ธงทอง จันทรางศุ | จำเลยขอ ‘สารภาพ’ และขอ ‘เสนอแนะ’
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ผมเดินทางกลับจากสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยซึ่งตั้งอยู่ริมถนนลาดพร้าว ใกล้แยกปากซอยโชคชัย 4 มาถึงบ้านแล้ว
แน่นอนว่าการไปโรงพักอย่างนี้ไม่ใช่การไปเดินเล่นเย็นใจเป็นแน่
ผมไปจ่ายค่าปรับจราจรมาหนึ่งใบ ควักเงินจากกระเป๋าบำรุงหลวงไป 700 บาทถ้วนครับ
เรื่องมีอยู่ว่า ผมตั้งใจจะไปใส่บาตรพระที่หน้าวัดเบญจมบพิตรร่วมกับหน่วยงานแห่งหนึ่งที่ผมทำงานอยู่เพื่ออุทิศเป็นพระกุศลถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ใหญ่ ที่สิ้นพระชนม์ครบ 15 วัน ในวันที่ 17 มิถุนายน
จำนวนชุดของภัตตาหารที่ผมตั้งใจจะใส่บาตรมี 20 ชุด เพราะฉะนั้นจึงเหลือกำลังที่จะทำเองได้ในบ้านตอนเย็นหรือเช้าวันใส่บาตร
วิธีการดีที่สุดคือ ต้องไปขอให้ร้านข้าวแกงที่คุ้นเคยกันช่วยจัดเตรียมให้ ของใส่บาตรหนึ่งชุดวางแผนว่ามีข้าว และอาหารสองสิ่ง เป็นผัดผักอย่างหนึ่ง และอาหารที่มีรสจัดอีกสักอย่างหนึ่ง พร้อมด้วยน้ำผลไม้ของดอยคำ ซึ่งเป็นกิจการที่ทูลกระหม่อมพระองค์นั้นเคยเสด็จทอดพระเนตรโรงงานมาแต่หนหลัง จำนวน 20 ชุดเห็นจะไม่เกินกำลังของร้านข้าวแกงเป็นแน่
นัดรับของ 6 โมง เพื่อไปใส่บาตรตอน 6 โมง 45 นาที น่าจะพอดีกับเวลา
ประเด็นคือต้องไปสั่งซื้อทุกอย่างเสียตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน พรุ่งนี้เช้าคือ 17 มิถุนายน ถ้าไปซื้อสดเห็นจะไม่ทันการเป็นแน่
การเดินทางไปที่ร้านข้าวแกงดังกล่าวซึ่งอยู่ที่ปากซอยลาดพร้าววังหินซอย 24 ผมขับรถไปเองครับ ออกจากบ้านตอนสายหน่อยใกล้ 9 โมงแล้ว รถจะได้ไม่ติดขัด ไปถึงหน้าร้านปุ๊บก็จอดปั๊บ
ตอนที่จอดนั้นก็รู้อยู่ในใจว่า ถนนสายนี้เขาให้จอดสลับกันตามกำหนดวันคู่วันคี่ วันนั้นเป็นวันที่ 16 มิถุนายน ฝั่งที่อยู่หน้าร้านจอดรถไม่ได้ ต้องจอดรถฝั่งตรงกันข้าม
แต่ผมนึกแบบคนแก่ที่ทำผิดกฎหมายทั้งหลายว่า จอดรถซื้อของนิดเดียวไม่เป็นไรหรอก ว่าแล้วก็ทำผิดกฎหมายเข้าไปเต็มๆ
ผมซึ่งเป็นจำเลยรับสารภาพเต็มประตูครับ ขอให้ใครอย่าได้เอาเยี่ยงอย่างเป็นอันขาด
และอย่างที่รู้มาชั่วชีวิตว่า กรรมนั้นเป็นของมีจริง ส่วนจะส่งผลเร็วหรือช้านั้น ค่อยว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง ปรากฏว่ากรรมนี้มาเร็วมาก เพราะพอเดินจากร้านข้าวแกงกลับมาถึงรถซึ่งจอดอยู่ห่างกันประมาณ 20 เมตร คุณตำรวจนายหนึ่งก็จัดการล็อกล้อรถยนต์ของผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันนั้น คุณตำรวจก็กำลังใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในมือออกใบสั่งจราจรเพื่อมอบให้แก่ผมผู้กระทำความผิด
ผมจะมีปัญญาไปโต้เถียงอะไรหรือครับ รู้อยู่แล้วว่าตัวเองทำผิด ก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ไม่แปลกอะไร แต่ในเวลานั้นผมอยากรู้ต่อไปว่า แล้วผมจะต้องทำอย่างไรจึงจะชำระค่าปรับตามใบสั่งจราจรที่ว่านี้ได้
คุณตำรวจซึ่งทำใบหน้านิ่งประมาณน้องๆ เทวรูปแกะสลักที่เคยเห็นอยู่ตามปราสาทหินทั้งหลายบอกผมว่า ให้ผมนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปที่ สน.โชคชัย ไปจ่ายค่าปรับให้เรียบร้อยแล้วจะมาปลดล็อกให้
