่า และมีอำนาจน้อยกว่า ให้ต้องยอมดำเนินการตามความต้องการของไทย เนื่องจาก พลังอำนาจทางทหารของกัมพูชานั้น อ่อนแอกว่าไทยแยะมาก จนไม่อาจเปรียบเทียบได้เช่น กัมพูชาไม่มีเครื่องบินรบ ไม่มีรถถังหลักที่ทันสมัย
อยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านนายกฯ เพิ่มเติมว่า อำนาจเช่นนี้ในทางทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ เรียกว่า “อำนาจบังคับ” (coercive power) ที่จะช่วยทำให้ไทยมีอิทธิพล (leverage) จนบังคับให้รัฐเพื่อนบ้านต้องยอมดำเนินนโยบายตามทิศทางของรัฐบาลไทย
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผ่านบริบบทของประวัติศาสตร์การทูตสมัยใหม่ของไทยแล้ว รัฐบาลไทยที่อาจจะพอมีอำนาจเช่นนี้อยู่บ้างคือ รัฐบาลจอมพลสฤษฏ์ ธนะรัชต์ในกรณีของความสัมพันธ์ไทย-ลาวในยุคสงครามเย็น ที่รัฐบาลฝ่ายขวาในลาวจำเป็นต้องพึ่งพาความสนับสนุนทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างมากจากรัฐบาลไทย ซึ่งพ้นจากนั้นแล้ว ไทยแทบไม่เคยมีอำนาจดังกล่าวได้จริงในการเมืองยุคหลังอาณานิคม
นอกจากนี้ ในบริบทของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในยุคสงครามเย็น กลับไม่ได้มีสภาวะเช่นในแบบของลาว ทั้งยังเห็นถึงการต่อสู้ในกรณีพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหาร ซึ่งต้องยอมรับว่า ผลของกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นและนำไปสู่คำตัดสินศาลโลกใน พศ. 2505 นั้น ไทยเป็นฝ่ายแพ้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ

ท่านนายกฯ คงทราบดีอีกว่า ปัญหาปราสาทพระวิหารปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 2551 อันนำไปสู่สงครามในปี 2554 และจบลงที่ศาลโลกอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อในปี 2556
ผมอยากจะขออนุญาตนำเรียนว่า แม้กัมพูชาจะอ่อนแอกว่าเรา แต่เมื่อต้องต่อสู้กับเราในเวทีระหว่างประเทศ กัมพูชาสามารถเป็นฝ่ายที่เอาชนะต่อไทยได้ … กัมพูชาไม่ได้จำเป็นต้องมีพลังอำนาจทางทหารเหนือกว่าไทย แต่ก็สามารถเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าในทางการเมืองระหว่างประเทศ และชนะไทยได้ด้วยเงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งชัยชนะที่เกิดขึ้นย่อมมีผลผูกมัดให้ไทยต้องปฏิบัติตาม หรือโดยนัยคือ ไทย “ถูกบังคับ” ให้ต้องทำตามคำตัดสินเช่นนั้นโดยกัมพูชาไม่จำเป็นต้องมีสถานะเชิงอำนาจมากกว่า หรือมีกองทัพใหญ่กว่าไทย
การต่อสู้ในสภาวะเช่นนี้ แตกต่างจากสมัยกรุงศรีอยุธยาอย่างมาก … สงครามระหว่างราชสำนักศรีอยุธยากับราชสำนักพนมเปญ มักจะจบลงด้วยชัยชนะแบบ “เบ็ดเสร็จ” ของฝ่ายอยุธยา ที่นำไปสู่การควบคุมทางการเมืองอย่างเต็มที่ต่อระบอบการปกครองใหม่ที่เกิดขึ้นที่พนมเปญ
ถ้าเปรียบเทียบกับสงครามและการเมืองในเวทีโลกปัจจุบัน ชัยชนะที่นำไปสู่การจัดตั้งผู้ปกครองใหม่ที่เป็นผู้ที่นิยมฝ่ายเรา เช่นที่เราอาจจะเคยทำได้ในยุคอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น นั้น คือ การ “เปลี่ยนระบอบ” การปกครองด้วยเงื่อนไขสงคราม หรือประเด็นเรื่องของ “regime change” ในทฤษฎีการเมืองเปรียบเทียบ
ผมคิดว่า บางทีเราอาจต้องยอมรับในความเป็นจริงว่า ในยุคปัจจุบันไทยไม่ได้มีขีดความสามารถที่จะสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นนั้น อีกทั้งทฤษฎีเก่าของอำนาจรัฐในเวทีระหว่างประเทศที่เชื่อว่า “การทหารที่เข้มแข็งคือ การทูตที่เข้มแข็ง” ตามคำกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยที่ให้สัมภาษณ์สื่ออย่าง The Standard นั้น อาจจะไม่เป็นจริงทั้งหมด เพราะพลังอำนาจแห่งชาติของรัฐในเวทีระหว่างประเทศในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ใช่มีแต่พลังอำนาจทางทหาร ซึ่งคำสัมภาษณ์เช่นนี้ ดูจะวางน้ำหนักไว้กับอำนาจทางทหาร จนมองไม่เห็นมิติทางการทูต