คุณเธอพูดแค่นี้จริงๆ แล้วก็ขี่มอเตอร์ไซค์คู่ชีพวิ่งหายไป
คราวนี้ผมต้องมาคิดแล้วครับว่า ตัวเองจะเดินทางไปยังโรงพักโชคชัยได้อย่างไร จะใช้วินมอเตอร์ไซค์หรือก็เป็นกิจการที่ตัวเองไม่มีความสันทัด ยังดีที่มี สาคร ผู้ช่วยขับรถอีกคนหนึ่งอยู่ที่บ้านพร้อมด้วยรถอีกหนึ่งคัน ผมจึงรีบโทรศัพท์บอกให้สาครนำรถคันนั้นมารับผมไปโรงพักด่วน จะได้ไปจ่ายค่าปรับและมาขับรถตัวเองกลับบ้าน
ระหว่างที่ยืนรอสาครขับรถมารับไปโรงพัก มีคนขับมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งอ่านสถานการณ์ออกว่าชีวิตผมกำลังอยู่ในความยุ่งยาก จึงมาเอื้อเฟื้อถามว่าจะไปโรงพักไหม ผมก็กล่าวขอบคุณไปแล้วบอกว่าตอนนี้รอรถมารับครับ
รออยู่ไม่นานสาครก็ขับรถมาพาผมไปสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยซึ่งเกิดมาผมไม่เคยมีธุระปะปังอะไรที่นี่เลย แต่ต้องขอชมเชยว่าบริการที่โรงพักนี้สะดวกสบายมาก จะลำบากก็ตรงที่จอดรถซึ่งมีจำนวนน้อยเท่านั้น
เมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถงด้านหน้า สน.แล้ว ผมพบป้ายพร้อมลูกศรชี้ทางไปห้องปรับจราจรปรากฏอยู่ชัดเจน เมื่อไปถึงห้องที่ว่า ก็ได้พบคุณตำรวจสองคนนั่งทำงานอยู่ที่เคาน์เตอร์
คุณตำรวจคนหนึ่งชี้แจงว่า ค่าปรับสำหรับความผิดฐานจอดรถในลักษณะกีดขวางทางจราจรหรือจอดรถในเขตห้ามจอดแบบนี้ อัตราค่าปรับ 1,000 บาท อัตรานี้สำหรับการสแกนจ่าย แต่ถ้าจ่ายเงินสดก็จะลดราคาเหลือ 700 บาท
โชคดีมากนะครับที่ทั้งเนื้อทั้งตัวผมมีเงินติดตัวอยู่ 800 บาท พอจ่ายค่าปรับแบบเงินสดได้โดยไม่ต้องใช้วิธีสแกนจ่ายทางโทรศัพท์
แต่ระหว่างที่เจรจาและปฏิบัติการชำระเงินค่าปรับอยู่นี่เอง ผมสะดุดใจตรงคำอธิบายว่าถ้าสแกนจ่ายก็ต้องจ่าย 1,000 บาท พร้อมทั้งคุณตำรวจที่ว่านั้นก็ชี้ให้ผมดู QR Code ซึ่งอยู่ท้ายใบสั่งที่ผมรับมาจากคุณตำรวจผู้ออกใบสั่งให้ผมริมถนนเมื่อกี้นี้ด้วย
อ้าว! คราวนี้ผมก็สงสัยสิครับว่า เมื่ออยู่ในที่เกิดเหตุและผมถามคุณตำรวจผู้ออกใบสั่งว่าต้องทำอย่างไรบ้าง คำอธิบายที่ได้รับมีเพียงคำตอบเดียวคือผมต้องพาตัวเองมาถึงโรงพักเพื่อมาจ่ายเงินค่าปรับให้จงได้แล้วจึงจะย้อนกลับไปที่รถตัวเอง คุณตำรวจคนนั้นจะไขล็อกให้แล้วผมจะได้กลับบ้าน
ไม่มีคำอธิบายใดๆ เกี่ยวกับ QR Code และการชำระค่าปรับผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบนี้เลย
ข้อความในใบสั่งซึ่งมีความยาวเกือบ 1 ฟุตซึ่งอาจมีคำอธิบายเกี่ยวข้องกับ QR Code นี้ พิมพ์ด้วยตัวหนังสือที่มีขนาดเล็กมาก ชายสูงอายุอย่างผมอ่านได้ไม่ถนัดแน่
ถ้าผมทราบเสียแต่ในเวลานั้นว่าประชาชนแบบผมสามารถมีทางเลือกได้สองอย่าง และอัตราค่าปรับมีสองแบบ คือ ถ้าจ่าย QR Code ต้องจ่าย 1,000 บาท ถ้ามาจ่ายที่โรงพักต้องจ่ายเป็นเงินสดในอัตรา 700 บาท ผมจะได้เปรียบเทียบและตัดสินใจได้ว่าผมควรจะเลือกปฏิบัติในแนวทางใด
การต้องเรียกวินมอเตอร์ไซค์จากจุดที่จอดรถมาโรงพักทั้งไปและกลับก็มีค่าใช้จ่ายนะครับ และนอกจากค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงินแล้ว ยังมีประเด็นเรื่อง “เวลา” และค่าเสียเวลาที่เกิดขึ้นด้วย
เมื่อทำหน้าที่จ่ายค่าปรับเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมอดเสียไม่ได้ที่จะนึกว่า การสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับประชาชน หรือถ้าจะพูดให้ยิ่งใหญ่กว่านั้นก็ต้องบอกว่า การสื่อสารระหว่างผู้บังคับใช้กฎหมายกับประชาชนที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เฉพาะเรื่องที่ผมได้พบเห็นมาเอง ดูเหมือนจะมีช่องว่างอยู่มากพอสมควรทีเดียว
คิดอย่างนี้แล้วผมก็สวมวิญญาณคนที่ทำงานเรื่องการพัฒนาระบบระบบราชการมานานปี เดินขึ้นไปที่ชั้นสองของโรงพักโชคชัยเพื่อขอพบกับนายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาซึ่งจะเป็นท่านใดก็ได้ เพื่อฝากประเด็นเรื่องนี้ไว้ให้ท่านช่วยคิดช่วยดำเนินการตามที่เห็นสมควร
ปรากฏว่าผมได้พบกับท่านรองผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ซึ่งดูแลสายงานสอบสวน
ผมก็ได้เล่าเรื่องทั้งหลายให้ท่านฟังและขอฝากประเด็นไว้สำหรับท่านนำเรียนท่านผู้กำกับฯ หรือรองผู้กำกับฯ ที่ดูแลสายงานด้านการจราจรต่อไป
ท่านรองผู้กำกับฯ ที่ได้พูดคุยกับผมได้กรุณารับฟังและบันทึกเป็นโน้ตสั้นไว้สำหรับท่านนำไปใช้งานต่อไป
ถ้านึกวงให้กว้างออกไปอีก กว้างมากกว่าการสื่อสารระหว่างผู้บังคับใช้กฎหมายกับผู้ปฏิบัติตามกฎหมายแบบเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ แต่เป็นการสื่อสารระหว่างภาครัฐกับประชาชนในทุกเรื่อง ผมคิดว่าเรายังมีอะไรที่ทำได้อีกมากเพื่อให้ความห่างไกลกันระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนแคบเข้ามาหรือใกล้ชิดเป็นเนื้อเดียวกันได้
ยิ่งสมัยนี้การสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ถึงกันสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว การสร้างมาตรฐานการสื่อสารหรือแบบแผนการชี้แจงที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องพูดกับประชาชนในเรื่องต่างๆ น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินเอื้อมที่เราจะทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้
ลองนึกดูถึงหนังฝรั่งที่เราเคยดูและเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำรวจไปจับผู้ร้าย ทันทีที่จับผู้ร้ายได้ ตำรวจต้องแจ้งสิทธิ์ให้ผู้ร้ายทราบว่า เขามีสิทธิ์อะไรบ้าง คำพูดของเขาอาจจะใช้เป็นหลักฐานในคดี เขามีสิทธิ์ที่จะพบทนายความ ฯลฯ อะไรประมาณนี้
ถ้าทำเสียให้เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานว่าต้องแจ้งสิทธิ์กับประชาชนอย่างไรบ้าง การปฏิบัติเช่นนี้ก็จะลดความปวดหัวของทั้งเจ้าหน้าที่และของประชาชนลงไปได้มาก
ถ้ามีมาตรฐานเสียแล้ว คุณตำรวจที่เป็นผู้จ่ายใบสั่งผมก็จะใช้เวลาเพิ่มเติมขึ้นอีกไม่กี่วินาทีในการอธิบายสิทธิ์ของคนที่โดนใบสั่งว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง สถานการณ์น่าจะวิน-วินด้วยกันทั้งสองฝ่าย ดีไหมครับ
จบท้ายข้อเขียนคราวนี้ด้วยการขอขอบคุณคุณตำรวจที่ล็อกล้อรถผม เพราะทำให้ผมมีเรื่องมาเขียนเล่าสู่กันฟังในพื้นที่นี้ได้
กำลังคิดหาเรื่องมาเขียนอยู่ทีเดียว ขอบคุณจากใจครับ ฮา!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