ท่านนายกฯ คงทราบดีในหลายกรณีของการเมืองโลก พลังอำนาจทางทหารไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดที่จะทำให้รัฐได้รับชัยชนะเสมอไป การต่อสู้ในเวทีระหว่างประเทศที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับอำนาจทางทหารเป็นปัจจัยหลัก อาจทำให้รัฐนั้นติดกับดักสงคราม และพาตัวเองกลับสู่ความสัมพันธ์ในระดับปกติกับรัฐเพื่อนบ้านได้ยาก จนนำไปสู่สภาวะของ “สงครามตลอดกาล” (ภาษาทางทหารที่ใช้อธิบายถึงการติดกับดักสงครามของรัฐ จนถอนตัวออกจากสภาวะเช่นนั้นไม่ได้) ซึ่งท่านนายกฯ ทราบดีว่า ภาวะเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อไทยอย่างแน่นอน
ในกรณีนี้ จึงมีข้อสังเกตในทางทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศว่า การที่ประเทศหนึ่งจะใช้พลังอำนาจทางทหารเพื่อเอาชนะรัฐเพื่อนบ้านอย่างเบ็ดเสร็จเช่นตัวแบบของสงครามในอดีตนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก กล่าวคือความคาดหวังถึงการใช้อำนาจทางทหารของไทย ไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนระบอบการปกครอง หรือทำลายกองทัพของรัฐเพื่อนบ้านอย่างเบ็ดเสร็จนั้น อาจจะเป็น “ความคาดหวังทางยุทธการ” ที่ไม่เป็นจริง
อีกทั้ง การกระทำเช่นนั้น อาจนำไปสู่การแทรกแซงของรัฐมหาอำนาจภายนอก จนไทยอาจตกอยู่ในสภาพของการ “ถูกบังคับ” อีกแบบ เพราะการเกิดและขยายตัวของสงครามชายแดนในยุคที่รัฐมหาอำนาจใหญ่ทวีการแข่งขันอย่างเข้มข้นนั้น ล่อแหลมต่อการที่รัฐมหาอำนาจใหญ่จะเข้ามาแทรกแซง
แต่ในอีกด้านหนึ่งของปัญหา ท่านนายกฯ คงได้เห็นคำตอบจากสถานการณ์สงครามจริงว่า รัฐมหาอำนาจใหญ่อย่างรัสเซียไม่สามารถเอาชนะสงครามยูเครนได้ เช่นที่รัฐมหาอำนาจใหญ่อย่างสหรัฐก็ไม่สามารถเอาชนะสงครามอิหร่านได้ เช่นนี้แล้วจึงอดคิดไม่ได้ว่า ไทยจะเอาชนะกัมพูชาในทางทหารจริงๆ ได้จริงเพียงใด จนวันนี้ ไทยดูเหมือนยิ่งเดิน ก็ยิ่งติดกับดักสงครามกัมพูชา จนมองไม่เห็นหนทางที่จะพาประเทศออกจากปัญหา
นอกจากนี้ ความจริงที่ไทยอาจต้องยอมรับอีกประการคือ สงครามกลับทำให้ระบอบการปกครองของยูเครนเข้มแข็งขึ้น เช่นเดียวกัน สงครามทำให้ระบอบศาสนจักรของอิหร่านเข้มแข็งขึ้น จนบางทีเราอาจต้องยอมรับว่า สงครามก็ทำให้ระบอบการปกครองของรัฐบาลกัมพูชาปัจจุบันเข้มแข็งขึ้น อันอาจกล่าวเป็นข้อสังเกตในบริบทของสงครามได้ว่า สงครามชายแดนไม่ได้สร้างผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ให้กับไทยอย่างที่ต้องการ
อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตกราบเรียนท่านนายกฯ ว่า ทั้งหมดที่เขียนในข้างต้น ก็เพื่อให้ท่านนายกฯ เห็นอีกด้านของปัญหา และไม่ “เทใจ” ไปให้กับการใช้กำลังทหารแบบสุดโต่งในการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา อันเป็นสภาวะติดกับดักความเชื่อทางยุทธการที่ไม่เป็นจริง และทั้งยังเป็นผลเสียในทางยุทธศาสตร์ต่อไทยอีกด้วย
ผมยังเชื่อเสมอว่า การหาทางออกจากปัญหากัมพูชา ที่ไม่ใช่การใช้สงครามเป็นเครื่องมือนั้น เป็นความจำเป็นที่สำคัญ และเป็นความท้าทายที่รอท่านนายกฯ อยู่เบื้องหน้าหลังจากกลับจากฝรั่งเศสแล้ว … เป็นกำลังใจให้ท่านนายกฯ สามารถพาประเทศไทยออกจากสนามรบกัมพูชาได้อย่างปลอดภัยโดยไม่เป็นฝ่ายที่แพ้ทางการเมืองและทางกฎหมาย เพราะไม่อยากเห็นสงครามรอบที่ 3 ที่อาจเป็นปัจจัยไปศาลโลกรอบที่ 3 ครับ !
3 กรกฎาคม 2569
ปล.: ท่านนายกฯ ไปฝรั่งเศส อาจจะคิดว่า ที่นั่นจะมีเอกสารลับทางประวัติศาสตร์ให้ค้นคว้า จนทำให้เราชนะคดีต่อฝ่ายกัมพูชาได้ ความหวังเช่นนี้ไม่เป็นจริง เพราะเอกสารและบันทึกแนบท้ายรายงานของคณะข้าหลวงผสมในการปักปันเขตแดนนั้น เก็บที่กระทรวงการต่างประเทศไทย ข้อมูลทั้งหมดรวมทั้งข้อเท็จจริงในทางแผนที่และหลักเขตแดนเก็บอยู่ในบ้านเรา ไม่จำเป็นต้องขออะไรจากประธานาธิบดีฝรั่งเศส หรือให้ทูตไทยประจำปารีสเล่นบทนักวิจัย ซึ่งก็ทำไม่ได้ด้วย เหลืออยู่แต่เพียงว่า เราจะยอมรับสาระสำคัญของข้อมูลเหล่านี้เพียงใดครับ ///
